หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในวิหารบรรพกาล กลุ่มผู้กล้าตัดสินใจพักฟื้นร่างกายและจิตใจในถ้ำลับแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากวิหาร ซีรัสได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการปะทะกับซัลทารัส แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันที่เข้มแข็ง ไอรินาใช้เวทมนตร์รักษาบาดแผลและฟื้นฟูพลังให้ทุกคน ลีโอคอยตรวจตราความปลอดภัยรอบบริเวณอย่างไม่ลดละ ส่วนเอลาริสยังคงจมอยู่กับความคิดเกี่ยวกับภาพฉายโฮโลแกรมและคำเตือนที่ได้รับ
แกนกลางคทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงเรืองแสงจางๆ มันเป็นหลักฐานของการค้นพบอันยิ่งใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงภาระอันหนักอึ้งที่รออยู่เบื้องหน้า ภาพของสตรีในอดีตที่คล้ายเธอถูกเงาดำครอบงำยังคงหลอกหลอนเธออยู่
"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่เอลาริส?" ไอรินาเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน เธอสังเกตเห็นความกังวลในดวงตาของเพื่อนสาว
เอลาริสเงยหน้าขึ้น "ข้าสงสัยว่า...พลังของคทานี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ทำไมสตรีในภาพถึงดูเหมือนถูกครอบงำ"
"ตำนานเล่าว่า คทาสุริยันจันทราถูกสร้างขึ้นจากพลังงานบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์" ซีรัสกล่าว "มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในโลก แต่พลังที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีสองด้านเสมอ"
"ถูกต้องแล้ว" ลีโอเสริม "พลังแห่งสุริยันคือแสงสว่าง ความร้อนแรง และการทำลายล้าง ส่วนพลังแห่งจันทราคือความเยือกเย็น ความสงบ และการสร้างสรรค์ หากพลังทั้งสองไม่สมดุล หรือผู้ใช้ไม่บริสุทธิ์พอ ก็อาจถูกพลังนั้นครอบงำได้"
เอลาริสพยักหน้า เธอเริ่มเข้าใจมากขึ้น "แล้วเราจะเรียนรู้เรื่องนี้ได้จากที่ไหนอีก? เรายังต้องการชิ้นส่วนอื่นๆ ของคทา และเรายังไม่รู้ว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึงเมื่อใด"
"เราต้องตามหาผู้พิทักษ์แห่งความทรงจำ" ไอรินากล่าวขึ้น "รอยจารึกในวิหารบ่งชี้ว่ามีผู้หนึ่งที่เฝ้ารอคอยการมาของทายาทราชวงศ์โบราณ ผู้พิทักษ์ผู้นี้คือผู้เก็บรักษาความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับคทา ราชวงศ์ และคำทำนาย"
"แล้วเราจะตามหาผู้พิทักษ์คนนั้นได้จากที่ไหน?" เอลาริสถาม
"รอยจารึกบอกว่า ผู้พิทักษ์แห่งความทรงจำอาศัยอยู่ใน 'หอคอยแห่งปัญญา' ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอัสนีบาต" ไอรินาตอบ พลางกางแผนที่โบราณที่เธอได้รับมาจากวิหาร "แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย หอคอยแห่งปัญญาถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์เก่าแก่ และสภาพอากาศบนยอดเขาก็เลวร้ายมาก"
แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตราย แต่ทุกคนก็ตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาอัสนีบาต พวกเธอใช้เวลาอีกสองวันในการเดินทางออกจากหุบผาเงาอสูร และเริ่มปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาอัสนีบาตตามเส้นทางที่แผนที่โบราณระบุไว้
การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาอัสนีบาตนั้นท้าทายยิ่งกว่าที่คาดไว้มาก อากาศบนยอดเขาเบาบางและหนาวเหน็บ ลมพายุพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง หิมะปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง บางครั้งก็มีพายุหิมะโหมกระหน่ำจนต้องหยุดพักหลบภัย ซีรัสใช้ความแข็งแกร่งของเขาในการนำทางและปกป้องทุกคนจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ลีโอใช้ทักษะการปีนป่ายและความว่องไวของเขาในการหาเส้นทางที่ปลอดภัย ไอรินาใช้เวทมนตร์ธาตุไฟสร้างความอบอุ่น และใช้เวทมนตร์ป้องกันพายุหิมะ
เอลาริสเองก็ต้องใช้พลังเวทมนตร์ของเธอในการสร้างโล่ป้องกันความหนาวเย็น และช่วยพยุงเพื่อนร่วมทางที่เริ่มอ่อนแรง เธอรู้สึกว่าพลังของแกนกลางคทาในมือของเธอเริ่มตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง มันเปล่งแสงระยิบระยับราวกับจะส่งสัญญาณบางอย่าง
หลังจากผ่านการเดินทางที่ยาวนานและเหนื่อยล้า ในที่สุดพวกเธอก็มาถึงยอดเขาอัสนีบาต เบื้องหน้าของพวกเธอคือภาพของหอคอยหินโบราณขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพายุหิมะ หอคอยนั้นสูงเสียดฟ้า ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ แต่ก็ยังคงแผ่ออร่าแห่งเวทมนตร์อันแข็งแกร่งออกมาอย่างชัดเจน
"นั่นคือหอคอยแห่งปัญญา" ไอรินาพึมพำด้วยความทึ่ง
ประตูทางเข้าหอคอยเป็นบานประตูเหล็กที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาทึบ เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ เธอสัมผัสไปที่ประตู พลังเวทมนตร์จากแกนกลางคทาในมือของเธอไหลผ่านไปยังประตู ทันใดนั้น น้ำแข็งที่ปกคลุมประตูก็เริ่มละลายอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นลวดลายโบราณที่สลักอยู่บนบานประตู เมื่อน้ำแข็งละลายหมด ประตูก็เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินมืดมิดที่ทอดยาวเข้าไปในหอคอย
ภายในหอคอยอากาศอบอุ่นกว่าภายนอกมาก แต่ก็ยังคงมืดมิดและเงียบสงัด พวกเธอเดินเข้าไปในโถงทางเดินกว้างใหญ่ ผนังหอคอยเต็มไปด้วยชั้นหนังสือขนาดมหึมา บรรจุคัมภีร์และม้วนกระดาษโบราณนับไม่ถ้วน แสงสว่างจากลูกแก้วเวทมนตร์ของไอรินาส่องกระทบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่นั่งอยู่กลางโถง
มันคือเงาร่างของชายชราผู้หนึ่ง สวมเสื้อคลุมสีเทา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา หนวดเครายาวสีขาวโพลน ดวงตาของเขาปิดสนิทราวกับกำลังหลับใหล แต่เมื่อพวกเธอเดินเข้าไปใกล้ ดวงตาของเขาก็เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายสีฟ้าอ่อนๆ ราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน
"ในที่สุดเจ้าก็มาถึง...ทายาทแห่งสุริยันจันทรา" ชายชรากล่าวเสียงเรียบ แต่ก้องกังวานไปทั่วโถง "ข้ารอคอยเจ้ามานานแสนนาน"
"ท่านคือผู้พิทักษ์แห่งความทรงจำ?" เอลาริสเอ่ยถามด้วยความเคารพ
"ข้าคือเอลเดริน ผู้เก็บรักษาความรู้ของราชวงศ์โบราณ" ชายชราตอบ "นั่งลงเถิด...มีเรื่องมากมายที่เจ้าต้องเรียนรู้"
พวกเธอทรุดตัวลงนั่งรอบชายชรา เอลเดรินมองไปที่แกนกลางคทาในมือของเอลาริส "เจ้าได้พบแกนกลางของคทาแล้ว...เป็นสัญญาณที่ดี" เขากล่าว "แต่พลังที่แท้จริงของคทายังคงหลับใหลอยู่"
เอลเดรินเริ่มเล่าเรื่องราวของคทาสุริยันจันทราให้พวกเธอฟัง "เมื่อครั้งอดีตกาล ก่อนที่ความมืดมิดของมาลากอร์จะครอบงำโลก ราชวงศ์แห่งสุริยันจันทราคือผู้ปกครองอาณาจักรแห่งแสงสว่าง พวกเขาคือผู้ที่เชื่อมโยงกับพลังธรรมชาติของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์"
"คทาสุริยันจันทราถูกสร้างขึ้นจากหัวใจของดวงดาวสองดวงที่ตกลงมายังโลก มันไม่ใช่แค่คทา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างแสงสว่างและความมืด การสร้างสรรค์และการทำลายล้าง"
"ราชินีเอไลซา ผู้เป็นบรรพบุรุษของเจ้า คือผู้ที่ผนึกมาลากอร์ไว้เมื่อครั้งอดีตกาล ด้วยพลังของคทาที่สมบูรณ์" เอลเดรินกล่าว "แต่การผนึกนั้นไม่สมบูรณ์ มาลากอร์เพียงแค่ถูกจองจำไว้ในมิติแห่งความมืด รอคอยโอกาสที่จะกลับมาอีกครั้ง"
"สุริยคราสแห่งจันทร์คู่คือช่วงเวลาที่มิติแห่งความมืดจะเชื่อมต่อกับโลกของเรา พลังของมาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด และการผนึกจะอ่อนแอลง"
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วร่าง "แล้วเงาดำที่ครอบงำราชินีในภาพฉายนั้นคืออะไรกันคะ?"
เอลเดรินถอนหายใจ "นั่นคือ 'คำสาปแห่งความมืด' ที่มาลากอร์ทิ้งไว้เบื้องหลัง มันไม่ใช่การครอบงำทางกายภาพ หากแต่เป็นการครอบงำจิตใจ หากผู้ใช้คทามีจิตใจที่อ่อนแอ หรือใช้พลังไปในทางที่ผิด พลังแห่งความมืดที่ซ่อนอยู่ในคทาจะตื่นขึ้น และกลืนกินจิตวิญญาณของผู้ใช้"
"คทาสุริยันจันทรามีพลังมหาศาลก็จริง แต่ก็เป็นดาบสองคม หากใช้ไม่ระมัดระวัง ผู้ใช้จะกลายเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่ตนเองต่อสู้"
คำพูดของเอลเดรินทำให้เอลาริสรู้สึกหนักใจ เธอรู้ดีว่าเธอต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม
"แล้วเราจะหาชิ้นส่วนอื่นๆ ของคทาได้จากที่ไหนคะ?" เอลาริสถาม
เอลเดรินยิ้มบางๆ "ชิ้นส่วนของคทาถูกแยกออกเป็นสองส่วนหลักๆ นอกเหนือจากแกนกลางที่เจ้าถืออยู่ ส่วนแรกคือ 'ศิลาจันทรา' ซึ่งเก็บรักษาพลังแห่งการสร้างสรรค์และการเยียวยาของดวงจันทร์ มันถูกซ่อนอยู่ใน 'วิหารแห่งแสงจันทร์' ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายเรืองรอง"
"ส่วนที่สองคือ 'ศิลาสุริยัน' ซึ่งเก็บรักษาพลังแห่งการทำลายล้างและความแข็งแกร่งของดวงอาทิตย์ มันถูกซ่อนอยู่ใน 'ภูเขาไฟเพลิงทมิฬ' ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกไกลโพ้น"
"เจ้าต้องรวบรวมศิลาทั้งสองนี้ และนำมาหลอมรวมกับแกนกลางคทาที่เจ้าถืออยู่ เพื่อสร้างคทาที่สมบูรณ์"
"แต่ก่อนที่เจ้าจะออกเดินทาง" เอลเดรินกล่าวพลางมองตรงมาที่เอลาริส "เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังในตัวเจ้าให้สมบูรณ์เสียก่อน พลังที่เจ้ามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เจ้าคิดนัก เจ้าคือทายาทสายตรงของราชินีเอไลซา เลือดเนื้อของเจ้าเชื่อมโยงกับคทาโดยตรง"
"ข้าจะฝึกฝนอย่างไรคะ?" เอลาริสถามด้วยความกระตือรือร้น
"พรุ่งนี้รุ่งเช้า ข้าจะพาเจ้าไปยัง 'ห้องแห่งการเชื่อมโยง' ที่อยู่ชั้นบนสุดของหอคอย ที่นั่นเจ้าจะได้เชื่อมโยงกับบรรพบุรุษของเจ้า และปลุกพลังที่แท้จริงในตัวเจ้าให้ตื่นขึ้น"
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกถึงความหวังที่จุดประกายขึ้นอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การได้รู้ความจริงและมีผู้แนะนำก็ทำให้เธอมีกำลังใจมากขึ้น
"พวกเจ้า...จงพักผ่อนให้เต็มที่" เอลเดรินกล่าว "การเดินทางของพวกเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"
ทุกคนล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า แต่จิตใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เอลาริสกำแกนกลางคทาในมือแน่น เธอจ้องมองไปยังแสงจันทร์ที่ส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เธอจะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังที่ยิ่งใหญ่ในตัวเธอ และเธอจะต้องปกป้องโลกใบนี้จากภัยคุกคามของมาลากอร์ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก