เงาร่างมหึมาที่คืบคลานออกมาจากซากปรักหักพังของปราสาทนั้นมีรูปร่างคล้ายสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ ผิวหนังของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำราวถ่านไฟที่กำลังคุกรุ่น มันคือ “อสูรเงา” สมุนชั้นต่ำของมาลากอร์ที่ถูกส่งมาเพื่อเฝ้าระวังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
“ระวังตัวทุกคน!” ฟินิกซ์ตะโกน เขาพุ่งตัวเข้าหาอสูรเงาด้วยความรวดเร็ว ดาบในมือฟาดฟันเข้าใส่เกล็ดแข็งของมัน แต่กลับสร้างได้เพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อย
อสูรเงาคำรามต่ำๆ ก่อนจะตวัดกรงเล็บขนาดใหญ่เข้าใส่ฟินิกซ์อย่างรวดเร็ว ฟินิกซ์กลิ้งตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด แต่แรงลมจากกรงเล็บก็ยังทำให้เขาเซถลา
“เกล็ดของมันแข็งแกร่งมาก!” ฟินิกซ์ตะโกนบอก
“มันเป็นปีศาจธาตุดิน” เซริสวิเคราะห์ “โจมตีมันด้วยเวทมนตร์ธาตุลม!”
เอลาริสหลับตาลง รวบรวมพลังเวทในร่างกาย เธอรู้สึกถึงกระแสลมที่พัดผ่านรอบตัวเธอ ก่อนจะร่ายมนตร์ “วายุคมกริบ” คลื่นลมที่คมกริบราวใบมีดพุ่งเข้าใส่อสูรเงา เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นเมื่อคมวายุตัดผ่านเกล็ดของมัน สร้างรอยแผลลึก
“ได้ผล!” ลีออนตะโกน เขาหยิบธนูขึ้นมา พลางเล็งไปยังจุดอ่อนของอสูรเงาที่เอลาริสสร้างขึ้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งเข้าปักที่แผลของมัน อสูรเงากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะสลายหายไปในความมืดมิด
“ยอดเยี่ยมมากเอลาริส!” เซริสชมเชย
“ฉัน... ฉันทำได้” เอลาริสกล่าวด้วยความประหลาดใจในพลังของตัวเอง เธอยังไม่คุ้นชินกับการใช้เวทมนตร์ แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่ออสูรเงาสลายไป สัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนพื้นดินก็เปล่งแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ก่อนที่พื้นดินเบื้องหน้าของปราสาทจะเริ่มทรุดตัวลง เผยให้เห็นทางเดินลับใต้ดินที่ทอดยาวลงไป
“นี่คือทางเข้าสู่ ‘เขาวงกตแห่งเสียงสะท้อน’ ที่คำทำนายกล่าวถึง” ลีออนกล่าว “ดูเหมือนว่าเราจะต้องผ่านบททดสอบนี้เพื่อเข้าถึงปราสาทด้านใน”
ทางเข้าเขาวงกตนั้นมืดมิดและแคบ พวกเขาจุดคบไฟขึ้นอีกครั้งเพื่อส่องนำทาง กลิ่นอับชื้นและลมเย็นเยือกโชยออกมาจากภายใน
“เขาวงกตแห่งเสียงสะท้อน” เอลาริสทวนคำ “มันหมายความว่าอย่างไรกันนะ?”
“อาจจะเป็นเขาวงกตที่ใช้เสียง หรือสะท้อนสิ่งที่เรากลัว” ฟินิกซ์สันนิษฐาน
เมื่อเดินลึกเข้าไปในเขาวงกต พวกเขาก็พบว่ามันเป็นเขาวงกตที่ซับซ้อนอย่างแท้จริง ทางเดินวกวนสลับซับซ้อนกันไปมา ผนังทำจากหินสีดำสนิทที่ดูดซับแสง ทำให้แสงจากคบไฟแทบจะไม่มีผล
“ฉันรู้สึกว่าพลังเวทของฉันกำลังถูกกดทับ” เอลาริสกล่าว เธอรู้สึกได้ถึงความอึดอัดภายในร่างกาย
“นี่อาจเป็นเวทมนตร์ของเขาวงกต” เซริสกล่าว “มันพยายามทำให้เราสับสนและอ่อนแอลง”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็เริ่มดังขึ้นในเขาวงกต เป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงของพวกเขาเอง แต่ถูกบิดเบือนจนน่าขนลุก
“เจ้าไม่มีทางทำสำเร็จ... เจ้ามันอ่อนแอ...” เสียงกระซิบของเอลาริสเองดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ
“เจ้าจะปกป้องใครไม่ได้เลย...” เสียงกระซิบของฟินิกซ์ดังขึ้น ราวกับกำลังเย้ยหยัน
“ความรู้ของเจ้าไร้ประโยชน์...” เสียงกระซิบของลีออนดังขึ้นอย่างน่ารังเกียจ
“เจ้ามันไร้ค่า...” เสียงกระซิบของเซริสดังขึ้นอย่างเจ็บปวด
ทุกคนต่างชะงักงันกับเสียงกระซิบที่โจมตีจิตใจของพวกเขาโดยตรง เสียงสะท้อนความกลัวและความไม่มั่นใจที่ซ่อนลึกอยู่ในใจ
“อย่าไปฟังมัน!” เอลาริสตะโกน “มันเป็นแค่ภาพลวงตา!”
แต่เสียงกระซิบนั้นกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะบดขยี้จิตใจของพวกเขา เอลาริสรู้สึกถึงความมืดมิดที่เข้ามาครอบงำจิตใจ เธอเห็นภาพตัวเองล้มเหลว เห็นมาลากอร์หัวเราะเยาะเย้ย และเห็นโลกถูกทำลายเพราะความอ่อนแอของเธอ
“ไม่จริง!” เอลาริสกัดฟันแน่น “ฉันจะไม่ยอมแพ้!”
เธอพยายามรวบรวมสมาธิ หลับตาลง และเชื่อมโยงกับพลังเวทของเธออีกครั้ง เธอรู้สึกถึงลมที่พัดผ่านรอบตัวเธออย่างอ่อนโยน เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของผืนดินที่รองรับเธอไว้
“เสียงพวกนั้นมันไม่ใช่ความจริง” เอลาริสกล่าวกับตัวเอง “ความจริงคือฉันมีเพื่อนๆ อยู่ข้างๆ ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”
ทันใดนั้น แสงสีทองอ่อนๆ ก็เริ่มเรืองรองออกมาจากตัวของเอลาริส แสงนั้นค่อยๆ ขับไล่ความมืดมิดและเสียงกระซิบที่น่ารังเกียจออกไป เสียงกระซิบเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปในที่สุด
“เธอทำได้ยังไงเอลาริส?” เซริสถามด้วยความทึ่ง
“ฉัน... ฉันแค่พยายามเชื่อมั่นในตัวเอง” เอลาริสตอบ “และเชื่อมั่นในพวกคุณ”
แสงสีทองจากตัวของเอลาริสไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสว่าง แต่มันยังเป็นพลังงานที่อบอุ่นและปลอบประโลมจิตใจของทุกคน ความหวาดกลัวที่เคยเข้าครอบงำพวกเขาค่อยๆ จางหายไป
“ยอดเยี่ยมมากเอลาริส” ลีออนกล่าว “เธอได้ผ่านบททดสอบแห่งจิตใจแล้ว”
หลังจากที่เสียงกระซิบหายไป เขาวงกตก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทางเดินที่เคยปิดตายบางส่วนก็เปิดออก เผยให้เห็นทางเดินใหม่ที่สว่างขึ้นเล็กน้อย
“ดูเหมือนว่าการเอาชนะความกลัวของตัวเองคือทางออก” ฟินิกซ์กล่าว
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเขาวงกตต่อไป คราวนี้เขาวงกตไม่ได้โจมตีจิตใจของพวกเขาอีกแล้ว แต่กลับมีกับดักทางกายภาพที่รออยู่
กับดักแรกคือพื้นทางเดินที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินอย่างกะทันหัน ฟินิกซ์ใช้ทักษะการต่อสู้ของเขาในการกระโดดหลบหลีกหนามเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่ว
กับดักที่สองคือผนังเขาวงกตที่เลื่อนเข้าหากันอย่างรวดเร็วเพื่อบดขยี้พวกเขา ลีออนใช้ความรู้ด้านกลไกของเขาในการหากลไกที่ควบคุมผนัง และหาทางปิดมันลงได้ทันเวลา
กับดักที่สามคือห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยภาพลวงตา ภาพของปีศาจที่น่ากลัวและสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายปรากฏขึ้นมาเพื่อหลอกหลอนพวกเขา แต่ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมา พวกเขาก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตาและไม่ตกเป็นเหยื่อของมัน
เอลาริสใช้พลังเวทของเธอในการสลายภาพลวงตาเหล่านั้นให้หายไป ด้วยการร่ายมนตร์ “แสงแห่งความจริง” ที่เปล่งประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์ออกมา แสงนั้นสลายภาพลวงตาจนหมดสิ้น เผยให้เห็นทางออกที่แท้จริง
“พลังของเธอแข็งแกร่งขึ้นมากเอลาริส” เซริสกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
“ฉันแค่พยายามทำในสิ่งที่ฉันทำได้” เอลาริสตอบ เธอรู้สึกว่าเธอได้เรียนรู้มากมายจากการผจญภัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การใช้พลังเวท แต่เป็นการเข้าใจถึงจิตใจของตัวเองด้วย
หลังจากผ่านกับดักและภาพลวงตาต่างๆ มาได้ พวกเขาก็มาถึงทางออกของเขาวงกตแห่งเสียงสะท้อน ที่นั่นมีประตูหินขนาดใหญ่อีกบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่
“เรามาถึงแล้ว” ลีออนกล่าวด้วยความโล่งใจ
เมื่อเอลาริสก้าวเข้าไปใกล้ประตูหิน สัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนประตูนั้นก็เรืองแสงขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ประตูจะเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านใน
ห้องโถงนั้นดูเหมือนจะเป็นห้องโถงหลักของปราสาทที่พังทลาย มันเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและฝุ่นผง แต่ตรงกลางห้อง มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ แท่นบูชานั้นทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ มีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์สลักอยู่อย่างสวยงาม
“นี่คือแท่นบูชาที่ฉันเห็นในนิมิต!” เอลาริสอุทานด้วยความตื่นเต้น
บนแท่นบูชานั้น มีวัตถุบางอย่างวางอยู่ มันถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีทองที่เก่าแก่และผุพัง
“นั่นอาจจะเป็นคทา” ฟินิกซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัว เธอเอื้อมมือออกไปดึงผ้าคลุมสีทองออกช้าๆ
ภายใต้ผ้าคลุมนั้น มีคทาที่เปล่งประกายด้วยแสงสีทองและเงินสลับกันไปมา คทาที่งดงามและทรงพลังที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา มันคือ “คทาสุริยันจันทรา” ในที่สุดเธอก็พบมัน!
ทันใดนั้น แสงจากคทาก็ส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วห้องโถง พลังงานอันมหาศาลแผ่ออกมาจากคทา ทำให้เอลาริสรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับมัน ราวกับว่าคทานี้ถูกสร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
“ในที่สุด... เราก็พบมัน” เซริสกระซิบด้วยความยินดี
แต่แล้ว เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาจากความมืดมิดในมุมหนึ่งของห้องโถง เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัว
“ในที่สุด เจ้าก็มาถึง ทายาทแห่งราชวงศ์” เสียงนั้นกล่าว “แต่เจ้าคิดว่าจะได้ครอบครองคทาไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
เงาร่างขนาดใหญ่ค่อยๆ คืบคลานออกมาจากมุมมืด ร่างของมันดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวกว่าอสูรเงาที่พวกเขาเคยเจอมามาก ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉาน และมีรอยยิ้มที่ชั่วร้ายประดับอยู่บนใบหน้า
“มาลากอร์” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ไม่ใช่มาลากอร์หรอก” เงาร่างนั้นหัวเราะ “ข้าคือ ‘ซอร์ธัส’ ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพปีศาจของมาลากอร์ และข้าได้รับคำสั่งให้มาจัดการกับเจ้า ก่อนที่เจ้าจะได้ครอบครองคทาอย่างสมบูรณ์”
ซอร์ธัสปลดปล่อยพลังงานปีศาจอันมหาศาลออกมา ทำให้ทั้งห้องโถงสั่นสะเทือน เอลาริสรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา เธอรู้สึกว่าพลังเวทของเธอกำลังถูกดูดกลืนไป
“คทานั้นยังไม่เป็นของเจ้าอย่างสมบูรณ์” ซอร์ธัสกล่าว “เจ้ายังไม่ได้ผ่าน ‘พิธีปลุกพลัง’ ของมัน”
“เราจะไม่มีทางยอมให้แกได้คทาไป!” ฟินิกซ์ตะโกน เขาพุ่งตัวเข้าใส่ซอร์ธัสอย่างไม่กลัวตาย
การต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้เดิมพันสูงยิ่งกว่าที่เคย

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก