อากาศบนยอดเขานั้นเบาบางและหนาวเย็นจนแทบจะหยุดลมหายใจ วิหารแห่งสุริยันจันทราตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ราวกับเป็นสิ่งก่อสร้างที่หลุดออกมาจากตำนานโบราณ กำแพงหินสีขาวบริสุทธิ์ของวิหารเปล่งประกายระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น สลักด้วยสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ส่องประกายเรืองรอง ประตูทางเข้าวิหารสูงตระหง่าน ประดับด้วยอัญมณีสีทองและสีเงินที่ส่องแสงระยิบระยับ
แม้จะอ่อนล้าจากการใช้พลังเวทมนตร์อย่างมหาศาล เอลาริสก็ยังคงก้าวเดินอย่างมุ่งมั่น เธอรู้ว่านี่คือจุดหมายปลายทางของการเดินทางอันยาวนานและเต็มไปด้วยอันตรายของเธอ
"ในที่สุดเราก็มาถึง" ไกรธรพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งอก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง
ลิลลี่กวาดสายตามองไปรอบๆ "ข้ารู้สึกถึงพลังงานที่แข็งแกร่งแผ่ออกมาจากวิหารแห่งนี้ มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์ แต่ก็มีความลึกลับซับซ้อน"
อาจารย์เอเธนพยักหน้า "วิหารแห่งสุริยันจันทราเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบรรพชนของเจ้า เพื่อเป็นที่เก็บรักษาคทาสุริยันจันทรา และเป็นศูนย์รวมแห่งพลังเวทมนตร์ของราชวงศ์"
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ประตูวิหาร ประตูนั้นสูงใหญ่และหนักอึ้ง แต่ก็ไม่มีร่องรอยของการถูกปิดกั้นหรือล็อกไว้
"ไม่มีกับดักหรือผู้พิทักษ์อย่างนั้นหรือ?" เอลาริสถามด้วยความประหลาดใจ
อาจารย์เอเธนส่ายหน้า "ในวิหารแห่งนี้ไม่มีกับดักทางกายภาพ หรือผู้พิทักษ์ที่เฝ้าประตู แต่การจะเข้าถึงคทาสุริยันจันทราได้ เจ้าจะต้องผ่านบททดสอบแห่งจิตวิญญาณ ที่จะทดสอบความบริสุทธิ์ของจิตใจและความมุ่งมั่นของเจ้า"
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่านี่คือบททดสอบสุดท้ายที่เธอจะต้องเผชิญหน้า
เมื่อพวกเขาผลักประตูวิหารเข้าไป แสงสีทองและสีเงินก็พลันสาดส่องออกมาจากภายในวิหาร แสงนั้นสว่างจ้าจนต้องหรี่ตา แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแสบตาแต่อย่างใด
ภายในวิหารนั้นกว้างขวางและโอ่อ่ากว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก เพดานสูงเสียดฟ้าประดับด้วยผลึกเรืองแสงขนาดมหึมาที่ส่องประกายคล้ายดวงดาว กำแพงรอบด้านสลักด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวการกำเนิดของจักรวาล การสร้างโลก และตำนานของราชวงศ์สุริยันจันทรา
และที่ใจกลางวิหาร มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นบูชานั้นมีคทาเล่มหนึ่งวางอยู่ คทาเล่มนั้นเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยแสงสีทองและสีเงิน มันเป็นคทาที่งดงามและทรงพลังที่สุดเท่าที่เอลาริสเคยเห็นมา หัวคทาเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ผนวกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ประดับด้วยอัญมณีสีทองและสีเงินที่ส่องแสงระยิบระยับ
"คทาสุริยันจันทรา..." เอลาริสกระซิบออกมาด้วยความตื่นเต้น
แต่เมื่อเอลาริสก้าวเข้าไปใกล้คทา ร่างของหญิงสาวผู้สง่างามก็พลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของเธอ หญิงสาวผู้นั้นมีเส้นผมสีทองยาวสยาย ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เธอสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ และมีออร่าแห่งความสงบแผ่ออกมาจากตัว
"ยินดีต้อนรับสู่ใจกลางวิหารสุริยันจันทรา" เสียงของเธอหวานใสราวกับระฆังแก้ว ก้องกังวานไปทั่ววิหาร "ข้าคือวิญญาณแห่งวิหาร ผู้พิทักษ์คทาสุริยันจันทรา"
"ท่านคือใครคะ?" เอลาริสถาม
"ข้าคือจิตวิญญาณของบรรพชนผู้พิทักษ์คทา" วิญญาณแห่งวิหารตอบ "และข้ามาที่นี่เพื่อทดสอบเจ้า เอลาริส ว่าเจ้าสมควรที่จะถือครองคทาสุริยันจันทราหรือไม่"
"บททดสอบอะไรคะ?" เอลาริสถาม
วิญญาณแห่งวิหารยิ้มอย่างอ่อนโยน "บททดสอบแห่ง 'ความเข้าใจ' เจ้าจะต้องตอบคำถามของข้าให้ได้สามข้อ หากเจ้าตอบได้ถูกต้อง เจ้าก็จะสามารถถือครองคทาสุริยันจันทราได้"
"ข้าพร้อมแล้วค่ะ" เอลาริสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
"คำถามข้อแรก" วิญญาณแห่งวิหารเอ่ยขึ้น "พลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทราคืออะไร?"
เอลาริสครุ่นคิด เธอระลึกถึงสิ่งที่อาจารย์เอเธนเคยบอกไว้ และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการเดินทางทั้งหมด
"พลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทราไม่ใช่แค่พลังเวทมนตร์" เอลาริสตอบ "แต่มันคือ 'ความสมดุล' ระหว่างแสงสว่างและความมืดมิด ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มันคือพลังที่จะนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่โลกใบนี้"
วิญญาณแห่งวิหารพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ถูกต้องแล้ว เอลาริส"
"คำถามข้อที่สอง" วิญญาณแห่งวิหารเอ่ยต่อ "อะไรคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เจ้าได้เรียนรู้จากการเดินทางครั้งนี้?"
เอลาริสเงียบไปครู่หนึ่ง เธอคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เธอได้พบเจอ ผู้คนมากมายที่เธอได้รู้จัก และบทเรียนต่างๆ ที่เธอได้รับ
"สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าได้เรียนรู้คือ 'ความหวัง' และ 'มิตรภาพ'" เอลาริสตอบ "ไม่ว่าความมืดมิดจะแข็งแกร่งแค่ไหน ความหวังก็ยังคงอยู่เสมอ และด้วยมิตรภาพ ข้าก็สามารถก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้"
วิญญาณแห่งวิหารยิ้มกว้างขึ้น "ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส"
"คำถามข้อสุดท้าย" วิญญาณแห่งวิหารเอ่ยขึ้น เสียงของเธอก้องกังวานไปทั่ววิหาร "หากเจ้าต้องเลือกระหว่างการปกป้องคนที่เจ้ารักกับการทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ เจ้าจะเลือกสิ่งใด?"
คำถามนี้ทำให้เอลาริสรู้สึกสับสน เธอคิดถึงอาจารย์เอเธน ไกรธร และลิลลี่ เธอคิดถึงการที่เธอต้องเสียสละพลังของเธอไปเพื่อช่วยชีวิตพวกเขาในอุโมงค์แห่งแสงดาว
"ข้า... ข้าจะไม่เลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง" เอลาริสตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ข้าจะทำทั้งสองอย่างให้สำเร็จ ข้าจะปกป้องคนที่ข้ารัก และข้าก็จะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ให้จงได้ เพราะทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งที่เชื่อมโยงกัน การที่ข้าจะปกป้องโลกได้ ข้าก็ต้องปกป้องคนที่ข้ารักให้ได้เสียก่อน"
วิญญาณแห่งวิหารยิ้มอย่างพึงพอใจ "เจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เอลาริส ว่าเจ้าสมควรที่จะถือครองคทาสุริยันจันทรา"
ร่างของวิญญาณแห่งวิหารค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้แต่เพียงแสงสีทองและสีเงินที่เปล่งประกายระยิบระยับ
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอวางมือลงบนคทาสุริยันจันทรา ทันใดนั้น แสงสีทองและสีเงินก็พลันเปล่งประกายออกมาจากคทา แสงนั้นสว่างจ้าจนวิหารทั้งหมดสว่างไสว
เอลาริสรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ไหลเวียนเข้ามาในตัวเธอ พลังที่เชื่อมโยงเธอกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และจักรวาลทั้งหมด เธอรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คทาสุริยันจันทราได้เลือกเธอแล้ว!
"เจ้าทำได้แล้ว เอลาริส!" อาจารย์เอเธนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ไกรธรและลิลลี่ต่างปรบมือและส่งเสียงเชียร์ด้วยความดีใจ
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ คทาเปล่งประกายเจิดจ้า แสงนั้นส่องทะลุหลังคาวิหารขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด ส่องนำทางในความมืดมิด
เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเดินทาง แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ และนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่โลกใบนี้
เอลาริสมองไปยังคทาสุริยันจันทราในมือของเธอ เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์ และนำความสมดุลกลับคืนสู่ผืนพิภพให้จงได้
คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก