คทาสุริยัน

ตอนที่ 44 — รุ่งอรุณแห่งพลังที่ตื่นขึ้น

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,352 คำ

สายลมหนาวพัดโชยเอื่อย สาดซัดละอองน้ำจากน้ำตกวิปัสสนาที่ทอดตัวจากยอดเขาสูง ลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างที่ใสราวผลึกแก้ว บรรยากาศเงียบสงบชวนให้จิตใจผ่อนคลาย หากแต่สำหรับเอลาริสแล้ว ความสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล มือเรียวกำแน่น พยายามรวบรวมสมาธิจดจ่อกับพลังเวทที่กำลังไหลเวียนอยู่ในกาย ‌ดั่งกระแสน้ำวนที่รอคอยการปลดปล่อย

“เอลาริส เจ้าต้องสัมผัสถึงมัน ไม่ใช่เพียงแค่ควบคุม” เสียงทุ้มนุ่มลึกของอาจารย์มาธาร์ด ดังขึ้นจากด้านหลัง เขาคือปรมาจารย์เวทผู้เร้นกายอยู่ในหุบเขาแห่งนี้มานานนับศตวรรษ ใบหน้าเปี่ยมด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา หากแต่ดวงตายังคงเฉียบคมและเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งปัญญา ​“พลังเวทไม่ใช่แค่ลมปราณที่เจ้าบังคับให้ไหลไปตามเส้นทางที่กำหนด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ เป็นเสียงสะท้อนจากธรรมชาติรอบกาย”

เอลาริสหลับตาแน่น พยายามทำความเข้าใจคำสอนของอาจารย์ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอและสหาย เซอร์เคเอล, ไลร่า, ‍และฟินน์ ได้เดินทางมาถึงหุบเขาแห่งมนตรา ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนของอาจารย์มาธาร์ด ปรมาจารย์เวทผู้ซึ่งเคยเป็นสหายร่วมรบของบรรพบุรุษเธอในอดีตกาล เขาคือผู้เดียวที่สามารถช่วยปลุกพลังที่แท้จริงในตัวเธอให้ตื่นขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับราชาปีศาจมาลากอร์

การฝึกฝนนั้นโหดหินเกินกว่าที่เธอเคยจินตนาการ อาจารย์มาธาร์ดไม่เพียงสอนคาถาหรือทักษะการร่ายเวท หากแต่เน้นหนักไปที่การทำความเข้าใจแก่นแท้ของพลัง ‌การเชื่อมโยงจิตใจกับธรรมชาติ กับธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และเหนือสิ่งอื่นใดคือธาตุแห่งแสงสว่าง ซึ่งเป็นรากฐานของพลังราชวงศ์สุริยันจันทราของเธอ

“ลมหายใจของเจ้าคือสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ‍หัวใจของเจ้าคือกระแสธารที่ไหลริน เส้นเลือดของเจ้าคือรากไม้ที่หยั่งลึกสู่ผืนดิน และประกายแห่งจิตวิญญาณของเจ้าคือเปลวไฟที่โชติช่วง” อาจารย์มาธาร์ดกล่าว มือข้างหนึ่งแตะลงบนบ่าของเอลาริสเบาๆ ราวจะส่งผ่านพลังและความสงบมาให้ “จงปลดปล่อยความหวาดกลัว ความกังวล ​ปล่อยให้จิตใจเป็นอิสระ แล้วพลังจะไหลมาเอง”

เอลาริสพยักหน้าช้าๆ หายใจเข้าลึกๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ สัมผัสถึงความเย็นของหินใต้ฝ่าเท้า เสียงน้ำตกที่ดังก้องกังวานในโสตประสาท กลิ่นหอมของป่าสนที่ลอยมากับสายลม เธอจินตนาการถึงแสงสว่างสีทองอร่ามที่ค่อยๆ ​ก่อตัวขึ้นในใจกลางกาย จากนั้นก็แผ่ขยายออกไปช้าๆ แผ่ซ่านไปตามแขนขา จนทั่วทั้งร่าง

ทันใดนั้น แสงสีทองอ่อนๆ ก็เริ่มเรืองรองขึ้นรอบกายของเอลาริส เปล่งประกายอบอุ่นราวแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ อาจารย์มาธาร์ดยิ้มบางๆ ​พยักหน้าอย่างพอใจ แสงนั้นไม่เพียงแค่สว่าง หากแต่ยังเต้นระริกราวมีชีวิตชีวา บ่งบอกถึงพลังที่กำลังตื่นขึ้นอย่างแท้จริง

“ดีมากเอลาริส นั่นคือประกายแรกแห่งราชวงศ์ของเจ้า” อาจารย์มาธาร์ดกล่าวเสียงนุ่มนวล “จงรักษามันไว้ จงหล่อเลี้ยงมัน และจงใช้มันเพื่อปกป้องโลกใบนี้”

ขณะที่เอลาริสกำลังจดจ่ออยู่กับการควบคุมพลังที่เพิ่งตื่นขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังเข้ามา เซอร์เคเอลปรากฏตัวขึ้นพร้อมชุดเกราะที่ดูสมบุกสมบันกว่าปกติ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวล

“อาจารย์มาธาร์ด เอลาริส” เซอร์เคเอลกล่าวเสียงหอบ “มีข่าวไม่ดีพ่ะย่ะค่ะ”

อาจารย์มาธาร์ดหันมามองด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง “เกิดอะไรขึ้น เซอร์เคเอล”

“หน่วยลาดตระเวนของเราพบร่องรอยของปีศาจใกล้ชายป่าพ่ะย่ะค่ะ พวกมันไม่ได้ซุ่มซ่อนเหมือนเคย หากแต่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ดูเหมือนกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง” เซอร์เคเอลรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ พลังแห่งความมืดมิดกำลังแผ่ขยายปกคลุมอาณาจักรทางเหนืออย่างรวดเร็ว”

เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที พลังแห่งความมืดมิดที่ว่านั้นย่อมเป็นอิทธิพลของมาลากอร์ เธอรู้ดีว่าราชาปีศาจกำลังเร่งเร้าการมาถึงของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ และกำลังแสวงหาพลังอำนาจเพิ่มเติมเพื่อทำให้แผนการสำเร็จ

“พวกมันคงกำลังตามหาเจ้า เอลาริส” อาจารย์มาธาร์ดกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “หรืออาจกำลังตามหาเบาะแสเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา”

“แล้วเราจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” เอลาริสถาม ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เราควรจะออกไปเผชิญหน้ากับพวกมันหรือไม่”

อาจารย์มาธาร์ดส่ายหน้าช้าๆ “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เจ้ายังไม่พร้อมเต็มที่ เอลาริส การเผชิญหน้าอย่างโง่เขลาไม่ใช่วิถีของผู้พิทักษ์” เขาหันไปมองเซอร์เคเอล “เจ้าจงนำกำลังไปขับไล่พวกมันกลับไป อย่าให้พวกมันล่วงล้ำเข้ามาในหุบเขาได้เด็ดขาด”

“พ่ะย่ะค่ะ อาจารย์” เซอร์เคเอลรับคำอย่างหนักแน่น แล้วรีบเดินจากไปเพื่อเตรียมกำลังพล

“ส่วนเจ้า เอลาริส” อาจารย์มาธาร์ดหันกลับมามองเธออีกครั้ง “การฝึกฝนของเราต้องเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม เวลาของเราเหลือน้อยเต็มที”

เอลาริสพยักหน้าอย่างแน่วแน่ ในใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความกังวลที่ตีรวนกันไปมา เธอรู้ดีว่าภารกิจที่อยู่ตรงหน้าหนักหนาสาหัสเพียงใด แต่เมื่อมองไปยังแสงสีทองที่ยังคงเรืองรองรอบกาย ก็พลันรู้สึกถึงความหวังและพลังที่กำลังก่อตัวขึ้น เธอไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าที่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ถูกลิขิตให้ปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด

“อาจารย์ ข้าพร้อมแล้ว” เอลาริสกล่าวเสียงหนักแน่น ดวงตาฉายแววแห่งความกล้าหาญ “ข้าจะฝึกฝนให้หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะได้ wield คทาสุริยันจันทรา และผนึกมาลากอร์ให้จงได้”

อาจารย์มาธาร์ดยิ้มอย่างอ่อนโยน “ดีมากเอลาริส นั่นคือจิตวิญญาณที่แท้จริงของราชวงศ์”

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วภายใต้การฝึกฝนอันเข้มข้นของอาจารย์มาธาร์ด เอลาริสไม่เพียงเรียนรู้การร่ายคาถาที่ซับซ้อนขึ้น แต่ยังถูกฝึกให้ควบคุมธาตุต่างๆ ด้วยความแม่นยำ เธอสามารถเรียกเปลวไฟให้ลุกโชนจากฝ่ามือ สร้างกำแพงน้ำแข็งที่แข็งแกร่ง และแม้กระทั่งเรียกสายลมให้พัดพาเธอขึ้นสู่เบื้องบนได้ชั่วขณะ

แต่การฝึกที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับพลังแห่งแสงสว่าง ที่อาจารย์มาธาร์ดเรียกว่า ‘แสงแห่งปฐมกาล’ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพลังราชวงศ์สุริยันจันทรา เขาอธิบายว่าคทาสุริยันจันทราไม่ใช่เพียงแค่อาวุธ หากแต่เป็นศูนย์รวมพลังของบรรพบุรุษ เป็นกุญแจที่ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วย ‘แสงแห่งปฐมกาล’ ที่บริสุทธิ์ที่สุด

ในคืนหนึ่ง ขณะที่ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงนวลตาเหนือยอดเขา เอลาริสกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมแอ่งน้ำตกวิปัสสนา อาจารย์มาธาร์ดนั่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาจับจ้องไปที่เธออย่างไม่คลาดสาย

“เอลาริส เจ้าต้องจินตนาการถึงดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้า และดวงจันทร์ที่สาดส่องความนวลตา จงรวมสองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกันในใจกลางจิตวิญญาณของเจ้า” อาจารย์มาธาร์ดกระซิบเสียงแผ่วเบา “นั่นคือแก่นแท้ของคทาสุริยันจันทรา นั่นคือพลังที่เจ้าต้องปลดปล่อย”

เอลาริสหลับตาลง ภาพของดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงและดวงจันทร์ที่เยือกเย็นปรากฏขึ้นในห้วงความคิด เธอพยายามรวมพลังทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียว แสงสีทองของสุริยันและแสงสีเงินของจันทรา เริ่มหมุนวนในจิตใจของเธอ ค่อยๆ ผสานรวมกันเป็นเกลียวแห่งแสงที่งดงามและทรงพลัง

ทันใดนั้น เสียงสะท้อนแห่งพลังเวทที่รุนแรงก็ปะทุขึ้นจากกายของเอลาริส แสงสีทองเงินอร่ามพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับเสาแห่งแสงที่เชื่อมโยงพื้นดินกับดวงดาว พืชพรรณรอบกายพลันเปล่งประกายระยิบระยับ สรรพสัตว์เงียบเสียงลง ราวกับกำลังคารวะต่อพลังอันยิ่งใหญ่ที่เพิ่งตื่นขึ้น

อาจารย์มาธาร์ดยิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “สำเร็จแล้วเอลาริส เจ้าได้ปลุกแสงแห่งปฐมกาลขึ้นในตัวเจ้าแล้ว”

เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองเงินระยิบระยับ เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนในกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างสุริยันและจันทรา

“ข้า…ข้ารู้สึกได้ถึงมัน อาจารย์” เอลาริสกล่าวเสียงสั่นเครือ “มัน…มันทรงพลังเหลือเกิน”

“นั่นคือพลังที่แท้จริงของราชวงศ์ของเจ้า” อาจารย์มาธาร์ดกล่าว “เป็นพลังที่บรรพบุรุษของเจ้าใช้ผนึกมาลากอร์เมื่อครั้งอดีต และเป็นพลังที่เจ้าจะต้องใช้มันอีกครั้ง”

แต่ความยินดีนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฟินน์และไลร่าได้นำข่าวร้ายมาแจ้ง

“อาจารย์มาธาร์ด! เอลาริส!” ฟินน์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงที่ใช้เป็นที่ฝึกฝน “พวกปีศาจ…พวกมันบุกเข้ามาในหุบเขาแล้วครับ! เซอร์เคเอลและหน่วยพิทักษ์กำลังต้านทานพวกมันอยู่ที่ทางเข้า”

“อะไรนะ!” เอลาริสอุทาน ใบหน้าซีดเผือด

ไลร่าเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาเป็นจำนวนมากผิดปกติ ดูเหมือนไม่ใช่แค่หน่วยลาดตระเวนแล้วค่ะ อาจารย์”

อาจารย์มาธาร์ดขมวดคิ้วแน่น “มาลากอร์คงรู้แล้วว่าเจ้ากำลังจะตื่นขึ้น เอลาริส มันคงไม่ยอมปล่อยให้เจ้าได้ฝึกฝนอย่างสงบอีกต่อไป”

“เราต้องไปช่วยเซอร์เคเอลค่ะ!” เอลาริสกล่าวอย่างร้อนรน “พวกเราไม่สามารถปล่อยให้เขาสู้เพียงลำพังได้”

“ใจเย็นก่อนเอลาริส” อาจารย์มาธาร์ดกล่าว “การบุกเข้ามาของพวกมันในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข้าเกรงว่านี่อาจเป็นแผนการของมาลากอร์ที่จะดึงความสนใจของเราไปจากสิ่งสำคัญบางอย่าง”

“สิ่งสำคัญอะไรหรือคะ อาจารย์?” เอลาริสถาม

อาจารย์มาธาร์ดถอนหายใจ “ข้าเกรงว่ามันกำลังตามหาเบาะแสของคทาสุริยันจันทรา หรืออาจจะตามหาชิ้นส่วนของมันที่ถูกซ่อนอยู่ในหุบเขาแห่งนี้”

คำพูดของอาจารย์ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก หุบเขาแห่งมนตราเป็นที่ซ่อนความลับมากมายของราชวงศ์สุริยันจันทรา หากมาลากอร์สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ ผลลัพธ์ย่อมหายนะ

“เราต้องแบ่งกำลัง” ไลร่าเสนอ “ให้บางส่วนไปช่วยเซอร์เคเอล ส่วนที่เหลือคุ้มกันเอลาริสและค้นหาสิ่งที่พวกปีศาจต้องการให้พบก่อนพวกมัน”

“เป็นความคิดที่ดี” อาจารย์มาธาร์ดเห็นด้วย “เอลาริส เจ้า ฟินน์ และไลร่า จงไปที่หอสมุดโบราณใต้ดินของข้า ที่นั่นมีแผนที่โบราณและบันทึกเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทราอยู่”

“แต่…ข้าอยากจะออกไปสู้” เอลาริสกล่าวอย่างลังเล เธอรู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยเซอร์เคเอลได้

“หน้าที่ของเจ้าในตอนนี้คือการค้นหาความจริง เอลาริส” อาจารย์มาธาร์ดกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พลังของเจ้าเพิ่งตื่นขึ้น การเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากโดยปราศจากข้อมูลที่เพียงพอคือการฆ่าตัวตาย”

เอลาริสกัดริมฝีปากอย่างขัดใจ แต่ก็พยักหน้าในที่สุด เธอรู้ว่าอาจารย์พูดถูก ตอนนี้เธอต้องใช้สติปัญญามากกว่าพละกำลัง

“ฟินน์ เจ้าใช้ความรู้เรื่องเวทมนตร์โบราณของเจ้า ช่วยเอลาริสค้นหาข้อมูลให้เร็วที่สุด ไลร่า เจ้าจงคุ้มกันพวกเขาทั้งสอง” อาจารย์มาธาร์ดสั่งการ “ข้าจะไปสมทบกับเซอร์เคเอล และรั้งพวกปีศาจไว้ให้ได้นานที่สุด”

“อาจารย์ โปรดระมัดระวังด้วยนะคะ” เอลาริสกล่าวด้วยความเป็นห่วง

อาจารย์มาธาร์ดยิ้มบางๆ “ไม่ต้องห่วงข้าหรอกเอลาริส หน้าที่ของข้าคือปกป้องเจ้าและโลกใบนี้”

จากนั้น อาจารย์มาธาร์ดก็ก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เอลาริส ฟินน์ และไลร่า ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

“ไปกันเถอะเอลาริส” ไลร่ากล่าว พยักหน้าให้ฟินน์ “เราไม่มีเวลาแล้ว”

ทั้งสามมุ่งหน้าไปยังทางเข้าหอสมุดโบราณใต้ดิน ซึ่งซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา เสียงการปะทะกันของอาวุธและเสียงคำรามของปีศาจดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะเตือนพวกเขาถึงภัยคุกคามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เอลาริสรู้สึกถึงความตื่นเต้นและความกลัวที่ปะปนกันอยู่ในใจ เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่แท้จริง เป็นรุ่งอรุณแห่งพลังที่ตื่นขึ้น และเป็นก้าวแรกบนเส้นทางแห่งโชคชะตาที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เธอต้องเข้มแข็ง เธอต้องเรียนรู้ และเธอต้องปกป้องโลกใบนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!