เมื่อก้าวเข้าสู่ส่วนลึกของวิหารแห่งสุริยันจันทรา ความมืดมิดก็กลืนกินพวกเขาจนมิด อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังงานชั่วร้ายที่เข้มข้นจนน่าสำลัก เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เคยได้ยินจากยอดเขาทมิฬ บัดนี้กลับดังชัดเจนขึ้นราวกับอยู่ข้างหู มันไม่ใช่เสียงของวิญญาณที่ถูกกักขัง หากแต่เป็นเสียงของความคิดชั่วร้ายที่กำลังพยายามแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของพวกเขา
เอลาริสใช้พลังแห่งสุริยันและจันทราสร้างแสงสว่างนำทาง แสงนั้นส่องให้เห็นโถงถ้ำขนาดมหึมาที่อยู่เบื้องหน้า โถงถ้ำนั้นถูกสร้างขึ้นจากหินออบซิเดียนสีดำสนิท มีเสาหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่มากมาย และบนพื้นก็มีสัญลักษณ์เวทมนตร์แปลกประหลาดที่เปล่งแสงสีแดงก่ำ
“นี่มันอะไรกัน?” เฟย์ริสพึมพำด้วยความตกใจ “ข้าไม่เคยเห็นเวทมนตร์แบบนี้มาก่อน”
“นี่คือสัญลักษณ์ของ ‘พิธีกรรมมรณะ’” มาสเตอร์เอลโดรันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “มาลากอร์กำลังใช้พลังของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ เพื่อทำพิธีชั่วร้ายบางอย่าง”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่ชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากใจกลางโถงถ้ำ มันเป็นพลังที่เข้มข้นและมุ่งร้าย ราวกับว่ามาลากอร์กำลังดูดกลืนพลังชีวิตของโลกทั้งใบ
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากเงามืด ร่างเงาสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขา มันคือ ‘ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบ’ สมุนที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ผิวหนังเป็นสีดำสนิท ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ และมีปีกขนาดใหญ่คล้ายค้างคาว
“ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของโลก” ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบกล่าวด้วยน้ำเสียงที่น่าขนลุก “เจ้ามาสายไปแล้ว เด็กน้อย”
“ไม่จริง!” เอลาริสคำราม “เราจะหยุดยั้งแกให้ได้!”
ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบหัวเราะเยาะ “หยุดข้าอย่างนั้นหรือ? ด้วยพลังอันน้อยนิดของเจ้า? อย่าพยายามเลยดีกว่า เจ้าไม่มีทางทำสำเร็จหรอก”
มันพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่ง ลูเซียสพุ่งเข้าสกัดมันอย่างกล้าหาญ ฟาดฟันดาบใส่ร่างของมันอย่างไม่ลดละ แต่ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบกลับว่องไวและแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้
เฟย์ริสยิงลูกศรเวทมนตร์ใส่จุดอ่อนของมันอย่างแม่นยำ แต่ลูกศรของเธอก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับมันได้มากนัก
มาสเตอร์เอลโดรันร่ายเวทมนตร์ป้องกัน และโจมตีด้วยเวทมนตร์แห่งแสงสว่าง แต่พลังของ ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะต้านทานได้
เอลาริสรู้ดีว่าเธอจะต้องทำอะไรบางอย่าง เธอหลับตาลงชั่วครู่ รวบรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราทั้งหมดที่มีในตัว เธอจำคำพูดของมาสเตอร์เอลโดรันที่ว่า “คทาต้องการหัวใจของผู้ถือครอง” เธอสัมผัสถึงหัวใจแห่งผู้พิทักษ์ที่เต้นระรัวในมือของเธอ
เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองและสีม่วงน้ำเงิน เธอพุ่งเข้าใส่ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบ เธอร่ายเวทมนตร์แห่งแสงสว่าง แสงสีทองพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ พัดพาผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบกระเด็นไปไกล และในขณะเดียวกัน เธอก็ร่ายเวทมนตร์แห่งจันทรา สร้างกำแพงพลังงานสีม่วงน้ำเงินขึ้นมา เพื่อป้องกันการโจมตีจากมัน
ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบคำรามด้วยความโกรธ มันพุ่งเข้าใส่เอลาริสอีกครั้ง คราวนี้มันใช้พลังทั้งหมดที่มี มันสร้างคลื่นพลังงานความมืดขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เอลาริส
เอลาริสรู้ดีว่าเธอจะต้องหยุดยั้งมันให้ได้ เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี สร้างคลื่นพลังงานแห่งสุริยันจันทรา แสงสีทองและสีม่วงน้ำเงินหลอมรวมกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่คลื่นพลังงานความมืดของ ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบ
พลังทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่ เสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งโถงถ้ำ แสงสว่างและเงามืดปะทะกันอย่างดุเดือด
เมื่อฝุ่นควันจางหายไป ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ร่างกายของมันสั่นสะท้าน และพลังงานความมืดที่ปกคลุมรอบกายของมันก็เริ่มเลือนหายไป
“เราทำได้แล้ว!” เฟย์ริสตะโกนด้วยความดีใจ
เอลาริสหอบหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ร่างกายของเธออ่อนล้า แต่เธอก็รู้สึกถึงชัยชนะที่เธอเพิ่งได้รับ เธอได้พิสูจน์แล้วว่าเธอสามารถต่อสู้กับสมุนที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ได้
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังพักเหนื่อย เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นจากใจกลางโถงถ้ำ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของ ผู้เฝ้าแห่งเสียงกระซิบ หากแต่เป็นเสียงที่เก่าแก่และชั่วร้ายยิ่งกว่านั้น
“เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วอย่างนั้นหรือ เด็กน้อย?” เสียงนั้นเอ่ยถาม “เจ้ายังไม่เห็นอะไรเลย”
ทันใดนั้น ผืนดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สัญลักษณ์เวทมนตร์บนพื้นเปล่งแสงสีแดงก่ำเจิดจ้า และจากใจกลางโถงถ้ำ ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้น มันคือ ‘มาลากอร์’ ราชาปีศาจผู้กระหายอำนาจ
มาลากอร์มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ผิวหนังของมันเป็นสีดำสนิท ดวงตาของมันลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความชั่วร้าย และมีปีกขนาดใหญ่คล้ายค้างคาวที่แผ่กว้างออกไปจนเกือบจะเต็มโถงถ้ำ
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะสมบูรณ์แล้ว” มาลากอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง “และเมื่อนั้น โลกทั้งใบก็จะตกเป็นของข้า!”
เอลาริสเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ถูกบดบังด้วยเมฆดำมืด และเห็นดวงจันทร์ทั้งสองดวงกำลังโคจรมาบดบังดวงอาทิตย์พร้อมกัน แสงสีเงินของพวกมันดูหม่นหมองและมืดมน ราวกับจะบอกถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง
เธอรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับมาลากอร์ในไม่ช้า และจะต้องใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อผนึกมันอีกครั้ง
“เราจะหยุดแกให้ได้!” เอลาริสคำราม เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับราชาปีศาจ
การเผชิญหน้ากับมาลากอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อชะตากรรมของโลกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น บัดนี้ไม่มีทางถอยกลับแล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อความอยู่รอดของโลกทั้งใบ

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก