คทาสุริยัน

ตอนที่ 266 — คำเตือนจากเงามืด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,100 คำ

การเดินทางสู่อาณาจักรแห่งเงาเริ่มต้นขึ้นภายใต้ท้องฟ้าที่กลับมาสดใสอีกครั้ง แต่ความรู้สึกไม่สบายใจยังคงเกาะกุมจิตใจของเอลาริสและสหาย พวกเขาเดินทางผ่านป่าเขาและทุ่งหญ้าที่กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากพลังเวทที่เอลาริสได้ฟื้นฟูขึ้นมา แต่ยิ่งเข้าใกล้ ‘อาณาจักรแห่งเงา’ มากเท่าไหร่ บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งมืดสลัวและเยือกเย็นลงเท่านั้น

คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสเปล่งแสงสว่างนำทางอย่างต่อเนื่อง ‌แต่แสงนั้นกลับดูหม่นหมองลงเล็กน้อย ราวกับพยายามต่อสู้กับพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น คาเอเลนเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่วางใจ

“พลังงานที่นี่เข้มข้นมาก” คาเอเลนกล่าวเสียงเบา “มันเป็นพลังเวทที่แตกต่างจากที่เราเคยพบเจอ มันเป็นพลังที่มืดมิดและเย็นยะเยือก”

ลีร่าที่เดินตามหลังมา ​สูดกลิ่นอากาศอย่างระมัดระวัง “ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่ กลิ่นอายของมันไม่ใช่ปีศาจ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี”

โรริกชักดาบใหญ่ขึ้นมาครึ่งหนึ่ง เตรียมพร้อมสำหรับภัยคุกคามที่อาจปรากฏขึ้นได้ทุกเมื่อ “ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เราจะเผชิญหน้ากับมัน”

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเขตแดนของอาณาจักรแห่งเงา ‍เบื้องหน้าคือม่านหมอกสีดำทะมึนที่สูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงขนาดมหึมาที่กั้นขวางโลกทั้งสองไว้ ม่านหมอกนั้นเปล่งเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของผู้คนนับล้าน

“นี่คือ ‘ม่านหมอกแห่งวิญญาณ’ ” คาเอเลนกล่าว “มันถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงอาณาจักรแห่งเงาได้”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ม่านหมอก เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากภายในหมอกควันนั้น ‌ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังเรียกหาเธอ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทาเข้าสู่ม่านหมอกทันที

ทันใดนั้น ม่านหมอกสีดำทะมึนก็เริ่มแยกออกจากกันอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเข้าสู่ดินแดนที่มืดมิดและลึกลับ ภายในม่านหมอกนั้นมองเห็นเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านมาแต่โบราณกาล และมีแสงสว่างจางๆ ที่ดูคล้ายแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน

“มันเปิดออกแล้ว” ‍ลีร่ากล่าวด้วยความทึ่ง

“จงระวังให้ดี” คาเอเลนเตือน “ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยปริศนาและความมืดมิด”

พวกเขาก้าวเข้าไปในม่านหมอกอย่างระมัดระวัง ภายในม่านหมอกนั้นอากาศเย็นยะเยือกกว่าภายนอกมาก และมีกลิ่นดินกำมะถันจางๆ ลอยมาปะทะจมูก ทัศนียภาพรอบตัวถูกบดบังด้วยหมอกควันสีดำทะมึน มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงาตะคุ่มๆ ​ของต้นไม้และอาคารบ้านเรือน

เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ มันเป็นพลังเวทที่มืดมิดและเย็นยะเยือก แต่ก็บริสุทธิ์อย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันเป็นพลังที่ถูกบิดเบือนไปจากความบริสุทธิ์ดั้งเดิม

พวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ในที่สุดก็มาถึงเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน เมืองนั้นสร้างขึ้นจากหินสีดำสนิท อาคารบ้านเรือนมีรูปทรงแปลกตา หน้าต่างของอาคารบางแห่งมีแสงไฟสีม่วงอมดำส่องสว่างออกมา

ผู้คนในเมืองนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ​แต่ผิวของพวกเขามีสีซีดเซียว ดวงตาของพวกเขามีสีม่วงอมดำ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า พวกเขาสวมชุดเสื้อผ้าสีดำทะมึน และเดินไปมาอย่างเงียบเชียบ ราวกับวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในความมืด

“นี่คือ ‘ชาวเงา’ ” ​คาเอเลนกล่าวเสียงเบา “เผ่าพันธุ์ที่ฝึกฝนเวทมนตร์แห่งความมืดมิด”

เอลาริสรู้สึกไม่สบายใจกับบรรยากาศในเมืองนี้ ผู้คนดูเหมือนจะไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงความเงียบงันและความมืดมิด

ทันใดนั้น ชาวเงากลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพวกเขา หัวหน้าของกลุ่มเป็นชายชราที่มีใบหน้าเหี่ยวย่น ดวงตาของเขามีสีม่วงอมดำที่ดูน่ากลัว

“ผู้มาเยือนจากโลกภายนอก” ชายชรากล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

เอลาริสก้าวเท้าออกไปข้างหน้า “เรามาที่นี่เพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในอาณาจักรแห่งเงา”

ชายชราหัวเราะเยาะเย้ย “ความจริงงั้นรึ เจ้าคิดว่าเจ้าจะรับมือกับความจริงได้งั้นรึ”

“เราจะรับมือกับทุกสิ่งได้” เอลาริสตอบอย่างหนักแน่น

ชายชรามองไปที่คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริส ดวงตาของเขามีประกายแห่งความตกใจ “คทาแห่งสุริยันจันทรา! มันยังคงอยู่!”

“เจ้าเคยเห็นมันมาก่อนหรือ” เอลาริสถาม

ชายชราพยักหน้าอย่างช้าๆ “ใช่ ข้าเคยเห็นมันมาก่อนเมื่อครั้งอดีต เมื่อครั้งที่ราชวงศ์โบราณยังคงรุ่งเรือง”

“เจ้าเป็นใคร” เอลาริสถาม

“ข้าคือเอลารอน หัวหน้าเผ่าชาวเงา” ชายชราตอบ “ข้าคือผู้พิทักษ์ความลับของอาณาจักรแห่งเงา”

“บอกเรามาเถอะเอลารอน เกิดอะไรขึ้นในอาณาจักรแห่งเงา” เอลาริสถาม

เอลารอนถอนหายใจอย่างหนัก “อาณาจักรแห่งเงาถูกสาปแช่ง เจ้าหญิงน้อย”

“สาปแช่งงั้นรึ” เอลาริสอุทาน

“ใช่” เอลารอนตอบ “เมื่อครั้งอดีต เมื่อครั้งที่ราชวงศ์โบราณยังคงรุ่งเรือง ชาวเงาได้พยายามที่จะใช้พลังแห่งความมืดมิดเพื่อปกครองโลก แต่ราชวงศ์โบราณได้ขัดขวางแผนการของเรา และผนึกอาณาจักรแห่งเงาไว้ด้วยเวทมนตร์”

“แล้วการสาปแช่งมันคืออะไร” เอลาริสถาม

“การสาปแช่งคือการที่พวกเราถูกตัดขาดจากโลกภายนอก” เอลารอนตอบ “พวกเราไม่สามารถใช้เวทมนตร์แห่งแสงสว่างได้อีกต่อไป มีเพียงเวทมนตร์แห่งความมืดมิดเท่านั้นที่เราสามารถใช้ได้ และเวทมนตร์นั้นก็ค่อยๆ กัดกินจิตวิญญาณของเรา ทำให้พวกเรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ชีวิตชีวา”

เอลาริสรู้สึกสงสารชาวเงา เธอรู้ว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของการกระทำของบรรพบุรุษของเธอ

“แล้วมีวิธีแก้คำสาปนี้ไหมคะ” เอลาริสถาม

เอลารอนส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ไม่มีวิธีแก้คำสาปนี้ได้ เจ้าหญิงน้อย มีเพียงการรอคอยความตายเท่านั้นที่เราสามารถทำได้”

“ไม่จริง” เอลาริสกล่าวอย่างหนักแน่น “ฉันเชื่อว่าต้องมีวิธีแก้คำสาปนี้ได้ ฉันจะช่วยพวกท่านเอง”

เอลารอนมองไปที่เอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “เจ้าคิดว่าจะช่วยพวกเราได้งั้นรึ”

“ใช่” เอลาริสตอบ “ฉันมีคทาสุริยันจันทรา คทาที่สามารถปลุกพลังแห่งแสงสว่างให้ตื่นขึ้นได้”

เอลารอนพยักหน้าอย่างช้าๆ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปที่ ‘วิหารแห่งเงามืด’ วิหารโบราณที่เก็บซ่อนความลับทั้งหมดของอาณาจักรแห่งเงาไว้”

เอลาริสและสหายเดินตามเอลารอนไป ลึกเข้าไปในเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน วิหารแห่งเงามืดเป็นอาคารขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินสีดำสนิท มีรูปทรงแปลกตาและน่าสะพรึงกลัว ประตูวิหารทำจากเหล็กสีดำสนิท ประดับด้วยอักขระโบราณที่เรืองแสงสีม่วงอมดำ

เอลารอนเปิดประตูวิหารออก เผยให้เห็นภายในวิหารที่มืดมิดและลึกลับ ภายในวิหารนั้นกว้างใหญ่และโอ่อ่ากว่าที่คิดไว้มาก เพดานวิหารสูงเสียดฟ้า ประดับด้วยดวงดาวจำลองที่เปล่งแสงสีม่วงอมดำ เสาหินขนาดใหญ่ที่แกะสลักอย่างประณีตตั้งตระหง่านอยู่เป็นแถวสองข้างทาง

ที่ปลายสุดของโถงวิหาร มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ แท่นบูชานั้นทำจากหินสีดำสนิท และมีสัญลักษณ์ของจันทร์คู่สลักอยู่ตรงกลาง เบื้องหลังแท่นบูชาคือภาพวาดขนาดมหึมาที่เลือนราง บอกเล่าเรื่องราวของชาวเงา การใช้เวทมนตร์แห่งความมืดมิด และการสาปแช่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต

“ที่นี่คือที่ที่เจ้าจะค้นพบความจริงทั้งหมด” เอลารอนกล่าว “และที่นี่คือที่ที่เจ้าจะต้องตัดสินใจว่าจะช่วยพวกเราได้หรือไม่”

เอลาริสเดินตรงไปยังแท่นบูชา คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทาเข้าสู่แท่นบูชาทันทีที่เธอเข้าใกล้ แท่นบูชาเปล่งแสงสว่างจ้ายิ่งขึ้น อักขระโบราณบนแท่นบูชาเรืองแสงขึ้นพร้อมกัน เกิดเป็นวงกลมเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่โอบล้อมเอลาริสไว้

ทันใดนั้น ภาพนิมิตก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของเอลาริสอีกครั้ง เธอเห็นภาพของชาวเงาในอดีต พวกเขามิได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ชีวิตชีวาอย่างที่เธอเห็นในปัจจุบัน หากแต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่เปี่ยมด้วยพลังและความมีชีวิตชีวา พวกเขาสามารถใช้เวทมนตร์แห่งแสงสว่างได้เช่นเดียวกับเวทมนตร์แห่งความมืดมิด

แล้วภาพก็เปลี่ยนไป เธอเห็นชาวเงาบางกลุ่มที่พยายามจะใช้เวทมนตร์แห่งความมืดมิดเพื่อควบคุมโลก พวกเขาเริ่มทำลายล้างอาณาจักรต่างๆ และทำให้ผู้คนหวาดกลัว ราชวงศ์โบราณจึงตัดสินใจที่จะผนึกอาณาจักรแห่งเงาไว้ เพื่อปกป้องโลกจากภัยคุกคามของชาวเงา

ภาพสุดท้ายคือภาพของควีนเอลารีน เธอกำลังร่ายเวทมนตร์ผนึกอาณาจักรแห่งเงาไว้ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ว่าเธอจะต้องทำเช่นนี้เพื่อปกป้องโลกใบนี้

เมื่อภาพนิมิตจางหายไปจนหมดสิ้น เอลาริสก็กลับมาอยู่ในวิหารแห่งเงามืดอีกครั้ง เธอมองไปที่เอลารอนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ

“ฉันเข้าใจแล้ว” เอลาริสกล่าว “ควีนเอลารีนไม่ได้สาปแช่งพวกท่าน แต่เธอผนึกพวกท่านไว้เพื่อปกป้องโลก”

เอลารอนพยักหน้าอย่างช้าๆ “ใช่ ราชินีเอลารีนเป็นผู้ที่มีเมตตา เธอไม่ได้ต้องการทำร้ายพวกเรา แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น”

“ฉันจะช่วยพวกท่าน” เอลาริสกล่าวอย่างหนักแน่น “ฉันจะใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อปลดปล่อยพวกท่านจากคำสาปนี้”

เอลารอนมองไปที่เอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและชื่นชม “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงทำตามที่เจ้าปรารถนา เจ้าหญิงน้อย”

เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่น เธอรู้ว่านี่คือภารกิจที่ยิ่งใหญ่และอันตราย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอจะใช้พลังของสุริยันจันทราเพื่อนำแสงสว่างกลับคืนสู่อาณาจักรแห่งเงา และปลดปล่อยชาวเงาจากคำสาปที่ตามหลอกหลอนพวกเขามานับพันปี

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!