คทาสุริยัน

ตอนที่ 76 — บทเรียนจากอดีตกาล

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,428 คำ

คัมภีร์โบราณที่ค้นพบในวิหารใจกลางสุสานบรรพกาลทอเรนเทียหนาหนักและทำจากวัสดุที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปกหน้าด้วยอักขระโบราณที่เรืองแสงจางๆ ใต้แสงจันทร์คู่ เอลาริสนั่งลงบนพื้นหินเย็นเยียบภายในวิหาร พร้อมกับลูน่าที่ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ส่วนคาเลนและเซธยืนคอยอารักขาอยู่ไม่ห่าง

“นี่คือ ‘คัมภีร์แห่งดาวประกายพรึก’ ตำนานเล่าว่ามันคือบันทึกแห่งปฐมบทของราชวงศ์สุริยันจันทรา” ‌ลูน่าเอ่ยเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น เมื่อเธอเปิดหน้าแรกของคัมภีร์ อักขระโบราณภายในก็เรืองแสงขึ้นมาเองโดยไม่ต้องอาศัยแสงจากภายนอก “เอลาริส เธออ่านมันได้ไหม?”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกว่าภาษาในคัมภีร์ไหลเวียนเข้ามาในจิตใจเธออย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเธอเคยอ่านมันมานับครั้งไม่ถ้วน เธอเริ่มอ่านข้อความแรกออกเสียงช้าๆ ​ด้วยน้ำเสียงที่ก้องกังวานในวิหารอันเงียบสงัด

“‘เมื่อแสงแห่งสุริยันดับ แสงแห่งจันทราก็สว่างไสว เมื่อแสงแห่งจันทราลับ แสงแห่งสุริยันก็สาดส่อง คทาสุริยันจันทราคือผู้รักษาสมดุลแห่งพลังทั้งสอง และผู้ถือครองคือผู้เชื่อมโยงโลกกับสรวงสวรรค์’”

ลูน่าจดบันทึกย่ออย่างรวดเร็ว ส่วนคาเลนและเซธตั้งใจฟังทุกถ้อยคำที่เอลาริสอ่าน

“นี่คือปรัชญาพื้นฐานของราชวงศ์สุริยันจันทรา” ลูน่าอธิบาย ‍“พวกเขาเชื่อในความสมดุลของจักรวาล พลังแห่งแสงและความมืด ชีวิตและความตาย”

เอลาริสอ่านต่อไป เนื้อหาในคัมภีร์บันทึกเรื่องราวการถือกำเนิดของมาลากอร์ อสูรร้ายที่มาจากห้วงอวกาศอันมืดมิด มันเป็นพลังงานแห่งความว่างเปล่าที่ปรารถนาจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลให้กลับคืนสู่ความมืดมิด การมาถึงของมาลากอร์นำพาความหายนะมาสู่โลก ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ‌‘มหาสงครามแห่งแสงและเงา’

“‘กษัตริย์อัสตรา ผู้นำแห่งแสงแรก ผู้รังสรรค์คทาสุริยันจันทรา ได้รวบรวมพลังแห่งสุริยันและจันทรา เพื่อสร้างเกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณ และผนึกมาลากอร์ไว้ในมิติแห่งความว่างเปล่า แต่การผนึกนั้นไม่สมบูรณ์ หากไร้ซึ่งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณแห่งผู้สืบทอดเชื้อสาย ‍พลังแห่งการผนึกจะอ่อนแอลงเมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง’” เอลาริสอ่านจบ เธอเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นปนความกังวล

“นั่นหมายความว่ากษัตริย์อัสตราไม่ได้ตายในการต่อสู้ แต่เป็นการสละชีวิตเพื่อผนึกมาลากอร์” คาเลนเอ่ยเสียงเรียบ “และพลังแห่งการผนึกนั้นผูกติดอยู่กับสายเลือดของท่าน”

“ถูกต้อง” ลูน่าเสริม ​“และนั่นก็คือเหตุผลที่เอลาริสคือผู้ถูกเลือก เพราะเธอคือทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์สุริยันจันทรา เลือดของเธอคือเชื้อเพลิงที่จะทำให้การผนึกคงอยู่ต่อไป”

“แล้ว ‘เกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณ’ คืออะไร?” เซธถาม

เอลาริสพลิกหน้าคัมภีร์ไปอีกหน้า ภาพวาดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น เป็นภาพของกษัตริย์อัสตราที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ​รอบกายมีวงแหวนแห่งแสงล้อมรอบ

“‘เกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณคือการรวมพลังแห่งธาตุทั้งห้า ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิตวิญญาณ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้ ​และยังเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูแห่งมิติเพื่อส่งมาลากอร์กลับสู่ห้วงอวกาศ’” เอลาริสอ่านต่อ “แต่ที่นี่เขียนว่ามันเป็นเพียง ‘กุญแจ’ ไม่ใช่ ‘การผนึก’ โดยตรง”

“นั่นหมายความว่าการผนึกมาลากอร์อย่างสมบูรณ์ อาจจะต้องทำมากกว่าแค่ใช้คทา” ลูน่าคิด “อาจจะต้องใช้พลังแห่งเกราะกำบังนี้ร่วมด้วย”

คัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกไม่ได้มีเพียงแค่ประวัติศาสตร์และคำพยากรณ์ แต่ยังรวมถึงบทเรียนและวิธีการฝึกฝนพลังเวทของราชวงศ์สุริยันจันทราด้วย เอลาริสใช้เวลาตลอดทั้งคืนเพื่ออ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้น ลูน่าคอยช่วยอธิบายคำศัพท์และแนวคิดที่ซับซ้อน ส่วนคาเลนและเซธก็คอยดูแลความปลอดภัย และหาเสบียงเท่าที่พอจะหาได้ในซากเมืองที่ฟื้นคืน

วันรุ่งขึ้น พวกเขาตัดสินใจที่จะใช้ทอเรนเทียเป็นสถานที่ฝึกฝนชั่วคราว ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปตามคำชี้แนะในคัมภีร์

“ตามที่คัมภีร์บอก พลังของราชวงศ์สุริยันจันทราคือการควบคุมธาตุทั้งห้าอย่างสมดุล” เอลาริสอธิบายให้เพื่อนๆ ฟัง “แต่ไม่ใช่แค่การเรียกใช้ธาตุเหล่านั้น แต่คือการ ‘หลอมรวม’ มันเข้าด้วยกัน”

การฝึกฝนเริ่มต้นขึ้นด้วยการทำสมาธิ เอลาริสนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานกว้างของวิหาร พยายามสัมผัสถึงพลังงานของธาตุต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเธอ คทาสุริยันจันทราถูกวางอยู่ตรงหน้า คอยเป็นจุดศูนย์รวมพลังงาน

ครั้งแรกที่เธอพยายามเรียกใช้พลังธาตุ เธอกลับทำได้แค่เรียกเปลวไฟเล็กๆ ออกมาจากมือ หรือทำให้ก้อนหินลอยขึ้นมาได้เพียงชั่วครู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเคยทำได้มาบ้างแล้ว แต่คัมภีร์ระบุว่านี่ไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริง

“เธอต้องไม่คิดว่ามันเป็นแค่ ‘ไฟ’ หรือ ‘ดิน’” ลูน่าแนะนำ “แต่จงคิดว่ามันคือ ‘ส่วนหนึ่ง’ ของเธอ จงรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับมัน”

เอลาริสลองทำตามคำแนะนำ เธอหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้พยายาม ‘บังคับ’ ธาตุ แต่พยายาม ‘รู้สึก’ ถึงมัน เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของธาตุดินที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่าง ความอ่อนโยนของธาตุน้ำที่ไหลเวียนไม่หยุดนิ่ง ความร้อนแรงของธาตุไฟที่ให้กำเนิดชีวิต ความอิสระของธาตุลมที่พัดพาไปทุกหนทุกแห่ง และที่สำคัญที่สุดคือธาตุแห่งจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน

เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง พลังเวทในตัวเธอไม่ได้พุ่งพล่าน แต่กลับสงบนิ่งและมั่นคง เธอชูมือขึ้นช้าๆ คราวนี้เธอไม่ได้เรียกใช้ธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่เธอรู้สึกถึงพลังงานที่หลอมรวมกันอยู่ในฝ่ามือของเธอ

แสงสว่างสีทองและสีเงินค่อยๆ ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเธอ พร้อมกับประกายสีเขียวของดิน สีฟ้าของน้ำ สีแดงของไฟ และสีขาวของลม พลังงานทั้งห้าหมุนวนรวมกันอย่างกลมกลืน ก่อตัวเป็นลูกแก้วพลังงานขนาดเล็กที่เปล่งประกายเจิดจ้า

“เธอทำได้แล้วเอลาริส!” ลูน่าอุทานด้วยความดีใจ

“นี่แหละคือ ‘เกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณ’ ในรูปแบบพื้นฐาน” เอลาริสเอ่ยขึ้น “มันไม่ใช่เกราะที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นเกราะที่ปกป้องจิตวิญญาณ”

แต่การควบคุมพลังนี้ให้เป็นเกราะที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานมาลากอร์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คัมภีร์ยังระบุถึงบททดสอบต่างๆ ที่ผู้สืบทอดต้องเผชิญ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

“บททดสอบแรกคือ ‘ความกล้าหาญในความมืดมิด’” เอลาริสอ่าน “ต้องเดินทางเข้าสู่ ‘เขาวงกตแห่งเงา’ ซึ่งอยู่ใต้เมืองทอเรนเทีย เพื่อค้นหา ‘แก่นแท้แห่งแสงแรก’ ที่ซ่อนอยู่”

เขาวงกตแห่งเงาเป็นส่วนหนึ่งของทอเรนเทียที่ไม่ได้ถูกฟื้นฟู มันเป็นอุโมงค์มืดมิดที่ทอดตัวอยู่ใต้ดินมานับพันปี และเป็นที่รู้กันว่าเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกความมืดกัดกิน

“ฉันจะไปด้วย” คาเลนเอ่ยเสียงหนักแน่น “ไม่ว่ามันจะมืดมิดแค่ไหน ฉันจะปกป้องเธอเอง”

“ฉันก็ด้วย” เซธพยักหน้า “ฉันคุ้นเคยกับความมืดดี”

ลูน่าเองก็อาสาที่จะไปด้วย แต่เอลาริสปฏิเสธ “ลูน่า เธอต้องอยู่ที่นี่ คอยศึกษาคัมภีร์และเตรียมพร้อมสำหรับบททดสอบต่อไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เธอคือความหวังสุดท้าย”

แม้จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ลูน่าก็ยอมทำตามคำสั่งของเอลาริส เธอรู้ว่าการศึกษาคัมภีร์ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ก่อนออกเดินทาง เอลาริสยืนอยู่หน้าภาพแกะสลักของกษัตริย์อัสตรา เธอจ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของบรรพบุรุษ เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เธอไม่ใช่แค่ทายาท แต่เธอกำลังเดินตามรอยเท้าของท่าน กำลังรับภาระอันยิ่งใหญ่ที่ท่านเคยแบกรับ

“ข้าจะทำมันให้สำเร็จ ท่านบรรพบุรุษ” เธอพึมพำกับตัวเอง

การเดินทางเข้าสู่เขาวงกตแห่งเงาเริ่มต้นขึ้น พวกเขาต้องจุดคบไฟเพื่อส่องสว่างนำทาง ความมืดมิดที่นี่หนาทึบกว่าที่ใดๆ ที่พวกเขาเคยพบเจอ อากาศเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ เสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังเป็นจังหวะ และเสียงลมกระโชกพัดผ่านอุโมงค์ที่วกวนราวกับเขาวงกตที่ไม่มีที่สิ้นสุด

“ระวังตัวด้วย” คาเลนกระซิบ “ความมืดที่นี่เหมือนมีชีวิต”

เอลาริสรู้สึกถึงพลังงานลบที่แผ่ซ่านออกมาจากกำแพงหิน พลังงานที่แตกต่างจากพลังของมาลากอร์ แต่มันคือพลังงานแห่งความหวาดกลัว ความสิ้นหวังที่สะสมอยู่ในที่แห่งนี้มานับพันปี

ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า สิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยวคล้ายมนุษย์ แต่มีผิวหนังซีดเผือด ดวงตาว่างเปล่า และเล็บมือยาวแหลมคม พุ่งออกมาจากเงามืด มันคือ ‘เงาครวญ’ สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากความหวาดกลัว และจะโจมตีสิ่งมีชีวิตที่มีแสงสว่างหรือความหวัง

“อย่าให้มันแตะตัวได้!” คาเลนเตือน “พิษของมันจะกัดกินจิตวิญญาณ!”

เงาครวญจำนวนมากพุ่งเข้าใส่พวกเขาจากทุกทิศทาง คาเลนชักดาบออกมาฟาดฟันอย่างคล่องแคล่ว แสงจากดาบกระทบกับความมืดมิด ทำให้เงาครวญส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เซธเองก็ใช้มีดสั้นปัดป้องและโจมตีอย่างรวดเร็วราวกับสายลม

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของเธอ เธอกำคทาสุริยันจันทราแน่น แสงสีทองและสีเงินเรืองรองออกจากปลายคทา เธอร่ายมนตร์ ‘เกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณ’ พลังงานธาตุทั้งห้าหมุนวนรอบตัวเธอและเพื่อนๆ สร้างเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นขึ้นมา

เมื่อเงาครวญพยายามพุ่งเข้ามาสัมผัส เกราะกำบังก็เปล่งประกายออกมาขับไล่พวกมันออกไป ทำให้เงาครวญไม่สามารถเข้าใกล้พวกเขาได้

“เกราะของเธอแข็งแกร่งมากเอลาริส!” เซธร้องชม

แต่เงาครวญก็มีจำนวนมาก พวกมันไม่ได้ท้อถอยง่ายๆ ยิ่งต่อสู้ ความหวาดกลัวในใจของเอลาริสก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เธอรู้สึกถึงเสียงกระซิบจากความมืดที่พยายามจะกัดกินจิตใจของเธอ พยายามทำให้เธอสิ้นหวัง

“เธอต้องเข้มแข็ง!” คาเลนตะโกน “อย่าให้ความมืดครอบงำ!”

เอลาริสหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิ เธอระลึกถึงคำสอนในคัมภีร์ ระลึกถึงกษัตริย์อัสตรา ระลึกถึงความหวังของทุกอาณาจักร เธอไม่ใช่แค่ผู้ถือครองคทา แต่เธอคือทายาท เธอคือผู้พิทักษ์

เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความหวาดกลัวเลือนหายไปแล้ว แสงจากคทาของเธอสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง เกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณขยายตัวออกไปขับไล่เงาครวญให้กระจัดกระจาย

“เราต้องหา ‘แก่นแท้แห่งแสงแรก’!” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “มันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในความมืดนี้!”

พวกเขาสู้ฝ่าฝูงเงาครวญเข้าไปในเขาวงกตที่วกวน เอลาริสใช้พลังของคทาส่องสว่างนำทาง เธอบังคับให้แสงนั้นเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบตัว เพื่อค้นหาสิ่งที่คัมภีร์เรียกว่า ‘แก่นแท้แห่งแสงแรก’

ในที่สุด หลังจากเดินมาได้พักใหญ่ แสงจากคทาของเธอก็ไปตกกระทบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่เรืองแสงจางๆ อยู่ในมุมหนึ่งของอุโมงค์ มันคือหินผลึกขนาดเล็กที่เปล่งประกายสีทองอ่อนๆ ราวกับมีดวงดาวสถิตอยู่ภายใน

เมื่อเอลาริสเดินเข้าไปใกล้ หินผลึกนั้นก็ส่องประกายสว่างจ้าขึ้น ราวกับต้อนรับการมาถึงของเธอ

“นี่คือแก่นแท้แห่งแสงแรก” เอลาริสเอ่ย พลางหยิบหินผลึกนั้นขึ้นมา

ทันทีที่เธอสัมผัสกับหินผลึก พลังงานอันบริสุทธิ์ก็ไหลเข้าสู่ร่างของเธอ ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการต่อสู้เลือนหายไปแทนที่ด้วยพลังงานที่เปี่ยมล้น เธอรู้สึกว่าเกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณของเธอแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หินผลึกนั้นไม่ได้มีพลังงานมหาศาล แต่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และมั่นคง มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวังที่ไม่เคยดับสูญ แม้จะอยู่ในความมืดมิดที่สุดก็ตาม

เมื่อพวกเขาออกจากเขาวงกตแห่งเงา แสงตะวันยามเช้าก็ทอแสงสาดส่องลงมายังทอเรนเทียพอดี เอลาริสรู้สึกเหมือนได้รับชีวิตใหม่ เธอเข้าใจแล้วว่าบททดสอบนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความแข็งแกร่งทางกายภาพ แต่ต้องการความเข้มแข็งทางจิตใจ และความสามารถที่จะยืนหยัดในความมืดมิดโดยไม่ยอมให้ความสิ้นหวังเข้าครอบงำ

ลูน่ารอพวกเขาอยู่ที่วิหารด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เธอทำสำเร็จแล้วใช่ไหมเอลาริส?” ลูน่าถาม

เอลาริสพยักหน้า เธอชูหินผลึกแห่งแสงแรกให้เพื่อนๆ ดู “นี่คือบทเรียนแรกที่เราได้รับ”

คัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกยังคงเปิดรอพวกเขาอยู่ บันทึกบททดสอบต่อไปที่เอลาริสจะต้องเผชิญ เพื่อปลดล็อกพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรา และเตรียมพร้อมสำหรับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง

การเดินทางของพวกเขายังอีกยาวไกล แต่เอลาริสรู้สึกว่าเธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า


หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!