คทาสุริยัน

ตอนที่ 75 — เปิดเผยเศษเสี้ยวคำทำนาย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,226 คำ

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับความหนักอึ้งในจิตใจของทุกคน หลังจากคืนอันยาวนานที่พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการถอดรหัสอักษรรูนโบราณและวางแผนการเดินทางสู่ "นครแห่งจันทราที่สาบสูญ" แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในบรรณาลัยดูจะไม่ได้ช่วยขับไล่ความมืดมิดในใจของพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย

“สรุปว่า เราต้องรอให้สุริยคราสแห่งจันทร์คู่เริ่มต้นขึ้นก่อน ประตูสู่นครแห่งจันทราที่สาบสูญถึงจะเปิดออก” ลีออนทวนความด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “นั่นหมายความว่าเรามีเวลาจำกัดมาก”

“ใช่แล้ว” ‌เอลาริสพยักหน้า “และสิ่งที่เอเธน่าบอกฉันเกี่ยวกับพลังของคทา... มันไม่ใช่แค่การผนึกปีศาจ แต่มันคือการรักษาสมดุลของโลก”

เอลาริสเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับภาพนิมิตที่เธอได้รับจากเอเธน่าให้เพื่อนๆ ฟังอย่างละเอียด เธออธิบายถึงพลังงานคู่ขั้วของคทาที่ส่องสว่างด้วยแสงสุริยันและจันทราในเวลาเดียวกัน รวมถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลเหล่านั้น

“ในภาพนิมิตนั้น บรรพบุรุษของฉันไม่ได้แค่ผนึกมาลากอร์เท่านั้น ​แต่เธอยังใช้คทานั้นเพื่อฟื้นฟูโลกที่ถูกทำลายจากสงครามด้วย” เอลาริสกล่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “คทาสุริยันจันทราไม่ได้เป็นแค่กุญแจสำหรับผนึก แต่เป็นกุญแจแห่งการสร้างสรรค์และการฟื้นฟูด้วย”

“นั่นเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ” เซริสเอ่ยขึ้น “ตำนานกล่าวถึงคทาเพียงแค่เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมันมาก่อน”

“นั่นอาจเป็นความลับที่ถูกเก็บงำไว้เฉพาะในหมู่ราชวงศ์” ฟินิกซ์สันนิษฐาน ‍“เพื่อไม่ให้พลังอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว”

“แต่เอเธน่าไม่ได้บอกตำแหน่งที่แน่นอนของคทา” ลีออนทักขึ้น “แค่บอกว่าอยู่ในนครแห่งจันทราที่สาบสูญ แต่เมืองนั้นมันกว้างใหญ่ไพศาลนัก เราจะหามันพบได้อย่างไรในเวลาอันสั้น”

เอลาริสเงียบไปครู่หนึ่ง เธอหลับตาลง พยายามรื้อฟื้นความทรงจำจากภาพนิมิตที่เธอได้รับจากเอเธน่าอีกครั้ง เธอพยายามจับรายละเอียดเล็กๆ ‌น้อยๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่

“ฉันจำได้ว่า... มีแท่นบูชาขนาดใหญ่” เอลาริสกล่าว “มันตั้งอยู่ในปราสาทที่พังทลาย ฉันจำได้ถึงสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่สลักอยู่บนพื้น”

“นั่นอาจจะเป็นเบาะแสสำคัญ” เซริสรีบเสริม “นครแห่งจันทราที่สาบสูญถูกปกครองโดยราชวงศ์ของเธอ ‍นั่นหมายความว่าปราสาทของราชวงศ์จะต้องเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเมือง”

“แต่ก่อนที่เราจะไปถึงที่นั่น เราต้องถอดรหัสอักษรรูนเหล่านี้ให้ครบเสียก่อน” ลีออนชี้ไปที่แผ่นกระดาษที่เขาลอกอักษรรูนมา “มันไม่ได้แค่บอกเส้นทาง แต่ยังบอกถึง ‘บททดสอบแห่งแสงและเงา’ ที่เราต้องเผชิญด้วย”

พวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งวันในการศึกษาอักษรรูนที่เหลืออย่างละเอียด ด้วยความร่วมมือกันของทุกคน ​ความหมายของมันก็ค่อยๆ เปิดเผยออกมาทีละน้อย

“มันพูดถึง... ลมหายใจแห่งห้วงนภา” ลีออนอ่านออกเสียง “และเสียงกระซิบจากผืนดิน”

“นั่นมันพลังธาตุไม่ใช่หรือ?” ฟินิกซ์ถาม “ลมกับดิน?”

“อาจจะเป็นไปได้” เซริสตอบ ​“คำทำนายมักจะซับซ้อนและเปรียบเปรยเสมอ”

เอลาริสรู้สึกว่าพลังเวทในตัวเธอกำลังตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ นับตั้งแต่เธอได้รับภาพนิมิตจากเอเธน่า ความรู้สึกเชื่อมโยงกับธาตุต่างๆ รอบตัวก็ชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกได้ถึงลมที่พัดผ่าน รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน

“ฉันรู้สึกเหมือน... ฉันเข้าใจมันมากขึ้น” เอลาริสกล่าว ​“ลมหายใจแห่งห้วงนภาอาจหมายถึงการใช้เวทมนตร์แห่งลมเพื่อเปิดทาง ส่วนเสียงกระซิบจากผืนดินอาจหมายถึงการฟังเสียงของโลก เพื่อค้นหาเส้นทางที่ซ่อนเร้น”

“นั่นเป็นความคิดที่ดี” ลีออนเห็นด้วย “ถ้าอย่างนั้นเราต้องฝึกฝนพลังของเธอให้พร้อม”

ในช่วงสองสามวันที่เหลือ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง พวกเขาตัดสินใจที่จะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดในการฝึกฝน เอลาริสฝึกควบคุมพลังเวทของเธอภายใต้การดูแลของเซริส ซึ่งมีความรู้ด้านเวทมนตร์โบราณเป็นอย่างดี

เซริสสอนเอลาริสถึงวิธีเชื่อมโยงกับธาตุต่างๆ รอบตัว เริ่มจากการสัมผัสถึงพลังงานของลมที่พัดผ่านใบไม้ และพลังงานของผืนดินที่รองรับทุกสิ่ง เอลาริสพบว่าเธอมีความสามารถในการควบคุมลมได้อย่างน่าประหลาดใจ เธอสามารถสร้างกระแสลมขนาดเล็กให้พัดพาสิ่งของเบาๆ ได้ และสามารถรู้สึกถึงทิศทางของลมได้อย่างชัดเจน

“ยอดเยี่ยมมากเอลาริส” เซริสชื่นชม “เธอมีพรสวรรค์อย่างแท้จริง”

“แต่ฉันยังควบคุมมันได้ไม่ดีพอ” เอลาริสถอนหายใจ “มันเหมือนพลังงานที่ป่าเถื่อนที่ฉันยังจับต้องได้ไม่เต็มที่”

“นั่นคือเหตุผลที่เราต้องฝึกฝน” เซริสกล่าว “พลังเวทไม่ใช่แค่การร่ายมนตร์ แต่มันคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ การเข้าใจในแก่นแท้ของมัน”

ในขณะเดียวกัน ฟินิกซ์ก็ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ด้วยดาบของเขาอย่างไม่ลดละ เขารู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับปีศาจในนครแห่งจันทราที่สาบสูญนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องทุกคน โดยเฉพาะเอลาริส

ลีออนเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขายังคงทบทวนแผนที่และอักษรรูนที่ถอดความได้ พยายามหาช่องโหว่หรือเบาะแสเพิ่มเติมที่อาจถูกมองข้ามไป เขายังได้เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นคบไฟพิเศษที่ให้แสงสว่างได้นานขึ้น สมุนไพรสำหรับรักษาบาดแผล และเสบียงอาหาร

เมื่อวันสุดท้ายก่อนสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง ท้องฟ้าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าขนลุก ดวงจันทร์ทั้งสองดวงที่มองเห็นได้เริ่มเคลื่อนเข้าใกล้กันมากขึ้น แสงของพวกมันดูเหมือนจะหม่นหมองลงเรื่อยๆ ราวกับถูกกลืนกินด้วยเงาที่มองไม่เห็น

“คืนนี้แล้วสินะ” ฟินิกซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม

พวกเขาเดินทางกลับมายังปากทางเข้าบรรณาลัยแห่งเสียงกระซิบอันเลือนหายอีกครั้ง เพราะอักษรรูนสุดท้ายบ่งชี้ว่าทางเข้าสู่นครแห่งจันทราที่สาบสูญจะปรากฏขึ้นที่นั่น เมื่อจันทร์ทั้งสองดวงทาบทับกัน

เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ อากาศเริ่มเย็นยะเยือกและหนักอึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงจันทร์ทั้งสองดวงบนฟ้านั้นเลื่อนเข้าใกล้กันจนเกือบจะทาบทับกันสนิท แสงของพวกมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ราวกับเลือดที่กำลังหลั่งริน

“มันเริ่มแล้ว” เอลาริสกระซิบ เสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหวาดกลัว

ทันใดนั้น ผืนดินเบื้องหน้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีเงินเรืองรองพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน และค่อยๆ ก่อตัวเป็นประตูขนาดใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า ประตูนั้นทำจากหินสีดำสนิท มีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ทาบทับกันสลักอยู่ตรงกลาง ประตูนั้นเปล่งแสงสีเงินสลับกับสีทองออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

“นี่คือทางเข้านครแห่งจันทราที่สาบสูญ” ลีออนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทึ่ง

“เราพร้อมแล้วใช่ไหม?” ฟินิกซ์ถาม พลางกำดาบในมือแน่น

เอลาริสพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือชะตากรรมที่เธอต้องเผชิญ

“เราพร้อมแล้ว” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “เพื่อโลกใบนี้ เพื่อทุกคน”

ประตูหินขนาดใหญ่ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินที่มืดมิดและไร้ที่สิ้นสุด เบื้องหลังประตูนั้น มีกลิ่นอายของความเก่าแก่ ความลึกลับ และพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา

“ไปกันเถอะ” เอลาริสกล่าว ก่อนจะก้าวเท้าแรกเข้าไปในความมืดมิดนั้น เพื่อนๆ ของเธอเดินตามไปติดๆ โดยไม่ลังเล แสงจากคบไฟของลีออนแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรในความมืดมิดที่หนาทึบนี้เลย

เมื่อทุกคนก้าวผ่านประตูไป ประตูหินก็ปิดลงอย่างช้าๆ เสียงดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา ราวกับเป็นการประกาศจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งสุดท้ายที่เดิมพันด้วยชะตากรรมของโลกใบนี้

ภายในนครแห่งจันทราที่สาบสูญนั้น อากาศหนาวเย็นกว่าภายนอกมาก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงสลัวๆ จากดวงจันทร์คู่ที่ทาบทับกันบนท้องฟ้าส่องลงมาเพียงเล็กน้อย ทำให้เห็นโครงสร้างของเมืองที่พังทลายลงไปตามกาลเวลา

ตึกรามบ้านช่องที่เคยสวยงาม บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอส ต้นไม้โบราณที่ตายแล้วแผ่กิ่งก้านสาขาที่แห้งเหี่ยวออกไปทั่วทุกทิศทาง สร้างเงาที่น่าขนลุก

“นี่คือเมืองที่เคยรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรเราหรือ?” เอลาริสกระซิบด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อย

“ความมืดมิดได้กลืนกินมันไปเมื่อหลายพันปีก่อน” เซริสตอบ “แต่เราจะนำแสงสว่างกลับคืนมา”

พวกเขาเดินไปตามถนนที่พังทลายอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้างในเมืองที่สาบสูญแห่งนี้ เสียงกระซิบของลมที่พัดผ่านซากปรักหักพังดูเหมือนจะเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าเศร้าของอดีต

จู่ๆ เอลาริสก็หยุดชะงัก เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากพื้นดิน เป็นพลังงานที่อ่อนโยนแต่ทรงพลัง ราวกับเสียงกระซิบของโลก

“ฉันรู้สึกได้ถึงมัน” เอลาริสกล่าว “พลังงานจากพื้นดิน มันกำลังนำทางเรา”

เธอหลับตาลง ปล่อยให้สัญชาตญาณและพลังเวทของเธอเป็นผู้นำ เอลาริสค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทางเดินที่เธอรู้สึกว่ามีพลังงานนั้นแผ่ออกมา เพื่อนๆ ของเธอเดินตามไปเงียบๆ ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเธอ

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเมืองที่เงียบสงัด จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นใจกลางของเมือง ที่นั่น พวกเขาพบกับซากปรักหักพังของปราสาทขนาดใหญ่ ที่สูงเสียดฟ้า แต่บัดนี้เหลือเพียงโครงสร้างที่พังทลายลงไปตามกาลเวลา

“นี่คือปราสาทที่ฉันเห็นในนิมิต” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า “ฉันจำสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่สลักอยู่บนพื้นได้”

บนพื้นหินขนาดใหญ่หน้าปราสาทที่พังทลาย มีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ทาบทับกันสลักอยู่อย่างชัดเจน แม้จะถูกปกคลุมด้วยฝุ่นผงและมอส แต่ก็ยังคงความงดงามและพลังศักดิ์สิทธิ์เอาไว้

“คทาจะต้องอยู่ที่นี่” ฟินิกซ์กล่าวด้วยความหวัง

แต่แล้ว ทันใดนั้น แสงจันทร์คู่ที่ทอแสงสีแดงก่ำบนท้องฟ้าก็ส่องลงมายังสัญลักษณ์บนพื้นดินพอดี สัญลักษณ์นั้นเริ่มเรืองแสงขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนที่พื้นดินเบื้องหน้าของพวกเขาจะสั่นสะเทือนอีกครั้ง

เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า ท่ามกลางซากปรักหักพังของปราสาท มีเงาร่างขนาดใหญ่กำลังคืบคลานออกมา ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงก่ำในความมืดมิด

“ดูเหมือนว่า เราไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่มาที่นี่” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด มือจับอาวุธแน่น

มาลากอร์ได้ส่งสมุนของมันมายังนครแห่งจันทราที่สาบสูญนี้ เพื่อขัดขวางไม่ให้เอลาริสได้ครอบครองคทา

“เตรียมตัวให้พร้อมทุกคน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “บททดสอบที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!