คทาสุริยัน

ตอนที่ 43 — สุสานบรรพกาลแห่งทอเรนเทีย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,805 คำ

สายลมเย็นเยือกพัดพาเอาละอองทรายจากทะเลทรายเบื้องล่างขึ้นมาปกคลุมยอดเขาสูงที่พวกเขาเพิ่งปีนป่ายมาถึง เอลาริสยืนอยู่บนขอบผาหิน สองมือกำชายเสื้อแน่น ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เบื้องล่างนั้นไม่ใช่ผืนทรายเวิ้งว้างอย่างที่คิด แต่กลับเป็นอาณาเขตของซากปรักหักพังขนาดมหึมา ทอดตัวเป็นวงกว้างสุดลูกหูลูกตา ราวกับเมืองทั้งเมืองถูกกลืนกินด้วยกาลเวลาและทรายที่พัดกระหน่ำไม่หยุดหย่อน ‌เสาหินสูงตระหง่านบางต้นยังคงตั้งเด่นท้าทายแสงตะวันยามอัสดง แต่ส่วนใหญ่ล้วนพังทลายลงกลายเป็นเศษซากที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองในอดีต

“นี่หรือ...สุสานบรรพกาลแห่งทอเรนเทีย” ลูน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาภายใต้แว่นกรอบกลมจับจ้องไปยังซากอารยธรรมเบื้องล่างด้วยความทึ่ง “ตำนานเล่าว่านี่คือเมืองหลวงแห่งแรกของราชวงศ์สุริยันจันทรา เป็นที่พำนักของกษัตริย์องค์แรกผู้สร้างคทาศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับถูกลืมเลือนไปภายใต้ผืนทรายมานับพันปี”

คาเลนกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ​มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามดาบที่ข้างเอว “ดูจากขนาดแล้ว ไม่น่าจะถูกลืมง่ายๆ เว้นแต่จะมีบางสิ่งบางอย่างทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้”

เซธที่ยืนอยู่ข้างกายเอลาริสพยักหน้าเห็นด้วย “พลังงานที่นี่เข้มข้นกว่าที่ไหนๆ ที่เราเคยไปมาเลยนะเอลาริส ไม่ใช่แค่เวทมนตร์ แต่ยังมีความรู้สึกเก่าแก่บางอย่าง...เหมือนกับว่าที่นี่หลับใหลมานาน ‍และกำลังจะตื่นขึ้น”

เอลาริสรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากซากปรักหักพังเบื้องล่าง มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย คล้ายกับพลังเวทในตัวเธอ แต่กลับลึกซึ้งและโบราณกว่ามาก ราวกับเป็นเสียงกระซิบจากบรรพบุรุษที่เรียกหา คทาสุริยันจันทราที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเธอเริ่มส่องประกายเรืองรองจางๆ ราวกับตอบรับกับพลังงานเหล่านั้น

“เราต้องลงไป” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น ‌ความลังเลที่เคยมีเลือนหายไปแล้ว “ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างรอเราอยู่ที่นั่น...บางอย่างที่สำคัญต่อการเดินทางของเรา”

การเดินทางลงจากยอดเขาสูงชันนั้นไม่ง่ายนัก แต่ด้วยความช่วยเหลือของเซธผู้ชำนาญเส้นทาง และพลังเวทของลูน่าที่ใช้สร้างแสงสว่างนำทาง พวกเขาจึงสามารถลงมาถึงเบื้องล่างได้ในเวลาไม่นานนัก เมื่อเท้าสัมผัสพื้นทรายใต้เงาของซากปรักหักพัง ความรู้สึกกดดันก็เพิ่มขึ้นทันที อากาศที่นี่หนักอึ้งกว่าด้านบน ‍ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นคอยจับจ้องพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ซากเมืองทอเรนเทียเป็นเขาวงกตของกำแพงหินที่พังทลาย ซากเสาที่โค่นล้ม และโครงสร้างที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บ้าง แม้จะถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาและลมพายุทรายก็ตาม ภาพแกะสลักบนผนังหินที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างบ่งบอกถึงเรื่องราวของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรือง ผู้คนในยุคโบราณที่เคารพดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ภาพของคทาศักดิ์สิทธิ์ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในฐานะสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรุ่งเรือง

“ดูนี่สิ!” ลูน่าร้องเรียก ​พลางชี้ไปยังภาพแกะสลักขนาดใหญ่บนกำแพงที่ยังคงสมบูรณ์ ภาพนั้นแสดงถึงกษัตริย์องค์หนึ่งในชุดคลุมยาว มือถือคทาที่ปลายยอดเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ด้านหลังมีอักขระโบราณสลักไว้ “นี่คือภาพของกษัตริย์อัสตรา ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ และเป็นผู้สร้างคทาสุริยันจันทราองค์แรก ท่านคือผู้ที่ผนึกมาลากอร์เอาไว้เมื่อครั้งแรกที่มันปรากฏตัวขึ้น”

เอลาริสสัมผัสกับภาพแกะสลักนั้น ​ความรู้สึกเชื่อมโยงปรากฏขึ้นในใจอย่างประหลาด ราวกับว่าเธอได้พบกับบรรพบุรุษของตนเอง เธออ่านอักขระที่อยู่ใต้ภาพนั้นอย่างช้าๆ แม้จะเป็นภาษาโบราณที่เธอไม่เคยเรียนรู้ แต่คำเหล่านั้นกลับหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจของเธออย่างเป็นธรรมชาติ “‘ในที่ซึ่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์สถิตอยู่ร่วมกัน พลังแห่งการผนึกจะบังเกิด’” เธออ่านออกเสียง

“นั่นคือคำจารึกที่บอกถึงวิธีการใช้คทาอย่างแท้จริง” ​ลูน่าพยักหน้า “แต่เรายังไม่รู้ว่า ‘ที่ซึ่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์สถิตอยู่ร่วมกัน’ หมายถึงที่ใด”

ขณะที่พวกเขากำลังสำรวจซากปรักหักพังไปเรื่อยๆ ทันใดนั้น แสงอาทิตย์ที่เริ่มลับขอบฟ้าก็ถูกบดบังด้วยเงาขนาดมหึมาที่เคลื่อนผ่านไปเบื้องบน เสียงปีกกระพือหนักหน่วงดังสนั่นหวั่นไหว คาเลนชักดาบออกทันที ดวงตาจับจ้องไปยังเบื้องบนอย่างระแวดระวัง

“อะไรน่ะ?” เซธกระซิบถาม เสียงเขาเคร่งเครียด

จากเงาตะคุ่มของซากปรักหักพัง ร่างของสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ก็ร่อนลงมา มันเป็นสัตว์คล้ายนกอินทรี แต่มีขนาดมหึมากว่าสิบเท่า ขนสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ดวงตาแดงฉานราวกับถ่านเพลิง และกรงเล็บแหลมคมที่ยาวกว่าดาบของคาเลน มันคือ ‘ชาโดว์วิง’ สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากเงามืด และมักจะปรากฏตัวเพื่อปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสาป หรือสถานที่ที่มีพลังงานลบแฝงอยู่

“ชาโดว์วิง!” ลูน่าอุทาน “มันเป็นสัตว์ร้ายที่ดุร้ายและแข็งแกร่งมาก! พลังเวทธรรมดาแทบไม่ระคายผิวมันเลย!”

ชาโดว์วิงส่งเสียงร้องคำรามก้องฟ้า เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งซากเมือง ราวกับจะปลุกวิญญาณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น มันพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ กรงเล็บหน้าพุ่งตรงมาที่เอลาริส

“ระวัง!” คาเลนตะโกน พลางพุ่งตัวเข้าขวาง ใช้ดาบในมือปัดป้องการโจมตีอันรุนแรงนั้น เสียงโลหะปะทะกับกรงเล็บดังสนั่น คาเลนถูกแรงปะทะจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แต่ก็ยังยืนหยัดได้

เอลาริสไม่รอช้า เธอชักคทาสุริยันจันทราออกมา แสงสีทองและสีเงินเรืองรองออกจากปลายคทา เธอร่ายมนตร์ป้องกันขั้นพื้นฐานขึ้นมาทันทีเพื่อสร้างเกราะกำบังให้เพื่อนๆ ชั่วคราว

“เซธ! ลูน่า! หาจุดอ่อนของมัน!” เอลาริสออกคำสั่ง พลางตั้งสมาธิรวบรวมพลังเวท

เซธเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับเงา เขาพุ่งเข้าโจมตีจากด้านข้าง ใช้มีดสั้นอาบยาพิษที่ปลายมีดกรีดลงบนขาของชาโดว์วิง แต่ดูเหมือนผิวหนังของมันจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ยาพิษจะซึมเข้าไปได้ง่ายๆ ชาโดว์วิงหันมาจิกเซธ แต่เซธก็หลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว

ลูน่าเริ่มร่ายคาถาที่ซับซ้อนขึ้น แสงสีฟ้าอ่อนเปล่งประกายออกมาจากปลายนิ้วของเธอ “คาถาพันธนาการแห่งเถาวัลย์!” เถาวัลย์เรืองแสงขนาดใหญ่พุ่งขึ้นจากพื้นดิน พยายามรัดตรึงชาโดว์วิงเอาไว้ แต่ด้วยพละกำลังอันมหาศาลของมัน ชาโดว์วิงก็สามารถดิ้นรนหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นได้อย่างง่ายดาย

“มันแข็งแกร่งเกินไป!” ลูน่าร้องบอก “พลังเวทของฉันไม่พอที่จะหยุดมันได้!”

เอลาริสรู้ดีว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ ชาโดว์วิงไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา มันเหมือนกับว่าถูกปลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องสถานที่แห่งนี้โดยเฉพาะ และพลังของมันก็ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากพลังงานโบราณที่แผ่ซ่านอยู่ในทอเรนเทีย

เธอหลับตาลง พยายามสัมผัสกับพลังงานเหล่านั้นอีกครั้ง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอสั่นสะท้านราวกับมีชีวิต เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ไหลผ่านเข้าสู่ตัวเธอ ไม่ใช่แค่พลังเวทส่วนตัว แต่เป็นพลังงานบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่หลับใหลอยู่ในคทา และพลังงานโบราณที่แผ่ซ่านมาจากพื้นดิน

“ฉันต้องลอง” เธอพึมพำกับตัวเอง

เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาของเอลาริสก็ส่องประกายสีทองและสีเงินผสมผสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ แสงจากคทาในมือของเธอก็สว่างจ้าขึ้นจนต้องหรี่ตา แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่เป็นคลื่นพลังงานที่จับต้องได้

“คาถาแห่งแสงแรกอรุณและรัตติกาลจันทรา!” เอลาริสร่ายมนตร์บทใหม่ บทมนตร์ที่เธอไม่เคยเรียนรู้มาก่อน แต่กลับหลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณของเธอ

แสงสีทองสว่างจ้าพุ่งออกจากปลายคทาเข้าปะทะกับชาโดว์วิงพร้อมกับแสงสีเงินที่หมุนวนรอบๆ ราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรมาบรรจบกัน แสงนั้นไม่ได้ทำร้ายชาโดว์วิงโดยตรง แต่กลับทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับถูกพลังงานที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของมันเข้าครอบงำ

ชาโดว์วิงส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มเปล่งประกายสีดำจางๆ ราวกับว่าพลังงานมืดที่หล่อเลี้ยงมันกำลังถูกชะล้างออกไป มันพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่แสงจากคทาของเอลาริสก็รุนแรงเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้

“เอลาริสกำลังชำระล้างมัน!” ลูน่าตะโกนด้วยความตื่นเต้น “พลังของคทาไม่ใช่แค่การทำลาย แต่คือการปรับสมดุล!”

เมื่อพลังงานจากคทาของเอลาริสเข้าสู่จุดสูงสุด ชาโดว์วิงก็ส่งเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้าย ร่างของมันสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำที่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า และค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิดของยามพลบค่ำ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความรู้สึกโล่งใจ

เอลาริสยืนหอบ หายใจถี่รัว พลังเวทในตัวเธอถูกใช้ไปจนเกือบหมด แต่ความรู้สึกภาคภูมิใจก็แล่นเข้ามาแทนที่ เธอทำได้ เธอสามารถควบคุมพลังของคทาได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย

คาเลนเก็บดาบเข้าฝัก เซธเดินเข้ามาประคองเอลาริส “เธอสุดยอดมากเอลาริส นั่นเป็นพลังที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

ลูน่ามองไปยังจุดที่ชาโดว์วิงสลายไปอย่างครุ่นคิด “ฉันเคยอ่านเจอในตำนานว่า สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากเงามืดอย่างชาโดว์วิงนั้น หากถูกพลังแห่งแสงที่บริสุทธิ์ชำระล้าง มันจะกลับคืนสู่สภาวะพลังงานบริสุทธิ์ ไม่ใช่การตาย แต่คือการกลับสู่ธรรมชาติ”

“นั่นหมายความว่าที่นี่อาจไม่ได้ถูกสาปด้วยความมืดมิดอย่างสมบูรณ์” เอลาริสเอ่ยขึ้น “อาจจะมีบางสิ่งที่ยังคงบริสุทธิ์หลงเหลืออยู่”

ในขณะที่พวกเขากำลังพักเหนื่อยและประเมินสถานการณ์ ดวงจันทร์คู่ก็เริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แสงนวลของจันทร์ทั้งสองสาดส่องลงมายังซากปรักหักพังของทอเรนเทีย ทำให้เงาของสิ่งก่อสร้างดูยาวและบิดเบี้ยวไปตามแสงจันทร์นั้น

ทันใดนั้นเอง แสงจากดวงจันทร์คู่ก็ส่องไปกระทบกับซากปรักหักพังบางส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในเมือง ทำให้เกิดประกายแสงเรืองรองขึ้นมา ราวกับว่าแสงจันทร์ได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล

“นั่นมันอะไรน่ะ?” เซธชี้ไปยังจุดที่เกิดแสง

พวกเขาเดินตามแสงนั้นไปอย่างระมัดระวัง ผ่านซากกำแพงที่พังทลายและเสาหินที่ล้มระเนระนาด จนกระทั่งมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง ตรงกลางลานมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ทำจากหินอ่อนสีดำสนิท ตั้งตระหง่านอยู่ แท่นบูชานั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษในตอนแรก แต่เมื่อแสงจากดวงจันทร์คู่ส่องกระทบลงมาอย่างเต็มที่ อักขระโบราณที่สลักอยู่บนแท่นบูชาก็เริ่มเรืองแสงขึ้นมาอย่างช้าๆ

ตรงกลางของแท่นบูชามีรอยเว้าขนาดเล็ก รูปทรงกลมรี คล้ายกับจะเป็นที่วางของบางสิ่งบางอย่าง

“นี่ต้องเป็นที่ที่สำคัญแน่ๆ” ลูน่ากระซิบ

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดอันมหาศาลจากแท่นบูชานั้น คทาสุริยันจันทราในมือของเธอสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงจากคทาส่องสว่างจ้ากว่าที่เคย แสงสีทองและสีเงินเต้นระริก ราวกับว่าคทากำลังบอกใบ้อะไรบางอย่างกับเธอ

ทันใดนั้นเอง คทาในมือของเธอก็พุ่งเข้าหาช่องว่างบนแท่นบูชา ราวกับถูกดึงดูดด้วยแรงที่มองไม่เห็น เอลาริสรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน

เมื่อคทาสุริยันจันทราถูกวางลงในรอยเว้าบนแท่นบูชาพอดี แสงสว่างอันเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากแท่นบูชา แสงนั้นพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับเป็นลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงโลกกับสรวงสวรรค์

พื้นดินรอบๆ แท่นบูชาเริ่มสั่นสะเทือน เสียงครืนครั่นดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง ซากปรักหักพังที่เคยแน่นิ่งก็เริ่มขยับเขยื้อน กำแพงที่ล้มระเนระนาดเริ่มยกตัวขึ้น เสาหินที่หักโค่นเริ่มประกอบเข้าหากัน ราวกับมีพลังงานลึกลับกำลังซ่อมแซมเมืองที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” คาเลนถามด้วยความตกใจ

“คทากำลังปลุกพลังงานที่หลับใหลของเมืองนี้!” ลูน่าตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มันกำลังฟื้นฟูทอเรนเทีย!”

เอลาริสยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าแท่นบูชา เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไหลท่วมท้นเข้ามาในตัวเธอ พลังงานแห่งการฟื้นฟู พลังงานแห่งชีวิต พลังงานแห่งอดีตที่กลับคืนมา เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอได้เชื่อมโยงกับราชวงศ์โบราณอย่างสมบูรณ์ ความทรงจำเลือนรางบางอย่างผุดขึ้นมาในจิตใจ ภาพของเมืองที่เคยรุ่งเรือง ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความหวัง...

ในขณะที่เมืองกำลังฟื้นฟู ตัวอักษรโบราณบนแท่นบูชาก็เริ่มเรืองแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง และเมื่อแสงสว่างจางลง ข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นใต้ภาพสลักของกษัตริย์อัสตรา

“‘เมื่อสุริยันจันทราสถิตร่วมกัน ประตูแห่งความจริงจะเปิดออก ณ ใจกลางแห่งความรุ่งโรจน์’” เอลาริสอ่านออกเสียงช้าๆ

“ใจกลางแห่งความรุ่งโรจน์...” ลูน่าพึมพำ “นั่นต้องหมายถึงส่วนที่สำคัญที่สุดของเมืองนี้แน่ๆ”

การฟื้นฟูเมืองยังคงดำเนินต่อไป แต่ดูเหมือนว่าจะหยุดลงเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองกลับคืนสู่สภาพที่พอจะใช้งานได้ ไม่ได้ฟื้นฟูจนสมบูรณ์แบบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เอลาริสค่อยๆ หยิบ คทาสุริยันจันทรา ขึ้นมาจากแท่นบูชา คราวนี้คทาเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม พลังงานที่เธอได้รับจากแท่นบูชาทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เราต้องไปที่ใจกลางของเมือง” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “ฉันรู้สึกว่าที่นั่นมีคำตอบ...มีบางอย่างที่รอเราอยู่”

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเมืองที่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูใหม่ ทางเดินที่เคยเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังตอนนี้กลับกลายเป็นทางเดินที่ค่อนข้างราบเรียบ กำแพงที่เคยพังทลายก็กลับมายืนหยัดอีกครั้ง แม้จะยังคงมีร่องรอยของกาลเวลาอยู่บ้างก็ตาม

แสงจันทร์คู่ยังคงสาดส่องนำทางพวกเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขามาถึงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดใจกลางเมือง มันคือวิหารโบราณขนาดมหึมาที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุด ผนังด้านนอกประดับด้วยภาพแกะสลักที่เล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงยุคที่มาลากอร์ถูกผนึก

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในวิหาร ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าครอบงำ พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางโถงทางเดินขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยเสาหินสูงตระหง่าน แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องบนเพดานลงมายังแท่นบูชาอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางวิหาร แท่นบูชานั้นดูเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์กว่าแท่นบูชาภายนอกมาก

บนแท่นบูชามีคัมภีร์เล่มหนึ่งวางอยู่ คัมภีร์โบราณที่ทำจากวัสดุที่ไม่รู้จัก มันเปล่งประกายเรืองรองจางๆ ราวกับมีชีวิตอยู่

“คัมภีร์แห่งราชวงศ์” ลูน่ากระซิบด้วยน้ำเสียงเปี่ยมล้นด้วยความเคารพ “มันเป็นตำนานมานานแล้วว่าคัมภีร์เล่มนี้บันทึกความลับทั้งหมดของราชวงศ์สุริยันจันทรา รวมถึงพลังที่แท้จริงของคทา และวิธีการผนึกมาลากอร์อย่างสมบูรณ์”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้คัมภีร์อย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น นี่คือสิ่งที่เธอตามหามาตลอด นี่คือคำตอบที่จะนำทางเธอไปสู่การทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์

เมื่อเธอยื่นมือออกไปสัมผัสคัมภีร์ แสงสว่างสีทองและสีเงินก็พุ่งออกมาจากคัมภีร์และคทาในมือของเธอประสานกัน แสงนั้นห่อหุ้มร่างของเธอไว้ชั่วขณะ ราวกับคัมภีร์กำลังยอมรับเธอในฐานะทายาทที่แท้จริง

ทันใดนั้น ภาพนิมิตก็ฉายเข้ามาในจิตใจของเอลาริสอย่างรวดเร็ว ภาพของอดีตอันไกลโพ้น ภาพของกษัตริย์อัสตราผู้ยิ่งใหญ่ ภาพของการต่อสู้กับมาลากอร์อันดุเดือด และภาพของการผนึกที่ต้องแลกมาด้วยการสละชีวิตของกษัตริย์องค์แรก

แล้วภาพสุดท้ายก็ปรากฏขึ้น ภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง และเงาของมาลากอร์ที่กำลังคลืบคลานเข้าสู่โลกอีกครั้ง

เอลาริสสะดุ้งตื่นจากนิมิต เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่วางอยู่บนบ่าของเธอ เธอรู้แล้วว่าเธอจะต้องทำอะไรต่อไป เธอรู้แล้วว่าเธอจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับอะไร

เธอหยิบคัมภีร์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง นี่ไม่ใช่แค่คัมภีร์ แต่คือมรดก คือความหวัง คืออนาคตของทุกอาณาจักร

“เราเจอแล้ว” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น “เราเจอความจริงแล้ว”


หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!