สายลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่างบอบบางของเอลาริส พาสัมผัสแห่งความเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ แม้เปลวไฟจากกองเพลิงจะแผ่ไออุ่นอยู่เบื้องหน้า แต่ความรู้สึกอันหนาวเหน็บนั้นกลับมิได้มาจากอุณหภูมิภายนอก หากแต่เป็นความกังวลที่กัดกินอยู่ภายในจิตใจ การเดินทางของพวกเธอมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นับตั้งแต่วันที่คำทำนายโบราณและสายเลือดที่ซ่อนเร้นได้ถูกเปิดเผย เอลาริสได้ตระหนักถึงภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของเธอ ภารกิจในการตามหา "คทาสุริยันจันทรา" ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาเยือน ยามนี้ พวกเธอได้เดินทางมาถึงเชิงผาของ 'หุบผาเงาอสูร' สถานที่ซึ่งร่ำลือกันว่าเป็นรังของเหล่าปีศาจและสิ่งชั่วร้าย เป็นดินแดนที่แสงตะวันไม่อาจส่องถึง และเวทมนตร์เก่าแก่ที่แปดเปื้อนยังคงคุกรุ่นอยู่
"คืนนี้เราจะพักที่นี่ พรุ่งนี้รุ่งสาง เราจะเริ่มปีนป่ายขึ้นไป" ซีรัสกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง มือยังคงจับด้ามดาบที่ข้างกายแน่น แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบเกราะหนังที่เขาสวม ทำให้เห็นประกายวาววับเป็นครั้งคราว ออร่าแห่งนักรบผู้กล้าหาญแผ่ออกมาอย่างชัดเจน เป็นที่พึ่งทางใจให้กับเอลาริสและเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ เสมอมา
"ข้ายังไม่แน่ใจนักว่าหุบผาแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่ แต่พลังงานที่ข้ารู้สึกได้นั้นช่างมืดมิดและบิดเบี้ยวเหลือเกิน" ไอรินาจอมเวทผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ธาตุเอ่ยขึ้น เธอประสานมือเข้าหากัน แสงสีครามเรืองรองอ่อนๆ ส่องออกมาจากฝ่ามือ พยายามสัมผัสถึงกระแสเวทมนตร์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในดินแดนแห่งนี้ "ตำนานเล่าว่า ที่นี่เป็นที่สิงสถิตของอสูรโบราณที่ถูกจองจำไว้เมื่อครั้งอดีตกาล และพลังของมันก็ยังคงหลงเหลืออยู่"
"นั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องไป" เอลาริสตอบ พลางกำมือแน่น เวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอตอบสนองต่อคำพูดนั้นอย่างรุนแรง เธอรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานแห่งความมืดที่แผ่ออกมาจากหุบผา พลังนั้นพยายามฉุดรั้งจิตใจของเธอให้จมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวัง แต่เธอต้องเข้มแข็ง เธอรู้ดีว่าเธอคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้ "ถ้า 'คทาสุริยันจันทรา' มีส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในสถานที่ที่มืดมิดเช่นนี้ นั่นหมายความว่ามันต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด"
"ถูกต้องแล้วองค์หญิง" ลีโอ นักธนูผู้เงียบขรึมและว่องไวกล่าวเสริม เขาตรวจตราลูกธนูในกระบอกอย่างใจเย็น "แสงสว่างมักซ่อนอยู่ในเงามืดเสมอ"
เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน แสงแรกของวันสาดส่องลงมาจากเบื้องบน แต่กลับมิอาจส่องทะลุผ่านม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมปากหุบผาได้เลย พวกเขาเริ่มการเดินทางขึ้นสู่หุบผาเงาอสูร เส้นทางที่เลือกเป็นทางเดินแคบๆ เลียบหน้าผาที่สูงชัน เบื้องล่างคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง อากาศเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ ไอหมอกที่ลอยต่ำทำให้ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ซีรัสเดินนำหน้า คอยใช้ดาบของเขาฟันกิ่งไม้และเถาวัลย์ที่ขวางทางออกไป ไอรินาเดินตามมาติดๆ คอยใช้เวทมนตร์แสงสว่างนำทาง และใช้เวทมนตร์ธาตุลมปัดเป่าหมอกบางส่วนออกไป ลีโอเดินอยู่ด้านหลังสุด คอยระแวดระวังภัยจากข้างหลัง สายตาของเขากวาดมองไปทั่วอย่างระมัดระวัง เอลาริสอยู่ตรงกลางกลุ่ม เธอพยายามจดจ่อกับการก้าวเดิน แต่จิตใจของเธอกลับว้าวุ่นอยู่กับพลังงานลึกลับที่แผ่ออกมาจากทุกอณูของหุบผาแห่งนี้
ยิ่งลึกเข้าไปในหุบผา บรรยากาศก็ยิ่งอึมครึม ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่นั้นมีรูปร่างบิดเบี้ยว กิ่งก้านแห้งกรังราวกับแขนของโครงกระดูกที่ยื่นออกมาจากพื้นดิน เสียงลมที่พัดผ่านช่องเขาฟังดูคล้ายเสียงครวญครางของวิญญาณร้าย แสงสว่างที่ส่องลงมาก็ดูริบหรี่ ราวกับถูกกลืนกินไปโดยความมืดมิดที่นี่ เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังเวทมนตร์ที่ผันผวนและไม่เสถียร มันแตกต่างจากพลังเวทที่เธอเคยสัมผัส มันเต็มไปด้วยความขุ่นมัวและความเจ็บปวด
"ระวัง!" ซีรัสตะโกนเสียงดัง พลางชักดาบออกฟันใส่เงาร่างสีดำทะมึนที่พุ่งเข้ามาจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว เงาร่างนั้นมีลักษณะคล้ายสัตว์ป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่าและมีดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ มันคือ 'เงาอสูร' หนึ่งในสมุนของมาลากอร์ที่ถูกส่งมาเพื่อขัดขวางพวกเธอ
"เวทมนตร์พฤกษา!" ไอรินาไม่รอช้า เธอร่ายเวทมนตร์ ปล่อยเถาวัลย์ขนาดใหญ่พุ่งออกจากพื้นดิน โอบรัดเงาอสูรตัวอื่นๆ ที่ตามมาอย่างรวดเร็ว "พวกมันมีจำนวนมาก! เอลาริส! เตรียมตัวให้พร้อม!"
เอลาริสพยักหน้า เธอหลับตาลงชั่วครู่ พยายามรวบรวมสมาธิ พลังเวทมนตร์สีทองอ่อนๆ เริ่มเรืองรองออกมาจากฝ่ามือของเธอ เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับแสงสว่าง ความอบอุ่นที่สวนทางกับความเยือกเย็นของหุบผา เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองอ่อนๆ "โล่แห่งสุริยัน!" เธอร่ายเวทมนตร์ สร้างโล่พลังงานสีทองขนาดใหญ่ปกป้องเพื่อนร่วมทางจากกรงเล็บแหลมคมของเงาอสูรที่พุ่งเข้าโจมตี
ลีโอไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายิงธนูออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ธนูแต่ละดอกพุ่งตรงเข้าใส่ดวงตาเรืองแสงสีแดงของเงาอสูร ทำให้พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและสลายไปในอากาศ แต่จำนวนของพวกมันก็ยังคงมีมากเกินกว่าจะรับมือได้ง่ายๆ
"เราต้องหาที่กำบัง!" ซีรัสกล่าว พลางใช้โล่ของเขาปัดป้องการโจมตี "พวกมันมาจากทุกทิศทาง!"
เอลาริสเพ่งมองไปรอบๆ เธอเห็นช่องว่างเล็กๆ ในหน้าผาที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ถ้ำเล็กๆ "ทางนั้นค่ะ!" เธอชี้ไปที่ช่องว่างนั้น "เราเข้าไปหลบในนั้นก่อน!"
ทุกคนพยักหน้า ซีรัสและลีโอช่วยกันถ่วงเวลาการโจมตีของเงาอสูร ในขณะที่ไอรินาใช้เวทมนตร์สร้างกำแพงหินชั่วคราวเพื่อปิดกั้นทางเข้าถ้ำ เมื่อทุกคนเข้าไปในถ้ำได้สำเร็จ กำแพงหินก็ถูกปิดลง ทิ้งให้เงาอสูรร้องคำรามอยู่ด้านนอก
ภายในถ้ำมืดมิดและคับแคบ เอลาริสจุดแสงสว่างจากเวทมนตร์ขึ้นมา เผยให้เห็นผนังถ้ำที่เป็นหินขรุขระ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินคละคลุ้งไปทั่ว
"เกือบไปแล้ว" ลีโอถอนหายใจ เขาลดคันธนูลง "พวกมันฉลาดขึ้นมาก"
"มาลากอร์ต้องรับรู้ถึงการมาของเราแล้ว" ไอรินากล่าวด้วยสีหน้ากังวล "นี่อาจจะเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น"
เอลาริสเดินไปสำรวจผนังถ้ำ เธอสัมผัสได้ถึงกระแสเวทมนตร์ที่อ่อนแรงแต่แปลกประหลาดไหลเวียนอยู่ใต้พื้นผิวของหิน เธอเลื่อนมือไปตามผนังถ้ำ จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกับร่องรอยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ตะไคร่น้ำและฝุ่นผง เธอค่อยๆ ปัดป้องสิ่งเหล่านั้นออก เผยให้เห็นรอยจารึกโบราณที่สลักลึกลงไปในเนื้อหิน
"อะไรน่ะเอลาริส?" ซีรัสเดินเข้ามาดู เขาจุดคบเพลิงที่เตรียมมาขึ้นมาส่องสว่าง
รอยจารึกนั้นเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน มีสัญลักษณ์คล้ายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยอักษรโบราณที่พวกเธอไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเอลาริสแตะไปที่รอยจารึกนั้น แสงสีทองอ่อนๆ ก็เรืองรองออกมาจากมือของเธอ และรอยจารึกนั้นก็เปล่งแสงขึ้นมาพร้อมกัน ราวกับมีชีวิต
"ข้า...ข้ารู้สึกได้" เอลาริสกล่าวเสียงสั่น "นี่ไม่ใช่แค่รอยจารึกธรรมดา มันคือแผนที่...หรืออาจจะเป็นกุญแจบางอย่าง" เธอหลับตาลง พยายามเชื่อมโยงกับพลังงานที่เธอสัมผัสได้ ภาพเลือนรางของวิหารโบราณขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางหุบผา ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเธอ วิหารที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอส แต่ยังคงแผ่ออร่าแห่งความศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างชัดเจน
"วิหารบรรพกาล..." ไอรินาอุทาน เธอเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับวิหารแห่งนี้ แต่ไม่เคยเชื่อว่ามันจะมีอยู่จริง "เป็นไปได้ว่าชิ้นส่วนของคทาอาจจะอยู่ที่นั่น"
ความหวังจุดประกายขึ้นในดวงตาของทุกคน แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตราย แต่การค้นพบครั้งนี้ก็ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป เอลาริสรู้ดีว่า นี่คือบททดสอบแรกที่แท้จริงของการเดินทาง เธอจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เธอจะต้องควบคุมพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอให้ได้ เธอจะต้องพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่มาลากอร์จะส่งมา เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เธอเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมทาง ใบหน้าของพวกเขามีร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาในตัวเธอ "เราจะไปที่นั่น" เอลาริสประกาศเสียงหนักแน่น "เราจะตามหาคทาสุริยันจันทราให้พบ"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำ ราวกับเป็นคำมั่นสัญญาที่ผูกมัดหัวใจของทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว พวกเขาคือผู้ถูกเลือก ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ และความหวังทั้งหมดของโลกใบนี้ ก็ได้ฝากฝังไว้บนบ่าของเด็กสาวกำพร้าผู้หนึ่ง ที่เพิ่งจะค้นพบพลังและสายเลือดของตนเอง ท่ามกลางความมืดมิดของหุบผาเงาอสูร แสงแห่งความหวังเล็กๆ ก็ยังคงเรืองรองอยู่ มิได้มอดดับไปตามกาลเวลาและภัยคุกคามที่รออยู่เบื้องหน้า

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก