รอยแยกสีดำสนิทบนท้องฟ้าเหนือป่าศักดิ์สิทธิ์เอลเดอร์วูดไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลับขยายตัวออกช้าๆ อย่างน่าขนลุก ราวกับปากของอสูรร้ายที่กำลังจะกลืนกินผืนฟ้า มันเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามา และมาลากอร์กำลังพยายามหาทางปลดปล่อยตัวเองจากมิติแห่งการผนึก
“รอยแยกนั่น...” คาเลนจ้องมองมันด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง “มันดูดกลืนแสงทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมัน”
เอลาริสพยักหน้า เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานมืดมิดที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกนั้น มันคือพลังงานแห่งความว่างเปล่าของมาลากอร์ ที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว
“เราต้องรีบ” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “คัมภีร์บอกว่าวิหารแห่งกาลเวลาคือสถานที่แห่งสุดท้าย ที่นั่นจะบอกถึงวิธีใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อผนึกมาลากอร์ได้อย่างสมบูรณ์”
การเดินทางไปยังวิหารแห่งกาลเวลาซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บนั้นกินเวลานานหลายวัน พวกเขาต้องเดินทางผ่านภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ภูเขาหินที่สูงชัน และแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ระหว่างทาง รอยแยกบนท้องฟ้าก็ยังคงตามหลอกหลอนพวกเขาอยู่เสมอ มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งก็บดบังดวงอาทิตย์ในยามกลางวัน สร้างเงาที่ยาวและน่าขนลุกไปทั่วแผ่นดิน
ความหวาดกลัวเริ่มแพร่กระจายในหมู่ผู้คนตามเมืองและหมู่บ้านที่พวกเขาเดินทางผ่าน ผู้คนต่างมองขึ้นไปยังรอยแยกบนท้องฟ้าด้วยความหวาดหวั่น บ้างก็สวดภาวนา บ้างก็เตรียมตัวอพยพ มันเป็นภาพที่ทำให้เอลาริสรู้สึกหนักอึ้งในใจยิ่งนัก เธอคือความหวังเดียวของพวกเขา
“บางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้น” ลูน่าเอ่ยขึ้นในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังพักแรมอยู่กลางป่า “ฉันรู้สึกถึงความผิดปกติในพลังเวทของโลก มันปั่นป่วนและไม่มั่นคง”
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องจากระยะไกลก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดและเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่พวกเขาเพิ่งผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน
“มีเรื่องแล้ว!” คาเลนชักดาบออกทันที
พวกเขารีบวิ่งไปยังหมู่บ้านนั้น ภาพที่เห็นทำให้เอลาริสถึงกับเบิกตากว้าง หมู่บ้านที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็นซากปรักหักพัง บ้านเรือนถูกทำลาย ผู้คนวิ่งหนีตายด้วยความหวาดกลัว และที่เลวร้ายที่สุดคือมีสัตว์ประหลาดรูปร่างบิดเบี้ยวคล้ายสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ ผิวหนังสีดำสนิท มีหนามแหลมคมงอกออกมาจากหลัง และมีดวงตาเรืองแสงสีแดงราวกับถ่านเพลิง กำลังไล่ล่าผู้คนอย่างบ้าคลั่ง
“นั่นคือ ‘ดาร์กสเกล’!” ลูน่าอุทาน “สัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากเศษเสี้ยวพลังงานของมาลากอร์! มันมักจะปรากฏตัวเมื่อการผนึกของมาลากอร์อ่อนแอลง!”
ดาร์กสเกลมีจำนวนไม่น้อย พวกมันแข็งแกร่งและรวดเร็ว การโจมตีของมันรุนแรงจนสามารถพังบ้านไม้ได้อย่างง่ายดาย
“เราต้องหยุดพวกมัน!” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น
คาเลนพุ่งเข้าใส่ดาร์กสเกลตัวหนึ่งทันที ดาบของเขาฟาดฟันอย่างแม่นยำ แต่ผิวหนังของมันก็แข็งแกร่งมาก ทำให้ยากที่จะสร้างบาดแผลร้ายแรงได้ เซธเองก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โจมตีจุดอ่อนของพวกมันเท่าที่ทำได้ แต่จำนวนของดาร์กสเกลก็มีมากกว่า
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินเปล่งประกายออกมา เธอร่ายคาถา ‘เกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณ’ เพื่อปกป้องชาวบ้านที่กำลังหนีตาย แต่ก็ไม่สามารถปกป้องได้ทั้งหมด
เธอเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกดาร์กสเกลตัวหนึ่งไล่ต้อนจนมุม ความหวาดกลัวของเด็กน้อยทำให้เอลาริสรู้สึกเหมือนมีเข็มมาทิ่มแทงหัวใจ
“ไม่!” เธอร้องลั่น
เอลาริสพุ่งเข้าใส่ดาร์กสเกลตัวนั้นทันที แสงจากคทาของเธอสาดส่องออกไป เธอรวมพลังธาตุทั้งห้าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างลูกแก้วพลังงานบริสุทธิ์ที่รุนแรงกว่าเดิม เธอพุ่งลูกแก้วนั้นเข้าใส่ดาร์กสเกลเต็มแรง
เสียงระเบิดดังสนั่น ร่างของดาร์กสเกลตัวนั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร ก่อนที่จะสลายกลายเป็นละอองพลังงานมืดที่เลือนหายไปในอากาศ
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างมองมาที่เอลาริสด้วยความตกตะลึง แต่ในแววตานั้นก็มีความหวังปรากฏขึ้น
“เธอทำได้แล้วเอลาริส!” ลูน่าตะโกน
แต่แล้ว ดาร์กสเกลตัวอื่นๆ ก็หันมาโจมตีเอลาริสพร้อมกันหลายตัว พวกมันพุ่งเข้าใส่เธออย่างรวดเร็ว
“ระวัง!” คาเลนร้องเตือน
เอลาริสพยายามตั้งรับ แต่ด้วยจำนวนที่มากเกินไป เธอจึงถูกโจมตีจนกระเด็นถอยหลัง แรงกระแทกทำให้เธอรู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งร่าง คทาสุริยันจันทราหลุดจากมือของเธอ และกระเด็นไปตกอยู่ห่างออกไปหลายเมตร
“เอลาริส!” เซธร้องเรียก
ดาร์กสเกลตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่เอลาริสที่กำลังล้มอยู่บนพื้น มันเงื้อกรงเล็บแหลมคมขึ้นหมายจะจู่โจมเธอ
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จิตใจของเอลาริสก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความกลัวเข้าครอบงำ ราวกับว่าความมืดมิดจากรอยแยกบนท้องฟ้าได้แผ่เข้ามาในจิตใจของเธอ
แต่แล้ว ภาพของกษัตริย์อัสตราก็แวบเข้ามาในห้วงความคิดของเธอ ภาพของบรรพบุรุษที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องโลก ภาพของชาวบ้านที่กำลังหนีตาย และแววตาแห่งความหวังที่พวกเขามองมาที่เธอ
“ไม่!” เอลาริสร้องลั่น
พลังงานบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองและสีเงินเข้มข้นกว่าที่เคย ร่างกายของเธอถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างจ้า คล้ายกับเกราะป้องกันที่มองไม่เห็น แต่กลับแข็งแกร่งกว่าเกราะกำบังแห่งจิตวิญญาณที่เธอเคยใช้
ดาร์กสเกลที่พุ่งเข้ามาโจมตีเอลาริสถูกพลังงานนั้นกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง ร่างของมันสลายกลายเป็นละอองพลังงานมืดไปในทันที
เอลาริสค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เธอรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลัง ราวกับเป็นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่หลอมรวมกันอยู่ในจิตวิญญาณของเธอ
เธอเอื้อมมือออกไป คทาสุริยันจันทราที่ตกอยู่ห่างออกไปก็ลอยเข้ามาในมือของเธออย่างง่ายดาย แสงจากคทาเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
“นี่คือ...พลังที่แท้จริงของราชวงศ์สุริยันจันทรา” ลูน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบาด้วยความตกตะลึง “พลังแห่ง ‘แสงแห่งบรรพกาล’ ที่หลับใหลอยู่ในสายเลือดของเธอ”
เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองดาร์กสเกลที่เหลืออยู่ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอไม่ใช่เด็กสาวที่หวาดกลัวอีกต่อไป เธอคือผู้พิทักษ์ เธอคือทายาทของราชวงศ์สุริยันจันทรา
เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุรอยแยกแห่งมิติ แสงนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่กลับขยายวงกว้างออกไป ปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมด แสงนั้นแผ่กระจายลงมายังพื้นดิน ชำระล้างพลังงานมืดที่แผ่ซ่านอยู่ในหมู่บ้าน
ดาร์กสเกลที่เหลืออยู่ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างของพวกมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองพลังงานมืดไปทีละตัว พลังแห่งแสงของเอลาริสบริสุทธิ์และรุนแรงเกินกว่าที่พวกมันจะต้านทานได้
ในเวลาไม่นาน ดาร์กสเกลทั้งหมดก็สลายหายไปจากหมู่บ้าน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเสียหายที่เกิดขึ้น
ชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ต่างพากันออกมามองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและความศรัทธา พวกเขาคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ราวกับเธอคือเทพธิดาที่ลงมาโปรด
เอลาริสรู้สึกหนักอึ้งในใจ เธอไม่ได้ต้องการการบูชา แต่เธอรู้ว่าเธอต้องแบกรับความหวังของพวกเขาไว้บนบ่าของเธอ
“พวกเราต้องไปต่อ” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “รอยแยกบนท้องฟ้ายังคงอยู่ มาลากอร์ยังคงเป็นภัยคุกคาม”
แม้หมู่บ้านจะได้รับความเสียหาย แต่ด้วยพลังแห่งการฟื้นฟูที่เอลาริสได้รับจากแก่นพฤกษาแห่งชีวิต เธอสามารถใช้คทาเพื่อช่วยซ่อมแซมความเสียหายบางส่วน และรักษาบาดแผลของชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บ
ก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทาง ชาวบ้านคนหนึ่งได้มอบสร้อยคอหินสีน้ำเงินให้แก่เอลาริส “นี่คือ ‘หินแห่งดวงดาว’ ของหมู่บ้านเรา มันจะช่วยนำทางเธอไปในความมืดมิด และปกป้องเธอจากความชั่วร้าย”
เอลาริสรับสร้อยคอนั้นมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ มันเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาและความหวังที่ชาวบ้านมีต่อเธอ
เมื่อพวกเขาออกเดินทางอีกครั้ง รอยแยกบนท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย และเริ่มมีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ภายในรอยแยกนั้น ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังพยายามจะหลุดออกมาจากมิติแห่งการผนึก
“มันกำลังใกล้เข้ามาแล้ว” เซธเอ่ยเสียงเครียด “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า”
เอลาริสมองไปยังวิหารแห่งกาลเวลาที่อยู่ไกลออกไปในแผนที่ เธอรู้ว่าที่นั่นคือความหวังสุดท้ายของพวกเขา เธอต้องไปให้ถึงที่นั่น และเรียนรู้ความลับสุดท้ายที่จะช่วยให้เธอสามารถผนึกมาลากอร์ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็จะไม่ยอมแพ้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก