เอลาริสรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังตกลงไปในห้วงอวกาศที่ไร้จุดสิ้นสุด ร่างกายของเธอไร้น้ำหนัก ความรู้สึกทั้งหมดเลือนหายไป มีเพียงแสงสว่างอันเจิดจ้าที่รายล้อมเธอไว้ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งลงอย่างกะทันหัน
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอมิได้อยู่ในวิหารแห่งแสงอีกต่อไป หากแต่ยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาล เบื้องหน้าคือปราสาทสีขาวสง่างามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ท้องฟ้าสีครามสดใส ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า และมีดวงจันทร์คู่ส่องแสงนวลตาอยู่เคียงข้าง ราวกับว่าโลกใบนี้มีดวงจันทร์สองดวงเป็นเรื่องปกติ
ผู้คนในชุดเสื้อผ้าที่งดงามและแปลกตาเดินไปมาในทุ่งหญ้า บางคนกำลังฝึกฝนเวทมนตร์ บางคนกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข ทุกสิ่งดูราวกับภาพฝันที่งดงาม
“นี่คือ... อาณาจักรแห่งราชวงศ์โบราณ” เสียงกระซิบแผ่วเบาของคาเอเลนดังก้องขึ้นในจิตใจของเอลาริส “เจ้าได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ยุคที่เวทมนตร์ยังคงรุ่งเรือง”
เอลาริสรู้สึกทึ่งกับภาพตรงหน้า เธอไม่เคยเห็นโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์เช่นนี้มาก่อน เธอเดินไปท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น แต่ไม่มีใครมองเห็นเธอ ไม่มีใครรู้สึกถึงการมีอยู่ของเธอ ราวกับว่าเธอเป็นเพียงเงาที่ล่องลอยอยู่ในกาลเวลา
เธอเดินเข้าไปในปราสาทสีขาวสง่างาม ภายในปราสาทนั้นโอ่อ่าและยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก ผนังปราสาทประดับประดาด้วยภาพวาดที่งดงาม บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์โบราณ การใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์วิเศษ และการปกครองอาณาจักรด้วยความยุติธรรมและเมตตา
เอลาริสเดินไปตามโถงทางเดินที่ยาวเหยียด จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่ซึ่งมีผู้คนมากมายกำลังรวมตัวกันอยู่ ตรงกลางห้องโถงมีบัลลังก์ที่ประดับด้วยสัญลักษณ์ของสุริยันจันทรา และมีหญิงสาวคนหนึ่งในชุดราชินีอันสง่างาม กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์นั้น ใบหน้าของเธองดงามและอ่อนโยน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเมตตาและปัญญา แต่สิ่งที่ทำให้เอลาริสต้องตกใจคือ ใบหน้าของราชินีผู้นั้นคล้ายกับเธอมาก ราวกับว่าเธอคือกำลังมองเห็นตัวเองในอีกช่วงเวลาหนึ่ง
“นั่นคือควีนเอลารีน บรรพบุรุษของเจ้า” เสียงของคาเอเลนดังขึ้นในจิตใจของเอลาริส “เธอคือราชินีผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองอาณาจักรแห่งราชวงศ์โบราณ และเป็นผู้ที่สร้างคทาสุริยันจันทราขึ้นมา”
เอลาริสมองควีนเอลารีนด้วยความทึ่ง เธอรู้สึกถึงความผูกพันอันลึกซึ้งกับราชินีผู้นั้น ราวกับว่าพวกเขามีสายเลือดเดียวกัน
ทันใดนั้น บรรยากาศในห้องโถงก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แสงสว่างจางลง ความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามา เสียงหัวเราะของผู้คนเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงกระซิบแห่งความหวาดกลัว
“มาลากอร์กำลังมาแล้ว!” เสียงหนึ่งอุทานขึ้น
ผู้คนในห้องโถงเริ่มแตกตื่น พวกเขามองไปที่หน้าต่างของปราสาท ที่ซึ่งแสงสว่างของท้องฟ้ากำลังถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด ราชาปีศาจมาลากอร์ ปรากฏตัวขึ้นเหนือปราสาท ร่างของมันมืดมิดและน่าสะพรึงกลัว ดวงตาแดงก่ำราวกับถ่านไฟ มันกำลังแผ่กระจายความมืดมิดไปทั่วทุกอาณาจักร
ควีนเอลารีนลุกขึ้นจากบัลลังก์ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว เธอยกคทาแห่งราชวงศ์โบราณขึ้น คทาสุริยันจันทราที่ยังไม่สมบูรณ์เปล่งประกายแสงสีทองและสีเงินอย่างอ่อนแรง
“เราจะต่อสู้!” ควีนเอลารีนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะปกป้องอาณาจักรของเรา!”
เหล่านักรบและพ่อมดแม่มดของอาณาจักรต่างพากันเข้าต่อสู้กับเหล่าสมุนของมาลากอร์ที่ทะลักเข้ามาในปราสาท การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด แสงสว่างของเวทมนตร์ปะทะกับความมืดมิดของปีศาจ เลือดและน้ำตาหลั่งรินไปทั่วพื้นปราสาท
เอลาริสเฝ้ามองการต่อสู้นั้นด้วยหัวใจที่บีบรัด เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสูญเสียที่เกิดขึ้น เธอเห็นผู้คนที่เธอรักกำลังต่อสู้และล้มตายเพื่อปกป้องอาณาจักรของพวกเขา
“นี่คือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต” เสียงของคาเอเลนดังขึ้นในจิตใจของเอลาริส “มาลากอร์แข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะต้านทานได้”
ควีนเอลารีนยืนหยัดอยู่เบื้องหน้ามาลากอร์ ร่างของเธอดูเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับราชาปีศาจ แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความกล้าหาญและความมุ่งมั่น เธอพยายามที่จะใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อขับไล่มาลากอร์ ทว่าพลังของคทากลับยังไม่สมบูรณ์พอที่จะต่อกรกับราชาปีศาจได้
มาลากอร์หัวเราะเยาะเย้ย เสียงหัวเราะของมันดังก้องไปทั่วทั้งปราสาท “เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นรึ เจ้าหญิงน้อย? พลังของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป!”
มาลากอร์ปลดปล่อยพลังแห่งความมืดมิดออกมาอย่างมหาศาล พลังนั้นพุ่งเข้าใส่ควีนเอลารีนอย่างไม่ลดละ ร่างของควีนเอลารีนกระเด็นไปตามแรงปะทะ คทาสุริยันจันทราหลุดออกจากมือของเธอ ตกกระแทกพื้นอย่างแรง
“ไม่!” เอลาริสอุทาน เธออยากจะพุ่งเข้าไปช่วยควีนเอลารีน แต่เธอทำอะไรไม่ได้ เธอเป็นเพียงเงาในอดีต
ควีนเอลารีนพยายามที่จะลุกขึ้น แต่ร่างกายของเธอได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอใช้มือยันพื้นเพื่อพยุงตัวเองขึ้นมา ดวงตาของเธอมองไปยังคทาสุริยันจันทราที่ตกอยู่บนพื้น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
มาลากอร์เดินเข้ามาใกล้ควีนเอลารีน มันยกมือขึ้นหมายจะบดขยี้เธอให้แหลกละเอียด
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากคทาสุริยันจันทราที่ตกอยู่บนพื้น แสงนั้นเข้าห่อหุ้มควีนเอลารีนไว้ และดึงเธอกลับเข้าไปในคทาอย่างรวดเร็ว
มาลากอร์ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันพยายามที่จะคว้าคทาไว้ แต่คทากลับเปล่งแสงสว่างจ้ายิ่งขึ้น และพุ่งทะลุผ่านผนังปราสาทออกไปอย่างรวดเร็ว หายลับไปจากสายตาของมาลากอร์
“ไม่!” มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว “มันหนีไปได้! แต่ข้าจะหามันให้พบ! และข้าจะทำลายมันให้สิ้นซาก!”
ภาพนิมิตเริ่มจางหายไป ปราสาทที่เคยงดงามค่อยๆ พังทลายลง ผู้คนล้มตาย เวทมนตร์เลือนหายไปจากโลก ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความว่างเปล่า
เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเวทมนตร์จึงเลือนหายไปจากโลก และทำไมคทาสุริยันจันทราจึงต้องถูกปกป้องไว้ มันคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้
เมื่อภาพนิมิตจางหายไปจนหมดสิ้น เอลาริสก็กลับมาอยู่ในวิหารแห่งแสงอีกครั้ง เธอยืนอยู่หน้าภาพวาดโบราณที่เคยดึงเธอเข้าไปในอดีต คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายแสงสีทองและสีเงินอย่างแผ่วเบา ราวกับว่ามันกำลังปลอบโยนเธอ
คาเอเลน โรริก และลีร่า รีบวิ่งเข้ามาหาเอลาริสด้วยสีหน้ากังวล
“เจ้าเป็นอะไรไป เอลาริส” คาเอเลนถาม “เจ้าหายไปไหนมา”
เอลาริสเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้เห็นในอดีตให้สหายฟัง ตั้งแต่ความรุ่งเรืองของอาณาจักรราชวงศ์โบราณ การต่อสู้กับมาลากอร์ ไปจนถึงการผนึกควีนเอลารีนเข้าไว้ในคทาสุริยันจันทรา
“ควีนเอลารีน... เธอผนึกตัวเองเข้าไว้ในคทา เพื่อปกป้องมันจากมาลากอร์” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เธอคือจิตวิญญาณของคทา”
คาเอเลนพยักหน้าอย่างช้าๆ “ถูกต้อง เอลาริส จิตวิญญาณของควีนเอลารีนได้หลอมรวมเข้ากับคทา และส่งผ่านพลังของสุริยันจันทราจากรุ่นสู่รุ่น รอคอยทายาทที่แท้จริงที่จะมาปลุกพลังของคทาให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์”
“แล้วสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ล่ะคะ” ลีร่าถาม “มันคืออะไรกันแน่”
เอลาริสมองไปที่ภาพวาดโบราณอีกครั้ง เธอเห็นภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่มาลากอร์ใช้เป็นช่องทางในการปลดปล่อยพลังของมัน
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่คือช่วงเวลาที่พลังแห่งสุริยันและจันทราอ่อนแอที่สุด” เอลาริสตอบ “มันคือช่วงเวลาที่มาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด และมันจะใช้ช่วงเวลานั้นในการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์”
โรริกกำดาบแน่น “ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีเวลาเหลือแล้ว”
“ถูกต้อง” คาเอเลนกล่าว “เราจะต้องผนึกมาลากอร์ให้ได้ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”
เอลาริสมองไปที่คทาสุริยันจันทราในมือของเธอ เธอรู้สึกถึงพลังของควีนเอลารีนที่ไหลเวียนอยู่ในคทา เธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้ จิตวิญญาณของบรรพบุรุษของเธอจะคอยนำทางเธอเสมอ
“เราจะผนึกมันได้ที่ไหนคะ” เอลาริสถาม
คาเอเลนเดินไปที่แท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางวิหาร “ที่นี่แหละ เอลาริส ที่นี่คือจุดศูนย์รวมพลังแห่งสุริยันจันทรา ที่ซึ่งเจ้าจะต้องใช้คทาของเจ้าเพื่อผนึกมาลากอร์อีกครั้ง”
เอลาริสมองไปที่แท่นบูชา เธอรู้สึกถึงพลังงานโบราณที่แผ่ออกมาจากมัน เธอรู้ว่านี่คือจุดจบของการผจญภัยครั้งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งสุดท้าย เพื่อปกป้องโลกจากความมืดมิดของมาลากอร์

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก