หลังจากผ่านบททดสอบความกล้าหาญในเขาวงกตแห่งเงา เอลาริสรู้สึกว่าพลังแห่งเกราะกำบังจิตวิญญาณของเธอแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แก่นแท้แห่งแสงแรกที่เธอค้นพบได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเธอ มอบความบริสุทธิ์และแสงสว่างที่ไม่อาจถูกความมืดมิดกัดกินได้ง่ายๆ พวกเขาใช้เวลาอีกสองสามวันในทอเรนเทีย เพื่อให้เอลาริสได้ฝึกฝนการใช้พลังธาตุทั้งห้าร่วมกัน และอ่านคัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกอย่างละเอียด
“บททดสอบต่อไปคือ ‘การรับฟังเสียงแห่งธรรมชาติ’” ลูน่าอ่านจากคัมภีร์ “ผู้สืบทอดจะต้องเดินทางไปยัง ‘ป่าศักดิ์สิทธิ์เอลเดอร์วูด’ เพื่อค้นหา ‘แก่นพฤกษาแห่งชีวิต’ และเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ”
“ป่าศักดิ์สิทธิ์เอลเดอร์วูด” คาเลนพึมพำ “ข้าเคยได้ยินว่ามันเป็นป่าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ต้นไม้แต่ละต้นมีอายุหลายพันปี และเป็นที่พำนักของเหล่าภูตพรายและวิญญาณแห่งธรรมชาติ แต่ว่า...มันเป็นป่าที่ลึกลับมาก ไม่มีแผนที่ใดสามารถนำทางเข้าไปถึงใจกลางได้”
“คัมภีร์บอกว่า ‘ผู้ที่ถูกเลือกจะถูกนำทางโดยเสียงกระซิบของสายลม และเส้นทางจะปรากฏเมื่อหัวใจเปิดรับ’” เอลาริสอ่านเพิ่มเติม “ดูเหมือนว่าเราจะต้องพึ่งพาความรู้สึกมากกว่าแผนที่”
การเดินทางออกจากทอเรนเทียเป็นไปด้วยความเงียบงัน แต่ละคนต่างเตรียมพร้อมสำหรับบททดสอบใหม่ ป่าศักดิ์สิทธิ์เอลเดอร์วูดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทอเรนเทีย ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวันกว่าจะไปถึง
ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ทั้งสัตว์ร้ายที่ดุร้าย ภูมิประเทศที่ยากลำบาก และกลุ่มโจรที่ดักปล้น แต่ด้วยความร่วมมือของทั้งสี่คน พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นมาได้เสมอ เอลาริสเริ่มใช้พลังของคทาสุริยันจันทราและเกราะกำบังจิตวิญญาณได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น เธอสามารถใช้พลังธาตุดินเพื่อสร้างกำแพงป้องกัน ใช้ธาตุน้ำเพื่อรักษาบาดแผลเล็กน้อย หรือใช้ธาตุลมเพื่อเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงขอบป่าเอลเดอร์วูด ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก มันไม่ใช่ป่าธรรมดา แต่เป็นป่าที่ดูเหมือนจะมีชีวิต ต้นไม้แต่ละต้นสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านสาขาแผ่กว้างจนบดบังแสงอาทิตย์เกือบทั้งหมด ทำให้ภายในป่ามืดสลัวตลอดเวลา มีหมอกจางๆ ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ และมีกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ไม่เคยรู้จักลอยมาตามลม
“รู้สึกได้ถึงพลังงานที่นี่ไหมเอลาริส?” เซธกระซิบถาม “มันบริสุทธิ์และเก่าแก่มาก”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานสีเขียวอ่อนๆ ที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูของป่า ราวกับมีจิตวิญญาณนับพันสถิตอยู่ เธอรู้สึกเชื่อมโยงกับมันอย่างประหลาด คทาสุริยันจันทราในมือของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย ราวกับตอบรับกับพลังงานเหล่านั้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ป่า ความเงียบก็เข้าครอบงำ มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันตามลม และเสียงน้ำตกเล็กๆ ที่ไหลรินอยู่ไม่ไกล ต้นไม้แต่ละต้นดูเหมือนจะมีใบหน้าและเรื่องราวเป็นของตัวเอง กิ่งก้านที่บิดเบี้ยวคล้ายแขนที่ยื่นออกมาต้อนรับ หรือบางครั้งก็คล้ายจะฉุดรั้งให้หยุดเดิน
“ป่านี้เหมือนมีชีวิตจริงๆ” คาเลนเอ่ยเบาๆ มือยังคงวางอยู่บนด้ามดาบ แต่แววตาไม่ได้แสดงความระแวงมากนัก กลับเป็นความทึ่งมากกว่า
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ โดยไม่มีเส้นทางที่ชัดเจน เอลาริสปล่อยให้ความรู้สึกนำทาง เธอหลับตาลงเป็นพักๆ เพื่อรับฟังเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านใบไม้ สายลมนั้นไม่ได้บอกเส้นทางโดยตรง แต่เหมือนจะชี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง
แต่แล้ว ความสงบสุขก็ถูกทำลายลง เสียงกิ่งไม้หักดังกร๊อบแกร๊บจากพุ่มไม้เบื้องหน้า ตามมาด้วยเสียงคำรามต่ำๆ สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ขนสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเรืองแสงสีเขียว และเขี้ยวที่ยาวแหลมคม พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ มันคือ ‘วูล์ฟไกออน’ สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากพลังงานธาตุดินที่แปดเปื้อน มักจะปรากฏตัวเพื่อปกป้องอาณาเขตของมัน
“วูล์ฟไกออน!” ลูน่าอุทาน “มันดุร้ายและแข็งแกร่งมาก! ผิวหนังของมันแข็งแกร่งราวกับหิน!”
วูล์ฟไกออนพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว คาเลนชักดาบออกทันที และเข้าปะทะกับมัน เสียงดาบปะทะกับผิวหนังของวูล์ฟไกออนดังสนั่น แต่มันก็แทบไม่สะทกสะท้าน
เซธพยายามหาจังหวะโจมตีจากด้านข้าง ใช้มีดสั้นปาดไปตามรอยต่อของผิวหนังที่แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลร้ายแรงให้กับมันได้
เอลาริสรู้ดีว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เธอหลับตาลงอีกครั้ง พยายามสื่อสารกับจิตวิญญาณของป่า เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความสับสนที่อยู่ในตัววูล์ฟไกออน สัตว์อสูรตัวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์ร้าย แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกความมืดมิดกัดกิน
“อย่าทำร้ายมัน!” เอลาริสร้องห้ามคาเลนและเซธ “มันถูกครอบงำ!”
เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินเปล่งประกายออกมา พร้อมกับแสงสีเขียวอ่อนๆ ที่แผ่ซ่านออกมาจากป่ารอบตัวเธอ เธอร่ายมนตร์ที่เธอเพิ่งเรียนรู้จากคัมภีร์ ‘คาถาแห่งการชำระล้างจิตวิญญาณ’
พลังงานสีเขียวอ่อนๆ จากป่าไหลมารวมกันที่ปลายคทาของเธอ พร้อมกับพลังแห่งแสงจากคทา แสงนั้นพุ่งเข้าห่อหุ้มร่างของวูล์ฟไกออน แสงไม่ได้ทำร้ายมันโดยตรง แต่กลับชำระล้างพลังงานมืดที่กัดกินจิตวิญญาณของมัน
วูล์ฟไกออนส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่เสียงนั้นไม่ได้แสดงถึงความโกรธแค้น แต่กลับเป็นความเจ็บปวดจากการถูกปลดปล่อย พลังงานมืดสีดำค่อยๆ ไหลออกจากร่างของมัน และสลายไปในอากาศ
เมื่อแสงสว่างจางลง วูล์ฟไกออนก็ล้มลงบนพื้นดิน ร่างของมันกลับคืนสู่สภาพปกติ ขนสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาที่เคยเรืองแสงสีเขียวกลับกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนที่ดูอ่อนโยน มันมองมาที่เอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ ก่อนที่จะเดินเตาะแตะเข้าไปในพุ่มไม้และหายไปในป่าลึก
“เธอช่วยมันไว้เอลาริส!” ลูน่าเอ่ยด้วยความทึ่ง “เธอชำระล้างความมืดมิดออกจากจิตวิญญาณของมัน!”
“นี่คือพลังที่แท้จริงของการสื่อสารกับธรรมชาติ” เอลาริสเอ่ย “ไม่ใช่แค่การควบคุม แต่คือการเข้าใจและเยียวยา”
หลังจากเหตุการณ์นั้น ป่าก็ดูเหมือนจะยอมรับพวกเขามากขึ้น ต้นไม้บางต้นที่เคยดูเหมือนจะขวางทางก็ค่อยๆ เปิดทางให้พวกเขาเดินผ่านไปได้ เสียงกระซิบของสายลมก็ชัดเจนขึ้น นำทางพวกเขาไปยังใจกลางของป่า
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงลานโล่งแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางป่า ตรงกลางลานมีต้นไม้ขนาดมหึมา ต้นไม้ที่สูงที่สุดและเก่าแก่ที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นมา ลำต้นของมันใหญ่โตจนต้องใช้คนหลายสิบคนโอบรอบ กิ่งก้านแผ่กว้างจนบดบังท้องฟ้าทั้งหมด ใบของมันมีสีเขียวสดใส และเปล่งประกายเรืองรองจางๆ ราวกับมีดวงดาวสถิตอยู่ภายใน
ที่โคนต้นไม้ขนาดมหึมา มีดอกไม้สีทองดอกหนึ่งเบ่งบานอยู่ ดอกไม้นั้นมีกลีบดอกที่ละเอียดอ่อน และเปล่งประกายสีทองอ่อนๆ ราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ
“นั่นคือแก่นพฤกษาแห่งชีวิต” ลูน่ากระซิบ “ดอกไม้ที่ถือกำเนิดจากพลังงานบริสุทธิ์ของป่า เป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตและพลังแห่งการฟื้นฟู”
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ดอกไม้สีทองอย่างช้าๆ เธอรู้สึกถึงพลังงานที่เปี่ยมล้นจากมัน พลังงานที่บริสุทธิ์และอบอุ่น ราวกับเป็นหัวใจของป่าทั้งป่า
เมื่อเธอยื่นมือออกไปสัมผัส ดอกไม้สีทองก็ส่องประกายสว่างจ้าขึ้น แสงนั้นห่อหุ้มร่างของเธอไว้ชั่วขณะ เอลาริสรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ไหลผ่านเข้าสู่ตัวเธอ พลังงานแห่งชีวิต พลังงานแห่งการฟื้นฟู พลังงานแห่งการเชื่อมโยงกับทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ
เธอหลับตาลง และในห้วงแห่งจิตสำนึก เธอได้ยินเสียงกระซิบ เสียงที่ไม่ได้มาจากหู แต่มาจากจิตวิญญาณ เสียงของต้นไม้โบราณ เสียงของสายลม เสียงของผืนดิน เสียงของน้ำที่ไหลริน เสียงเหล่านั้นรวมกันเป็นหนึ่งเดียว บอกเล่าเรื่องราวของโลก เรื่องราวของชีวิต เรื่องราวของการสมดุล และเรื่องราวของมาลากอร์ อสูรที่พยายามจะทำลายสมดุลนั้น
“‘จงฟังเสียงแห่งโลก จงเข้าใจความเจ็บปวดของมัน จงเยียวยามันด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ พลังแห่งการฟื้นฟูจะนำพาสู่ชัยชนะ’” เสียงนั้นกระซิบ
เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น เธอก็รู้สึกว่าเธอได้ปลดล็อกพลังใหม่ในตัวเธอ ไม่ใช่แค่พลังเวท แต่เป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับโลก และบทบาทของเธอในฐานะผู้พิทักษ์
แก่นพฤกษาแห่งชีวิตไม่ได้หายไปไหน แต่กลับเรืองแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง และลอยขึ้นมาจากพื้นดิน ลอยวนรอบตัวเอลาริสชั่วครู่ ก่อนที่จะค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองที่ไหลเข้าสู่คทาสุริยันจันทราของเธอ
คทาของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีทองและสีเงินผสมผสานกับแสงสีเขียวอ่อนๆ ของพลังแห่งธรรมชาติ
“เธอได้รับพลังแห่งการฟื้นฟูแล้วเอลาริส” ลูน่าเอ่ยด้วยความปลื้มปิติ
“ใช่” เอลาริสพยักหน้า “ฉันรู้สึกได้ถึงมัน”
ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวจะเดินทางกลับ ลมก็พัดแรงขึ้น เสียงกระซิบของป่าเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสียงที่อ่อนโยนอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่บ่งบอกถึงความกังวลและความหวาดกลัว
“เกิดอะไรขึ้น?” คาเลนถาม
เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ที่เคยถูกบดบังด้วยกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ ตอนนี้กลับมีรอยแยกเล็กๆ บนท้องฟ้า รอยแยกสีดำสนิทที่ค่อยๆ ขยายตัวออกอย่างช้าๆ ราวกับเป็นบาดแผลบนผืนฟ้า
“มาลากอร์...” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่วเบา “มันกำลังพยายามจะกลับมา”
รอยแยกบนท้องฟ้าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถมองข้ามได้ มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้เข้ามาทุกที และมาลากอร์ก็กำลังพยายามหาทางปลดปล่อยตัวเองออกมาจากมิติแห่งการผนึก
“เราไม่มีเวลาแล้ว” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “เราต้องเร่งเดินทางไปที่ ‘วิหารแห่งกาลเวลา’ ตามที่คัมภีร์บอกไว้ ที่นั่นอาจจะมีคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยเราผนึกมาลากอร์ได้อย่างสมบูรณ์”
พวกเขาหันหลังให้กับป่าศักดิ์สิทธิ์เอลเดอร์วูด ทิ้งความสงบสุขและความรู้ที่ได้รับไว้เบื้องหลัง และมุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ เพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก