แสงสุริยันจันทราที่เปล่งประกายจากคทาในมือของเอลาริส ส่องนำทางพวกเขาออกจากนครแห่งจันทราที่สาบสูญที่บัดนี้ดูเหมือนจะสลัวมืดลงไปอีกหลังจากการปลุกพลังของคทา การต่อสู้กับซอร์ธัสได้สอนบทเรียนสำคัญให้เอลาริสว่า การครอบครองคทาไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบที่แท้จริง
เมื่อออกมาจากเขาวงกตและผ่านประตูหินออกมายังหุบเขาเงาจันทราอีกครั้ง ดวงจันทร์คู่บนท้องฟ้ายังคงทาบทับกันอย่างสมบูรณ์ แสงสีแดงก่ำของมันสาดส่องลงมา สร้างบรรยากาศที่น่าขนลุก แต่คทาในมือของเอลาริสกลับส่องสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม ราวกับท้าทายความมืดมิดนั้น
“เราควรจะหาที่พักก่อน” เซริสกล่าว “ฟินิกซ์ยังบาดเจ็บอยู่”
บาดแผลที่แขนของฟินิกซ์ลึกกว่าที่คิด แม้เซริสจะใช้เวทมนตร์รักษาไปบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังคงเสียเลือดและอ่อนเพลีย
พวกเขาตัดสินใจเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยจนพบกับถ้ำขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกเล็กๆ ที่นั่น พวกเขาจุดไฟขึ้นและพักฟื้นร่างกาย
“พลังของคทานี่น่าทึ่งจริงๆ” ฟินิกซ์กล่าว พลางมองคทาในมือของเอลาริส “ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะสามารถปลุกพลังของมันได้เร็วขนาดนี้”
“ฉันก็ไม่คิดเหมือนกัน” เอลาริสตอบ “มันเหมือนกับว่าคทามันรอคอยฉันมานานแสนนาน”
“มันคือพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่ผูกมัดราชวงศ์ของเธอเข้ากับคทานั่นแหละ” เซริสอธิบาย “พลังของเธอและคทาเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ลีออนเปิดแผนที่เก่าแก่อีกครั้ง เขาชี้ไปยังจุดหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากนครแห่งจันทราที่สาบสูญ
“อักษรรูนบอกว่า เมื่อทายาทแห่งสุริยันจันทราได้ครอบครองคทาแล้ว จะต้องเดินทางไปยัง ‘วิหารแห่งแสงนิรันดร์’ เพื่อรับบททดสอบสุดท้ายจากผู้พิทักษ์ทั้งสาม” ลีออนกล่าว “มันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกซ่อนไว้มานานแสนนาน”
“ผู้พิทักษ์ทั้งสาม?” เอลาริสทวนคำ
“ใช่แล้ว” ลีออนพยักหน้า “คำทำนายกล่าวว่า พวกเขาคือตัวแทนของ ‘ความกล้าหาญ’ ‘สติปัญญา’ และ ‘ความเมตตา’ ผู้ซึ่งจะตัดสินว่าทายาทแห่งสุริยันจันทราสมควรที่จะใช้พลังของคทาเพื่อปกป้องโลกหรือไม่”
“แล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไร?” ฟินิกซ์ถาม
“แผนที่บอกว่ามันจะปรากฏขึ้นเมื่อพลังของคทาถูกปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์” ลีออนตอบ “และฉันคิดว่าตอนนี้มันคงปรากฏขึ้นแล้ว”
หลังจากพักผ่อนและรักษาบาดแผลกันจนพอสมควร พวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ทิศทางที่แผนที่ระบุไว้ การเดินทางในยามค่ำคืนภายใต้แสงจันทร์คู่ที่ยังคงทาบทับกันนั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงัดและบรรยากาศที่หนักอึ้ง
เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากคทา มันนำทางเธอไปสู่สถานที่ที่ซ่อนเร้น ราวกับมีเส้นด้ายที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงเธอกับวิหารนั้น
เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าที่รกทึบ จู่ๆ แสงสว่างจ้าก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แสงนั้นไม่ใช่แสงจากดวงจันทร์ แต่เป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องสว่างขึ้นมาจากพื้นดิน
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้แหล่งกำเนิดแสงนั้น และพบว่ามันคือทางเข้าวิหารขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ วิหารนั้นสูงเสียดฟ้า มีเสาขนาดใหญ่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง และมีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวสลักอยู่ทั่วผนัง
“วิหารแห่งแสงนิรันดร์” เอลาริสกระซิบด้วยความทึ่ง
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในวิหาร พวกเขาก็พบว่าภายในวิหารนั้นสว่างไสวราวกับกลางวัน แสงสว่างที่เปล่งออกมาจากผนังและเพดานวิหารให้ความรู้สึกอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์
ตรงกลางวิหาร มีแท่นวงกลมขนาดใหญ่สามแท่นตั้งอยู่ และบนแท่นแต่ละแท่น มีรูปปั้นขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่
รูปปั้นแรกเป็นรูปปั้นของอัศวินผู้กล้าหาญ สวมชุดเกราะเต็มยศ มือถือดาบขนาดใหญ่ ดวงตาของมันเปล่งประกายด้วยพลังงานแห่งความมุ่งมั่น
รูปปั้นที่สองเป็นรูปปั้นของนักปราชญ์ชราผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมยาว มือถือม้วนคัมภีร์ ดวงตาของมันเปล่งประกายด้วยพลังงานแห่งสติปัญญา
รูปปั้นที่สามเป็นรูปปั้นของเทพีผู้สง่างาม สวมชุดคลุมที่พลิ้วไหว มือถือดอกบัวบาน ดวงตาของมันเปล่งประกายด้วยพลังงานแห่งความเมตตา
“นี่คือผู้พิทักษ์ทั้งสาม” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
ทันใดนั้น ดวงตาของรูปปั้นทั้งสามก็เริ่มเรืองแสงขึ้นมาพร้อมกัน แสงนั้นพุ่งตรงเข้าสู่เอลาริส
“ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เสียงอันกังวานและทรงพลังดังขึ้นมาจากรูปปั้นอัศวิน “เจ้าได้ครอบครองคทาแล้ว แต่เจ้าสมควรที่จะใช้พลังของมันหรือไม่?”
“ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งความกล้าหาญ” รูปปั้นอัศวินกล่าว “เจ้าจะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้ามีความกล้าหาญมากพอที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
ทันใดนั้น พื้นวิหารก็เริ่มสั่นสะเทือน ภาพลวงตาของปีศาจที่น่ากลัวเริ่มปรากฏขึ้นรอบตัวเอลาริส พวกมันพุ่งเข้าใส่เธออย่างไม่เกรงกลัว
เอลาริสชูคทาขึ้น เธอรู้ดีว่านี่คือบททดสอบ เธอจะไม่ยอมให้ความกลัวเข้าครอบงำเธออีกต่อไป
“ข้าจะไม่ยอมแพ้!” เอลาริสตะโกน เธอร่ายมนตร์ “แสงสุริยันพิฆาต” ลำแสงสีทองพุ่งออกจากคทาเข้าใส่ภาพลวงตาเหล่านั้น สลายพวกมันให้หายไปในพริบตา
แต่ภาพลวงตาเหล่านั้นกลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มากขึ้นกว่าเดิม และดูสมจริงยิ่งกว่าเดิม พวกมันพุ่งเข้าใส่เอลาริสจากทุกทิศทาง
เอลาริสหลับตาลง เธอรู้สึกถึงความกลัวที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามา แต่เธอก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจเธอ เธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมีพลังของคทาสุริยันจันทราอยู่ในมือ และเธอมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องโลกใบนี้
เอลาริสลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ และร่ายมนตร์ “เกราะแสงสุริยันจันทรา” แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งออกมาจากคทา ก่อตัวเป็นเกราะแสงที่แข็งแกร่งห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้ ภาพลวงตาของปีศาจทั้งหมดพุ่งเข้าชนเกราะแสงนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้
“ข้าจะไม่หวาดกลัว!” เอลาริสตะโกน “ข้าคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา! ข้าจะสู้เพื่อปกป้องทุกสิ่ง!”
ทันใดนั้น ภาพลวงตาของปีศาจทั้งหมดก็สลายหายไป แสงจากรูปปั้นอัศวินก็หรี่ลง
“เจ้าได้ผ่านบททดสอบแห่งความกล้าหาญแล้ว” รูปปั้นอัศวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพอใจ
แต่ยังไม่ทันที่เอลาริสจะได้พัก รูปปั้นนักปราชญ์ชราก็เริ่มเรืองแสงขึ้นมา
“ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งสติปัญญา” รูปปั้นนักปราชญ์กล่าว “เจ้าจะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้ามีสติปัญญามากพอที่จะใช้พลังของคทาอย่างชาญฉลาด”
ทันใดนั้น ภาพของปริศนาต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเอลาริส เป็นปริศนาที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ พวกมันเป็นปริศนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณ เวทมนตร์ที่ลึกลับ และคำทำนายที่ซับซ้อน
เอลาริสรู้ดีว่าเธอไม่สามารถตอบปริศนาทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวเอง เธอหันไปมองเพื่อนๆ ของเธอ
“พวกเราจะช่วยเธอเอลาริส!” ลีออนตะโกน เขาเริ่มวิเคราะห์ปริศนาต่างๆ อย่างรวดเร็ว
เซริสใช้ความรู้ด้านเวทมนตร์โบราณและตำนานปรัมปราของเธอในการไขปริศนาที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์
ฟินิกซ์แม้จะไม่เก่งเรื่องปริศนา แต่เขาก็ใช้สัญชาตญาณและความเข้าใจในโลกของเขาในการให้คำแนะนำบางอย่าง
เอลาริสเองก็ใช้ความรู้ที่เธอได้รับจากเอเธน่าและภาพนิมิตต่างๆ ในการไขปริศนาที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ของเธอ ด้วยความร่วมมือของทุกคน ปริศนาต่างๆ ก็ค่อยๆ ถูกไขออกไปทีละข้อ
“เจ้าไม่ได้พึ่งพาแต่เพียงพลังของเจ้าเอง” รูปปั้นนักปราชญ์กล่าว “เจ้าใช้สติปัญญาของเพื่อนๆ ของเจ้าด้วย นั่นคือสติปัญญาที่แท้จริง”
แสงจากรูปปั้นนักปราชญ์หรี่ลง และรูปปั้นเทพีผู้สง่างามก็เริ่มเรืองแสงขึ้นมา
“ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งความเมตตา” รูปปั้นเทพีกล่าว “เจ้าจะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้ามีความเมตตามากพอที่จะใช้พลังของคทาเพื่อปกป้องทุกชีวิต ไม่ใช่แค่เพื่อชัยชนะ”
ทันใดนั้น ภาพของความทุกข์ยากและความเจ็บปวดก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเอลาริส ภาพของผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมานจากสงคราม ความอดอยาก และความสิ้นหวัง ภาพของสัตว์ป่าที่กำลังถูกล่า ภาพของธรรมชาติที่กำลังถูกทำลาย
เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดไปกับภาพเหล่านั้น เธอรู้สึกถึงความทุกข์ทรมานของทุกชีวิตที่กำลังเผชิญหน้ากับความมืดมิด เธอรู้ดีว่าพลังของคทาไม่ใช่แค่เพื่อการต่อสู้ แต่เพื่อการเยียวยาและการฟื้นฟูด้วย
เธอหลับตาลง เธอรู้สึกถึงความรักและความเมตตาที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอรู้สึกถึงความปรารถนาที่จะช่วยเหลือทุกชีวิตบนโลกใบนี้
เอลาริสชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีทองและสีเงินจากคทาเปล่งประกายออกมาอย่างอ่อนโยน แสงนั้นพุ่งตรงเข้าสู่ภาพของความทุกข์ยากและความเจ็บปวดเหล่านั้น แสงนั้นไม่ได้ทำลายภาพเหล่านั้น แต่กลับเยียวยาและปลอบประโลมพวกมัน ทำให้ภาพเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยภาพของความสงบสุขและความหวัง
“เจ้าใช้พลังของเจ้าเพื่อเยียวยา ไม่ใช่เพื่อทำลาย” รูปปั้นเทพีกล่าว “เจ้ามีความเมตตาที่แท้จริง”
แสงจากรูปปั้นเทพีหรี่ลง และรูปปั้นทั้งสามก็กลับคืนสู่สภาพเดิมที่เงียบสงบ
“เจ้าได้ผ่านบททดสอบแห่งผู้พิทักษ์ทั้งสามแล้ว เอลาริส” เสียงอันกังวานของรูปปั้นทั้งสามดังขึ้นพร้อมกัน “เจ้าสมควรที่จะใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อปกป้องโลกใบนี้”
ทันใดนั้น พื้นวิหารก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แท่นบูชาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงกลางวิหาร เหนือแท่นบูชานั้น มีแท่นคริสตัลขนาดใหญ่ลอยอยู่ และภายในแท่นคริสตัลนั้น มีดวงแก้วสีรุ้งเปล่งประกายอยู่
“นี่คือ ‘แก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา’” ลีออนกล่าวด้วยความทึ่ง “มันคือแหล่งพลังงานที่แท้จริงของคทา”
“เมื่อเจ้าวางคทาลงบนแท่นคริสตัลนี้ พลังของคทาจะถูกปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์ และเจ้าจะกลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทราอย่างแท้จริง” เซริสอธิบาย
เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้แท่นคริสตัล เธอชูคทาขึ้น และค่อยๆ วางมันลงบนดวงแก้วสีรุ้งนั้น
ทันทีที่คทาสัมผัสกับดวงแก้ว แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากแท่นคริสตัล แสงนั้นส่องสว่างไปทั่วทั้งวิหาร และพุ่งทะลุเพดานวิหารขึ้นไปบนท้องฟ้า
เอลาริสรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังถูกชำระล้างด้วยแสงบริสุทธิ์ พลังงานอันมหาศาลไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอรู้สึกว่าเธอได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับคทาสุริยันจันทราอย่างสมบูรณ์
บนท้องฟ้า แสงจากคทาพุ่งทะลุเมฆออกไป และส่องไปกระทบดวงจันทร์คู่ที่ทาบทับกันอยู่ ทำให้แสงสีแดงก่ำของพวกมันเปลี่ยนเป็นแสงสีทองและสีเงินที่งดงาม
“เธอทำได้แล้วเอลาริส!” ฟินิกซ์ตะโกนด้วยความยินดี
เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทองและสีเงิน เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ ตอนนี้เธอไม่เพียงแค่ครอบครองคทา แต่เธอยังได้กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทราอย่างสมบูรณ์แล้ว
แต่แล้ว ทันใดนั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นมาจากภายนอกวิหาร เสียงคำรามที่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และทำให้แสงสว่างในวิหารดูหรี่ลง
“มาลากอร์!” เอลาริสกระซิบ
“มันรู้แล้วว่าเจ้าได้ปลุกพลังของคทาขึ้นมา” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
“เตรียมตัวให้พร้อมทุกคน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “สงครามที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น”
เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ แสงจากคทาส่องสว่างนำทางพวกเขาออกจากวิหารแห่งแสงนิรันดร์ เพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก