คทาสุริยัน

ตอนที่ 109 — แผนที่แห่งดวงดาวและการเดินทางครั้งใหม่

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,037 คำ

การเดินทางออกจากหุบเขาแห่งมนตราเป็นไปอย่างทุลักทุเล เสียงการปะทะกันของเวทมนตร์และคมดาบยังคงดังก้องอยู่เบื้องหลังราวกับเป็นเสียงเตือนถึงภัยคุกคามที่ยังไม่จางหายไป เอลาริส ฟินน์ และไลร่า ต้องหลบหนีการตามล่าของปีศาจที่กระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศทาง ด้วยความชำนาญการเอาตัวรอดในป่าของไลร่า และความสามารถในการสร้างภาพลวงตาของฟินน์ ‌พวกเขาจึงสามารถหลบหนีออกมาจากหุบเขาได้สำเร็จในที่สุด แม้จะเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและคราบสกปรกจากการเดินทาง

เมื่อมาถึงชายป่าที่ห่างไกลจากหุบเขาพอสมควร ทั้งสามก็หยุดพักภายใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ไลร่าจัดเตรียมเสบียงและน้ำดื่ม ส่วนฟินน์กำลังตรวจสอบสภาพของบันทึกโบราณที่เอลาริสถือมาด้วยความระมัดระวัง

“บันทึกนี้ยังสมบูรณ์ดี” ฟินน์กล่าวด้วยความโล่งใจ “ดูเหมือนว่าพลังเวทที่ฝังอยู่ในตัวมันจะช่วยปกป้องมันจากการเสียหาย”

เอลาริสพยักหน้า เธอเปิดบันทึกไปที่หน้าแผนที่อีกครั้ง ​ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นทางที่คดเคี้ยวและสัญลักษณ์โบราณต่างๆ บนนั้น แผนที่นี้ไม่ได้แสดงเพียงภูมิประเทศเท่านั้น หากแต่ยังระบุตำแหน่งของพลังเวทที่ซ่อนเร้น และเส้นทางที่เชื่อมโยงกับดวงดาวบนท้องฟ้า

“เราจะเริ่มต้นจากที่ไหนดี” ไลร่าถาม พลางส่งน้ำให้เอลาริส

“จากบันทึกนี้ ชิ้นส่วน ‍‘เพลิงสุริยัน’ ถูกซ่อนอยู่ที่ ‘วิหารแห่งสุริยัน’ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้” เอลาริสกล่าว พลางชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่ “ส่วน ‘น้ำแข็งจันทรา’ ‌อยู่ที่ ‘หอคอยแห่งจันทรา’ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ อยู่ที่ ‘ศูนย์รวมแห่งดวงดาว’ ใจกลางทวีป”

“ดูเหมือนว่าวิหารแห่งสุริยันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด” ‍ฟินน์พึมพำ “มันเป็นเส้นทางที่ตรงที่สุดและดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดในตอนนี้”

“เราไม่มีเวลามากนัก” เอลาริสกล่าว ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึง เราต้องรวบรวมคทาให้ได้ก่อนที่มาลากอร์จะปลดปล่อยความมืดมิดสู่โลก”

“แต่การเดินทางไปยังวิหารแห่งสุริยันนั้นไม่ง่ายเลยนะเอลาริส” ไลร่าเตือน “แผนที่ระบุว่าเราจะต้องผ่าน ​‘ทะเลทรายแห่งเพลิง’ ซึ่งเป็นดินแดนที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย”

“ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน เราก็ต้องไปให้ถึง” เอลาริสตอบเสียงหนักแน่น “นี่คือโชคชะตาของข้า และเป็นความหวังสุดท้ายของโลก”

ฟินน์และไลร่ามองหน้ากัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในตัวเอลาริส ที่เปลี่ยนจากเด็กสาวกำพร้าที่หวาดกลัวเป็นผู้นำที่กล้าหาญ ​พวกเขารู้ว่าไม่อาจปฏิเสธเธอได้

“ถ้าอย่างนั้น เราจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทาง” ไลร่ากล่าว “เราต้องหาเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทะเลทราย”

“ฟินน์ เจ้าช่วยศึกษาแผนที่และบันทึกให้ละเอียดอีกครั้ง” เอลาริสกล่าว “เราต้องรู้ทุกอย่างที่เราจะรู้ได้เกี่ยวกับวิหารแห่งสุริยัน และ ​‘เพลิงสุริยัน’ ที่ซ่อนอยู่ที่นั่น”

ฟินน์พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น เขาหยิบบันทึกโบราณขึ้นมาเปิดอ่านอย่างตั้งใจ พลางพึมพำกับตัวเองด้วยภาษาโบราณที่เข้าใจยาก

ในขณะที่ทั้งสามกำลังวางแผนการเดินทาง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้เคียง ไลร่าชักกริชออกมาเตรียมพร้อม เอลาริสรวบรวมพลังเวทไว้ในมือ

แต่เมื่อร่างนั้นปรากฏออกมา พวกเขาก็ต้องประหลาดใจ เซอร์เคเอลปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและคราบเลือด แต่ดวงตายังคงเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่น

“เซอร์เคเอล!” เอลาริสอุทานด้วยความโล่งใจ “ท่านปลอดภัยดีใช่ไหมคะ แล้วอาจารย์มาธาร์ดล่ะคะ”

เซอร์เคเอลทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง “อาจารย์มาธาร์ด…ท่านรั้งพวกปีศาจไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่พวกมันมีจำนวนมากเกินไป อาจารย์สั่งให้ข้าตามมาคุ้มกันพวกท่าน”

“แล้วท่านอาจารย์ล่ะคะ ท่านบาดเจ็บมากไหม” เอลาริสถามด้วยความเป็นห่วง

เซอร์เคเอลส่ายหน้าช้าๆ “ท่านอาจารย์ไม่ได้บาดเจ็บมากพ่ะย่ะค่ะ แต่ท่านสั่งให้ข้าพาพวกท่านไปให้ถึงวิหารแห่งสุริยันให้ได้ ท่านบอกว่า ‘เพลิงสุริยัน’ คือสิ่งที่เราต้องได้มาเป็นอันดับแรก”

“แล้วท่านอาจารย์จะตามมาหรือไม่” ฟินน์ถาม

“ท่านบอกว่าท่านจะตามมาเมื่อจัดการกับพวกปีศาจได้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ท่านกำชับให้พวกท่านอย่ารอช้า” เซอร์เคเอลตอบ “พวกปีศาจกำลังตามรอยเรามาอย่างกระชั้นชิด”

เอลาริสรู้สึกผิดและกังวลใจ แต่เธอก็รู้ดีว่าอาจารย์มาธาร์ดและเซอร์เคเอลกำลังเสียสละเพื่อเธอ เธอต้องไม่ทำให้ความเสียสละของพวกเขาไร้ความหมาย

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีเวลาจะพักแล้ว” เอลาริสกล่าว “เราต้องมุ่งหน้าไปยังวิหารแห่งสุริยันให้เร็วที่สุด”

เซอร์เคเอลพยักหน้า เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้จะเหนื่อยล้า แต่เขาก็พร้อมที่จะปกป้องเอลาริสและสหาย

“โปรดนำทางพ่ะย่ะค่ะ เอลาริส” เซอร์เคเอลกล่าว

ทั้งสี่เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีเอลาริสเป็นผู้นำทางด้วยบันทึกโบราณและสัญชาตญาณที่เชื่อมโยงกับพลังของราชวงศ์สุริยันจันทรา พวกเขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจุดหมายคือวิหารแห่งสุริยัน ซึ่งซ่อนอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่

การเดินทางนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องผ่านป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้าย ข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราก และหลบหนีการตามล่าของหน่วยสอดแนมของมาลากอร์ที่ปรากฏตัวขึ้นเป็นระยะๆ แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน พวกเขาก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นมาได้

เซอร์เคเอลผู้แข็งแกร่งเป็นเหมือนโล่กำบังให้ทุกคน ไลร่าผู้คล่องแคล่วเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางและนักสอดแนม ฟินน์ผู้รอบรู้เป็นผู้ไขปริศนาและใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือในยามคับขัน และเอลาริส ผู้เป็นแกนหลักของการเดินทาง ด้วยพลังเวทที่กำลังเติบโต และสัญชาตญาณแห่งราชวงศ์ที่นำทางเธอไปสู่จุดหมาย

ระหว่างทาง ฟินน์ได้ค้นพบรายละเอียดที่น่าสนใจจากบันทึกโบราณ

“เอลาริส จากบันทึกนี้ วิหารแห่งสุริยันไม่ใช่แค่สถานที่เก็บ ‘เพลิงสุริยัน’ เท่านั้น” ฟินน์กล่าว “มันยังเป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษของเจ้าใช้ฝึกฝนพลังแห่งสุริยันด้วย”

“หมายความว่าอย่างไรฟินน์” เอลาริสถาม

“หมายความว่า ในวิหารนั้นมี ‘บททดสอบแห่งสุริยัน’ ซึ่งเป็นชุดการทดสอบที่จะช่วยปลดล็อกพลังแห่งสุริยันในตัวเจ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ฟินน์อธิบาย “และเมื่อเจ้าผ่านบททดสอบนั้น เจ้าจึงจะสามารถเข้าถึง ‘เพลิงสุริยัน’ ได้”

เอลาริสรู้สึกตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การตามหาวัตถุโบราณ แต่เป็นการเดินทางเพื่อค้นพบพลังที่แท้จริงในตัวเธอเอง

“บททดสอบเหล่านั้นจะยากแค่ไหน” ไลร่าถาม

“บันทึกไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก” ฟินน์ตอบ “แต่บอกเพียงว่า ‘ผู้ที่ไม่คู่ควรจะถูกเผาผลาญด้วยเพลิงสุริยัน’ ซึ่งฟังดูไม่ค่อยดีนัก”

ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เอลาริสก็ยังคงยึดมั่นในความมุ่งมั่นของเธอ

“ไม่ว่าบททดสอบจะยากแค่ไหน ข้าก็จะผ่านมันไปให้ได้” เอลาริสกล่าวเสียงหนักแน่น “ข้าจะปลดล็อกพลังแห่งสุริยัน และจะนำ ‘เพลิงสุริยัน’ กลับคืนมา”

เซอร์เคเอลมองเอลาริสด้วยแววตาชื่นชม “ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านพ่ะย่ะค่ะ เอลาริส”

เมื่อเข้าใกล้ทะเลทรายแห่งเพลิง อุณหภูมิก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผืนทรายสีแดงอมส้มแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา แสงอาทิตย์แผดเผาราวกับจะหลอมละลายทุกสิ่งทุกอย่าง ลมร้อนพัดกระหน่ำนำพาทรายมาปะทะใบหน้า

“นี่คือทะเลทรายแห่งเพลิงจริงๆ ด้วย” ไลร่าพึมพำ “ดูเหมือนว่าเราจะต้องพึ่งพาพลังของเอลาริสแล้วนะ”

เอลาริสพยักหน้า เธอรวบรวมพลังเวทแห่งน้ำที่อาจารย์มาธาร์ดสอนให้ สร้างเกราะน้ำบางๆ ขึ้นรอบตัวเธอและสหาย เพื่อช่วยลดความร้อนของทะเลทราย แม้จะไม่สามารถต้านทานความร้อนทั้งหมดได้ แต่ก็ช่วยให้พวกเขารู้สึกสบายขึ้นมาก

การเดินทางผ่านทะเลทรายเป็นไปอย่างช้าๆ และทรมาน พวกเขาต้องเผชิญกับสัตว์ร้ายในทะเลทราย งูยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย และแมงป่องพิษขนาดมหึมา เซอร์เคเอลและไลร่าต้องใช้ทักษะการต่อสู้ทั้งหมดเพื่อปกป้องทุกคน ฟินน์ใช้เวทมนตร์ในการหาแหล่งน้ำและสร้างภาพลวงตาเพื่อหลอกล่อสัตว์ร้าย

เอลาริสเองก็ใช้พลังเวทของเธอในการสร้างโอเอซิสขนาดเล็กเพื่อเติมน้ำให้ทุกคน และใช้แสงแห่งปฐมกาลขับไล่สัตว์ร้ายที่กลัวแสงสว่าง เธอเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของเธอได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวันของการเดินทาง

ในที่สุด หลังจากผ่านไปหลายวันของการเดินทางที่ยาวนานและทรหด พวกเขาก็ได้เห็นเงารางๆ ของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย มันคือวิหารโบราณที่ทำจากหินสีทองอร่าม เปล่งประกายราวกับถูกสร้างขึ้นจากแสงอาทิตย์ มันคือ ‘วิหารแห่งสุริยัน’

“เรามาถึงแล้ว” เอลาริสกล่าวเสียงแหบพร่า แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและหวัง

ความท้าทายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ที่วิหารแห่งสุริยัน สถานที่ที่เธอจะต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบแห่งบรรพบุรุษ และปลดล็อกพลังที่แท้จริงของเธอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามครั้งสุดท้ายกับราชาปีศาจมาลากอร์

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!