คทาสุริยัน

ตอนที่ 47 — เขาวงกตกระซิบแห่งเอลดอเรีย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,340 คำ

สายลมเย็นเยียบพัดโชยผ่านซอกหินเก่าแก่ กลิ่นอับชื้นของมอสและดินปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของพืชพรรณแปลกตาที่เลื้อยพันตามผนังศิลาสูงชัน เอลาริสก้าวเท้าเข้าไปในปากทางเข้าของสิ่งที่อาจารย์เอลดรินเรียกว่า "เขาวงกตกระซิบแห่งเอลดอเรีย" ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นระคนความหวัง ‌ภารกิจของพวกเขาคือการค้นหา "หัวใจศิลาสุริยัน" อัญมณีโบราณที่เชื่อกันว่ามีความเชื่อมโยงกับคทาสุริยันจันทรา และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกพลังที่แท้จริงของมัน

เบื้องหน้าของพวกเขาคืออุโมงค์ศิลาที่มืดมิดและคดเคี้ยว ผนังเต็มไปด้วยอักษรรูนโบราณที่เรืองแสงเรื่อๆ เป็นจังหวะคล้ายชีพจรของสถานที่แห่งนี้ ความรู้สึกกดดันอันหนักอึ้งคล้ายม่านพลังงานโบราณห่อหุ้มรอบตัว ทำให้เส้นผมของเอลาริสลุกชันขึ้นมาเล็กน้อย ​คทาสุริยันจันทราที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเธอก็สั่นสะท้านเบาๆ ราวกับตอบรับกับพลังที่ซ่อนอยู่ภายในเขาวงกต

"ระวังตัวกันให้ดี ที่นี่ไม่ใช่เพียงเขาวงกตธรรมดา" อาจารย์เอลดรินเตือน เสียงแหบพร่าของท่านก้องกังวานในความมืด "จิตวิญญาณแห่งเอลดอเรียยังคงเฝ้าระวังผู้บุกรุก พลังของมันสามารถสร้างภาพลวงตาที่สมจริงยิ่งกว่าความจริง และบิดเบือนจิตใจของผู้ที่อ่อนแอ"

เคเลนก้าวออกนำหน้า ‍ดาบยาวคู่ใจของเขาถูกชักออกมาจากฝัก ใบดาบสะท้อนแสงจากคบเพลิงที่ไลร่าถืออยู่ วูบไหวราวกับเปลวไฟกำลังเต้นระบำอยู่ในความมืดมิด ดวงตาคมกริบของอัศวินหนุ่มกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวเดินของเขามั่นคงและหนักแน่น ราวกับกำแพงเหล็กที่พร้อมจะปกป้องทุกคน

"เราพร้อมแล้วท่านอาจารย์" เคเลนเอ่ย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ‌"ไม่ว่าภาพลวงตาหรือปีศาจตนใด จะไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งพวกเราได้"

ไลร่ายิ้มกว้าง ดวงตาสีน้ำตาลประกายทองของเธอกลอกไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม มือเรียวเล็กของเธอกุมคบเพลิงแน่น "ขอแค่พวกมันไม่สร้างภาพลวงตาเป็นชุดใหม่ที่น่าเบื่อหน่าย ฉันก็ถือว่ายังพอไหว" เธอพูดติดตลก แต่แววตาของเธอนั้นจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ‍เซราฟิน่าเดินอยู่ข้างเอลาริส ใบหน้าของเธอดูซีดเซียวเล็กน้อยจากพลังกดดันที่แผ่ออกมา แต่เธอก็ยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง มือข้างหนึ่งกุมตำราโบราณที่เต็มไปด้วยอักษรและแผนผัง

"พลังเวทของที่นี่หนาแน่นมาก ราวกับมีชีวิตอยู่จริงๆ" เซราฟิน่ากระซิบกับเอลาริส "ฉันไม่เคยสัมผัสพลังที่บริสุทธิ์และเก่าแก่ขนาดนี้มาก่อน"

เอลาริสพยักหน้า เธอเองก็รู้สึกได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นนี้ ​มันไม่ได้น่ากลัวเสียทีเดียว แต่มันกลับรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมด้วยอ้อมกอดของอดีตอันไกลโพ้น เธอหลับตาลงชั่วครู่ พยายามเชื่อมโยงกับพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่รอบกายอย่างที่อาจารย์เอลดรินเคยสอน ทันใดนั้น ภาพของเส้นทางที่ชัดเจนกว่าก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเธอ ราวกับมีแสงเรืองรองบางๆ ส่องนำทางในความมืดมิดของจิตใจ

"ทางนี้ค่ะ" ​เอลาริสชี้ไปทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นทางแยกที่ดูไม่ต่างจากทางอื่นๆ ในเขาวงกต อาจารย์เอลดรินมองเธอด้วยแววตาชื่นชม "เจ้าสัมผัสถึงมันได้แล้วสินะ เอลาริส"

ทุกคนเดินตามเอลาริสไปอย่างไม่ลังเล พวกเขาเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและพลังที่กำลังตื่นขึ้นของเธอ ทางเดินที่พวกเขาเลือกนั้นดูเหมือนจะนำพาพวกเขาผ่านอุโมงค์ที่วกวนและห้องโถงที่ว่างเปล่า ​แต่ในไม่ช้า ความผิดปกติก็เริ่มปรากฏขึ้น

ภาพลวงตาแรกที่พวกเขาพบเจอคือภาพของกำแพงศิลาที่พังทลายลงมาขวางทางเบื้องหน้า เสียงหินแตกและฝุ่นควันคลุ้งไปทั่ว สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทุกคน เคเลนเตรียมชักโล่ขึ้นป้องกัน แต่เอลาริสกลับสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าเบื้องหลังภาพนั้น มันดูเหมือนจริงมาก แต่ไม่มีกลิ่นอายของฝุ่นหรือแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน

"มันเป็นภาพลวงตา!" เอลาริสตะโกน เธอรวบรวมพลังเวทแสงที่เธอเพิ่งฝึกฝนได้ไม่นาน แล้วร่ายมนตร์ง่ายๆ เพียงแค่สะบัดมือ พลังแสงสีเงินพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ พุ่งตรงไปยังกำแพงที่พังทลาย ทันใดนั้น ภาพลวงตาก็สลายไปราวกับหมอกควัน เผยให้เห็นทางเดินที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เบื้องหลัง

"ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส!" ไลร่าปรบมือเบาๆ "พลังของเธอกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"

การเดินทางภายในเขาวงกตดำเนินไปอย่างเชื่องช้า พวกเขาต้องเผชิญกับภาพลวงตามากมาย บางครั้งเป็นภาพของสัตว์ร้ายที่น่ากลัว หรือปีศาจที่เคยตามหลอกหลอนพวกเขาในอดีต บางครั้งก็เป็นภาพของบุคคลอันเป็นที่รักที่เรียกชื่อพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ภาพเหล่านั้นเล่นงานจิตใจของทุกคนอย่างหนักหน่วง เคเลนต้องต่อสู้กับภาพลวงตาของสนามรบที่เพื่อนพ้องล้มตาย เซราฟิน่าต้องเผชิญหน้ากับภาพของห้องสมุดที่ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น ไลร่าต้องหลบหนีจากภาพของเงาในอดีตที่ตามติดเธอไม่ห่าง

แต่เอลาริสกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละครั้งที่เธอใช้พลังเวทแสงเพื่อสลายภาพลวงตา เธอรู้สึกได้ว่าจิตใจของเธอแข็งแกร่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และความเชื่อมโยงกับคทาสุริยันจันทราก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าเขาวงกตแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายพวกเขาโดยตรง แต่มันมีไว้เพื่อทดสอบจิตใจและพลังของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นก่อนจะไปถึงจุดหมาย

ระหว่างทาง พวกเขาพบกับห้องโถงกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยประติมากรรมหินโบราณที่เล่าเรื่องราวของยุคสมัยที่เวทมนตร์ยังรุ่งเรือง เซราฟิน่าใช้เวลาถอดรหัสอักษรรูนบนผนัง เผยให้เห็นเรื่องราวของราชินีเอลดอเรีย ผู้เป็นบรรพบุรุษของเอลาริส และเป็นผู้สร้างเขาวงกตแห่งนี้เพื่อปกป้อง "หัวใจศิลาสุริยัน" จากผู้ที่หวังจะใช้พลังของมันในทางที่ผิด

"ราชินีเอลดอเรียเชื่อว่าหัวใจศิลาสุริยันจะเลือกผู้ที่คู่ควร ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด" เซราฟิน่าอ่านข้อความจากตำราของเธอ "เธอได้สร้างเขาวงกตแห่งนี้เพื่อทดสอบจิตใจ ความบริสุทธิ์ และความมุ่งมั่นของผู้ที่จะเป็นผู้พิทักษ์แห่งสุริยันและจันทราคนต่อไป"

คำพูดของเซราฟิน่าทำให้เอลาริสรู้สึกถึงภาระอันยิ่งใหญ่ที่วางอยู่บนบ่าของเธอ เธอไม่ใช่แค่เด็กสาวกำพร้าอีกต่อไป แต่เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์โบราณ ผู้ถูกลิขิตให้แบกรับภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์นี้

เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงทางแยกสุดท้าย อาจารย์เอลดรินก็หยุดนิ่ง ใบหน้าของท่านดูเคร่งเครียดกว่าปกติ

"เบื้องหน้าคือประตูสู่ห้องโถงแห่งหัวใจศิลา" อาจารย์เอลดรินกล่าว "แต่ก่อนที่เราจะไปถึงที่นั่น เราจะต้องผ่านบททดสอบสุดท้ายของเขาวงกตแห่งนี้ นั่นคือ 'ห้วงมิตรกระจกเงา' มันจะสะท้อนความกลัวที่ฝังลึกที่สุดในจิตใจของแต่ละคนออกมาให้เห็น และบังคับให้เราเผชิญหน้ากับมัน หากจิตใจไม่มั่นคงพอ อาจติดอยู่ในห้วงมิตินั้นตลอดไป"

ทุกคนมองหน้ากันด้วยความกังวล ห้วงมิตรกระจกเงาฟังดูอันตรายกว่าภาพลวงตาที่พวกเขาเคยเจอมามาก แต่ไม่มีใครถอย เคเลนจับด้ามดาบแน่น ไลร่าเตรียมมีดสั้นคู่กาย เซราฟิน่ากำตำราแน่นราวกับหาที่ยึดเหนี่ยว

"ข้าจะนำทางเอง" เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว "ฉันจะใช้พลังของคทาเพื่อนำทางพวกเราผ่านไปให้ได้"

เธอเดินนำหน้าเข้าไปในห้องโถงถัดไปซึ่งเต็มไปด้วยกระจกเงาขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่ไม่สิ้นสุด ราวกับกำลังเดินเข้าไปในโลกแห่งภาพสะท้อนที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหนาวเย็นที่กัดกินกระดูกแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ

ในกระจกเงาบานแรกที่เธอผ่านไป เธอเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็กกำลังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในมุมมืดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เธอเคยคิดว่าลืมเลือนไปแล้วกลับถาโถมเข้ามาอีกครั้ง

ในกระจกบานถัดมา เธอเห็นมาลากอร์ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของเธอ เผยรอยยิ้มเย้ยหยันและดวงตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกของมันก้องอยู่ในโสตประสาท "เจ้าคิดว่าเจ้าจะหยุดข้าได้งั้นรึ เด็กน้อยผู้ไร้พลัง? โลกนี้จะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดในไม่ช้า และเจ้าก็ทำได้เพียงมองดูเท่านั้น!"

เอลาริสตัวสั่นสะท้าน เธอพยายามจะสลัดภาพเหล่านั้นทิ้งไป แต่ภาพแห่งความกลัวกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภาพของเพื่อนพ้องที่ล้มตายลงเพราะปกป้องเธอ ภาพของโลกที่ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดเพราะเธออ่อนแอเกินไป

เธอรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ความกลัวกัดกินจิตใจของเธอจนแทบจะยืนไม่ไหว

"เอลาริส! อย่ายอมแพ้!" เสียงของเคเลนดังขึ้นมาจากด้านหลัง ราวกับปลุกเธอให้ตื่นจากฝันร้าย "เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน เราทุกคนอยู่เคียงข้างเจ้า!"

เธอหันไปมอง เคเลนกำลังต่อสู้กับภาพลวงตาของปีศาจที่เคยสังหารครอบครัวของเขา ไลร่ากำลังหลบหลีกภาพของเงาที่ตามติดเธอมาตลอดชีวิต เซราฟิน่ากำลังพยายามรักษาภาพลวงตาของอาจารย์เอลดรินที่นอนจมกองเลือด อาจารย์เอลดรินเองก็กำลังเผชิญหน้ากับภาพของอดีตที่ผิดพลาดของท่าน

ทุกคนกำลังต่อสู้กับความกลัวของตัวเอง แต่พวกเขาก็ยังคงมุ่งมั่นและไม่ทอดทิ้งกัน

เอลาริสหลับตาลง เธอหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิ เธอไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าที่ไร้พลังอีกต่อไปแล้ว เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์เอลดอเรีย เธอคือผู้พิทักษ์แห่งสุริยันและจันทรา!

เธอชักคทาสุริยันจันทราออกมาจากข้างเอว คทาเรืองแสงสีทองอร่ามสลับกับสีเงินนวล พลังเวทอันบริสุทธิ์ไหลผ่านร่างของเธอ ราวกับสายน้ำที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่แห้งผาก

"ข้าจะไม่ยอมแพ้!" เอลาริสตวาดเสียงดัง พลังเวทแสงสีทองพุ่งออกจากคทา แผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง แสงนั้นสว่างจ้ายิ่งกว่าแสงใดๆ ที่เธอเคยร่ายมาก่อน มันไม่ใช่แค่แสงที่ใช้สลายภาพลวงตา แต่มันคือแสงแห่งความหวัง แสงแห่งความมุ่งมั่น และแสงแห่งการปฏิเสธความกลัว

ภาพลวงตาของมาลากอร์สลายหายไป ภาพของตัวเองในวัยเด็กที่โดดเดี่ยวก็จางหายไปเช่นกัน แสงแห่งคทาสุริยันจันทราส่องทะลุกระจกเงาทุกบาน เผยให้เห็นเส้นทางที่แท้จริงเบื้องหน้า

ทุกคนที่กำลังต่อสู้กับภาพลวงตาของตัวเองก็เริ่มรู้สึกถึงพลังของเอลาริสที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ ความกลัวที่เกาะกินหัวใจเริ่มสลายไป พวกเขามองเห็นเอลาริสยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ส่องประกายเจิดจ้า ราวกับดวงตะวันที่กำลังจะผลิบาน

"ตามข้ามา!" เอลาริสตะโกน พลังเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ

พวกเขาเดินตามเอลาริสไป แสงจากคทาสุริยันจันทรานำทางพวกเขาออกจากห้วงมิตรกระจกเงาได้สำเร็จ เมื่อก้าวพ้นออกมา พวกเขาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าประตูศิลาบานใหญ่ที่สลักลวดลายสุริยันและจันทราอย่างวิจิตรบรรจง แสงจากคทาของเอลาริสส่องกระทบประตู ทำให้ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนมีชีวิต

"เรามาถึงแล้ว" อาจารย์เอลดรินพึมพำด้วยความโล่งใจ "ห้องโถงแห่งหัวใจศิลา"

เอลาริสรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากเบื้องหลังประตู เธอรู้ดีว่าภารกิจของพวกเขายังไม่จบสิ้น นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น แต่ด้วยความแข็งแกร่งที่เพิ่งค้นพบ และความเชื่อมั่นในสหายที่อยู่เคียงข้าง เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบใดๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

เธอจับคทาสุริยันจันทราแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้ววางมือลงบนสลักรูปสุริยันที่กลางประตู พลังเวทจากคทาไหลผ่านมือของเธอเข้าไปในประตู ทันใดนั้น ประตูศิลาอันหนักอึ้งก็เริ่มเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแสงสว่างที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ภายใน ราวกับกำลังเชิญชวนพวกเขาเข้าสู่ใจกลางแห่งพลังโบราณที่รอคอยการตื่นขึ้นอีกครั้ง

แสงนั้นงดงามและทรงพลัง เอลาริสก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงนั้น ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่า "หัวใจศิลาสุริยัน" กำลังรอคอยเธออยู่ และการเดินทางของพวกเขากำลังจะเข้าสู่บทใหม่ที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!