คทาสุริยัน

ตอนที่ 52 — การฝึกฝนแห่งเงาจันทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,822 คำ

ผืนป่าโบราณแห่งเอเทเรียส โอบล้อมด้วยหมอกจางยามอรุณรุ่ง แสงเงินยวงของดวงจันทร์ที่ยังคงค้างฟ้าสาดส่องลงมาระหว่างกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า ราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ถูกประดับประดาในพรมแดนแห่งความฝัน เอลาริสยืนอยู่กลางลานหินกลมที่ถูกปกคลุมด้วยมอสเขียวชอุ่ม ณ ใจกลางของ sanctuary ‌ลับที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในป่าแห่งนี้ ลมหายใจของนางแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของเวทมนตร์โบราณที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของอากาศ

อิลาเนีย ผู้พิทักษ์แห่งราชวงศ์ผู้เลือนหาย ซึ่งปรากฏกายในรูปสตรีชราแต่ดวงตายังคงเฉียบคมและเปี่ยมด้วยพลัง ยืนอยู่เบื้องหน้านาง ร่างของอิลาเนียดูเหมือนจะผสานเข้ากับเงามืดและแสงจันทร์ได้อย่างกลมกลืน จนบางครั้งเอลาริสก็แทบแยกไม่ออกว่านางเป็นเพียงภาพลวงตาหรือมีตัวตนอยู่จริง

"พลังของเจ้ายังคงเป็นเหมือนสายน้ำที่เชี่ยวกราก ​เอลาริส" เสียงของอิลาเนียแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความรู้สึก "เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน ไม่ใช่เพียงปล่อยให้มันไหลไปตามอำเภอใจ"

เอลาริสพยักหน้าช้าๆ เหงื่อซึมตามไรผม แม้ว่าอากาศจะค่อนข้างเย็น เธอยังคงรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านจากภายในกายยามที่พยายามดึงพลังเวทออกมาใช้ ‍การฝึกฝนตลอดหลายวันที่ผ่านมาใน sanctuary แห่งนี้ทำให้เธอได้รู้จักกับเวทมนตร์ของตัวเองในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อิลาเนียได้สอนให้เธอสัมผัสกับ ‘เงาจันทรา’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่สืบทอดมาจากราชวงศ์โบราณ พลังที่อิลาเนียบอกว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับ ‘แสงสุริยัน’ ‌ที่ยังคงหลับใหลอยู่ภายในตัวเธอ

"จงหลับตาลง เอลาริส" อิลาเนียกล่าว "สัมผัสถึงแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านม่านเมฆ สัมผัสถึงความเงียบสงบที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิด พลังแห่งจันทรามิได้เพียงแต่ให้แสงสว่างในยามราตรี แต่มันยังเป็นพลังแห่งการเยียวยา การแฝงกาย ‍และการหยั่งรู้ จงปล่อยให้มันไหลเวียนอย่างช้าๆ ในกระแสเลือดของเจ้า"

เอลาริสหลับตาลง ลมหายใจสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ เธอพยายามเพ่งสมาธิไปยังความรู้สึกเย็นเยือกที่อิลาเนียพูดถึง ภาพของดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องสว่างอยู่หลังเปลือกตา พลังเวทสีเงินยวงเริ่มแผ่ออกมาจากปลายนิ้วของเธออย่างเชื่องช้า มันเป็นประกายเรืองรองที่บางเบา ​แทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คล้ายกับไอน้ำที่ลอยขึ้นจากผิวน้ำในยามเช้า

"ดีมาก" เสียงของอิลาเนียบ่งบอกถึงความพึงพอใจ "จงรวมมันเข้าไว้ด้วยกัน อย่าให้มันแตกสลายไปดั่งไอหมอก"

เอลาริสกัดฟันแน่น พลังที่เธอสัมผัสได้นั้นบอบบางและหลุดลอยง่ายดายเหลือเกิน มันเหมือนกับการพยายามจับสายลมที่พัดผ่าน เธอรู้สึกถึงความท้อแท้ที่เริ่มคืบคลานเข้ามา ​แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ซึ่งกำลังคุกคามโลกก็แวบเข้ามาในห้วงความคิด ความมืดมิดที่เขาจะนำมาสู่ทุกอาณาจักรนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่เธอจะยอมแพ้ได้

เธอรวบรวมสมาธิอีกครั้ง พยายามนึกถึงความสงบเงียบของผืนป่าในยามราตรี ความลึกลับของดวงดาว และความมั่นคงของหินผาใต้เท้า ช้าๆ ​พลังสีเงินยวงเริ่มรวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเธอ มันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น

"ยอดเยี่ยม!" อิลาเนียเอ่ยชม "ตอนนี้จงลองใช้มันเพื่อสร้างเกราะป้องกัน"

เอลาริสเปิดเปลือกตาขึ้น แสงเงินยวงสะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอ เธอพยายามนึกภาพเกราะที่มองไม่เห็น คลื่นพลังงานที่ห่อหุ้มร่างกายของเธอเอาไว้ ก้อนพลังงานบนฝ่ามือเริ่มแผ่ขยายออกไป ห้อมล้อมตัวเธอไว้ในรัศมีวงกลมเล็กๆ แสงนั้นบางเบาจนแทบไม่มีอยู่จริง แต่เอลาริสก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมผิวหนังของเธอ

ทันใดนั้น อิลาเนียก็ดีดนิ้วเบาๆ ก้อนหินเล็กๆ ที่พื้นก็ลอยขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่เอลาริสด้วยความเร็วสูง เอลาริสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณทำให้เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมีไว้ที่เกราะป้องกัน และในชั่วพริบตา ก้อนหินก็กระแทกเข้ากับเกราะนั้น เสียง 'ปัง' เบาๆ ดังขึ้น ก้อนหินแตกกระจายออกเป็นผง แต่เกราะของเธอก็สั่นคลอนอย่างรุนแรงจนแทบจะสลายไป

เอลาริสทรุดตัวลงคุกเข่า หายใจหอบถี่ พลังเวทในกายลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง

"เจ้าทำได้ดีมากสำหรับครั้งแรก" อิลาเนียเดินเข้ามาหาเธอ เอามือแตะบ่าของเอลาริสเบาๆ "พลังแห่งเงาจันทรานั้นมิได้มีไว้เพื่อการโจมตีโดยตรงเป็นหลัก แต่มันคือพลังแห่งการปกป้อง การพลางกาย และการหยั่งรู้ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างเกราะป้องกันเท่านั้น"

"แต่ข้าสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของมัน" เอลาริสกล่าวเสียงแผ่ว "มันบอบบางเหลือเกิน ข้าจะใช้มันต่อกรกับมาลากอร์ได้อย่างไร?"

อิลาเนียยิ้มอย่างอ่อนโยน "ความอ่อนแอที่เจ้าสัมผัสได้นั้นคือการสะท้อนถึงความเข้าใจที่ยังไม่สมบูรณ์ของเจ้าเอง พลังแห่งจันทราเปรียบดั่งเงา ยิ่งความมืดมิดเข้มข้นเท่าใด เงาก็ยิ่งลึกซึ้งเท่านั้น จงอย่าดูถูกพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในความเงียบงัน"

อิลาเนียพยักหน้าไปทางเพื่อนร่วมทางของเอลาริสที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก ลีโอ ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งและภักดี กำลังลับคมดาบของเขาอย่างเงียบเชียบ ส่วนเซร่า จอมเวทสาวผู้รอบรู้ กำลังก้มหน้าอ่านตำราโบราณเล่มหนาด้วยความตั้งใจ และควิลล์ เอลฟ์หนุ่มผู้ปราดเปรียว กำลังตรวจสอบลูกธนูของเขาอย่างละเอียด

"พวกเขาคือผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้า" อิลาเนียกล่าวต่อ "พวกเขาคือส่วนหนึ่งของพลังที่เจ้าจะใช้ในการเผชิญหน้ากับความมืดมิด จงเรียนรู้ที่จะพึ่งพาและเชื่อมั่นในพวกเขา เฉกเช่นที่เจ้าต้องเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง"

ในช่วงบ่ายของการฝึกฝน เอลาริสได้ลองใช้พลังแห่งเงาจันทราในรูปแบบที่แตกต่างออกไป อิลาเนียสอนให้เธอสัมผัสถึงสิ่งมีชีวิตรอบตัวผ่านพลังเวท ทำให้เธอสามารถ "มองเห็น" ความร้อนของสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ หรือ "ได้ยิน" เสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านใบไม้ในระยะที่ไกลออกไปกว่าปกติ พลังนี้ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติรอบตัวเธอ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้น

"พลังแห่งการหยั่งรู้นั้นสำคัญยิ่งในการผจญภัย" อิลาเนียอธิบาย "มันช่วยให้เจ้าสามารถรับรู้ถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็น และค้นหาเส้นทางที่ซ่อนเร้นได้"

เอลาริสพยายามฝึกฝนการรับรู้ด้วยพลังเวท เธอหลับตาลง และปล่อยให้ความรู้สึกแพร่กระจายออกไปรอบตัว มันเหมือนกับการขยายประสาทสัมผัสของเธอให้กว้างไกลออกไป เธอสามารถสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจของลีโอที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว สัมผัสถึงพลังเวทอ่อนๆ ที่เปล่งออกมาจากตำราของเซร่า และสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบของควิลล์ที่กำลังฝึกซ้อมการยิงธนู

ทันใดนั้น ความรู้สึกหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเธอ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่มาจากเพื่อนร่วมทางของเธอ แต่มันเป็นความรู้สึกที่มืดมิดและเย็นยะเยือก ราวกับเงาที่คืบคลานเข้ามาใกล้

เอลาริสเปิดตาขึ้นพรวดพราด "มีอะไรบางอย่าง..." เธอพึมพำ

อิลาเนียมองมาที่เธอด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง "เจ้าสัมผัสได้ถึงอะไร เอลาริส?"

"ความเย็นยะเยือก... ความมืดมิด... มันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้" เอลาริสชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ "มันอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก"

ลีโอ เซร่า และควิลล์ที่ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามาหา ลีโอชักดาบของเขาออกมาอย่างรวดเร็ว ส่วนเซร่าก็เตรียมร่ายมนตร์ และควิลล์ก็ง้างธนูพร้อมยิง

"อะไรกัน เอลาริส?" ลีโอถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

"ข้าไม่แน่ใจ... แต่ข้ารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ชั่วร้ายกำลังเข้ามาใกล้" เอลาริสกล่าว พลังแห่งเงาจันทราที่เธอเพิ่งฝึกฝนมาเมื่อครู่ทำให้เธอรู้สึกถึงภัยคุกคามได้อย่างชัดเจน

อิลาเนียเดินเข้ามาใกล้เอลาริส วางมือบนไหล่ของเธอ "เจ้าสัมผัสได้ถึงเงาของมาลากอร์ มันพยายามที่จะคืบคลานเข้ามาในทุกที่ที่เจ้าก้าวไป แต่มันยังอยู่ห่างไกลเกินกว่าจะเข้าถึง sanctuary แห่งนี้ได้โดยง่าย"

"แล้วเราจะทำอย่างไร?" เซร่าถาม

"เราจะเฝ้าระวัง" อิลาเนียตอบ "แต่การฝึกฝนของเอลาริสยังต้องดำเนินต่อไป พลังแห่งเงาจันทรานี้จะช่วยปกป้องพวกเจ้าจากภัยอันตรายที่มองไม่เห็นได้"

ในช่วงกลางดึกของคืนนั้น เอลาริสยังคงฝึกฝนอยู่เพียงลำพังภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา เธอพยายามที่จะควบคุมพลังเวทให้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น อิลาเนียได้ให้คำแนะนำว่าพลังแห่งเงาจันทรานั้นสามารถใช้เพื่อ "พลางกาย" หรือ "ซ่อนเร้น" ตัวเองจากสายตาของศัตรูได้

เอลาริสพยายามรวมพลังเวทสีเงินยวงเข้ากับเงามืดรอบตัวเธอ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด ราวกับว่าร่างกายของเธอกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเงามืดนั้น เธอรู้สึกถึงความเบาบาง และในชั่วขณะหนึ่ง เธอก็มองไม่เห็นเงาของตัวเองบนพื้นหิน

"เจ้ากำลังทำได้ดี เอลาริส" เสียงของอิลาเนียดังขึ้นมาจากข้างหลัง ทำให้เอลาริสสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปมองอิลาเนียที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก แต่ดูเหมือนว่าอิลาเนียจะสามารถปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างเงียบเชียบเสมอ

"ข้าสัมผัสได้ถึงมัน" เอลาริสกล่าว "แต่ข้ายังไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์"

"ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่แรกเริ่ม" อิลาเนียกล่าวอย่างใจเย็น "แต่เจ้ากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง จงจำไว้ว่าพลังแห่งเงาจันทรานั้นมิได้มีไว้เพียงเพื่อการหลบซ่อน แต่มันยังเป็นพลังแห่งการปรับตัว การเปลี่ยนแปลง และการมองเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น"

อิลาเนียชี้ไปยังรอยสลักโบราณบนพื้นหินที่อยู่ตรงกลางลาน "สัญลักษณ์เหล่านี้คือร่องรอยของบรรพบุรุษของเจ้า พวกเขาได้ใช้พลังทั้งสุริยันและจันทราเพื่อปกป้องโลกใบนี้ และคทาสุริยันจันทรานั้นคือสิ่งที่จะรวมพลังทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์"

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้รอยสลัก เธอใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับรอยแกะสลักที่เลือนราง เธอรู้สึกถึงพลังเวทโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากรอยสลักนั้น ภาพของคทาศักดิ์สิทธิ์ที่เธอจะต้องตามหาวูบเข้ามาในห้วงความคิด มันเป็นคทาที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการผนึกมาลากอร์ และเป็นความหวังสุดท้ายของโลก

"อิลาเนีย" เอลาริสเอ่ยขึ้น "ท่านคิดว่าข้าจะสามารถควบคุมพลังทั้งหมดได้ทันเวลาหรือไม่ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง?"

อิลาเนียมองไปยังดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า "เวลาเหลือน้อยลงทุกที เอลาริส แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า เจ้าคือทายาทแห่งราชวงศ์โบราณ เลือดของบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไหลเวียนอยู่ในกายของเจ้า เจ้ามีศักยภาพที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ หากเจ้าเชื่อมั่นในตัวเอง"

คำพูดของอิลาเนียเป็นกำลังใจให้เอลาริสอย่างมาก เธอรู้สึกถึงความหวังที่จุดประกายขึ้นภายในใจ เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป เธอมีเพื่อนร่วมทางที่พร้อมจะเคียงข้างเธอ และมีผู้พิทักษ์อย่างอิลาเนียที่คอยชี้แนะ

การฝึกฝนใน sanctuary แห่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายวัน เอลาริสได้เรียนรู้ที่จะใช้พลังแห่งเงาจันทราในการสร้างภาพลวงตาขนาดเล็ก การเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบราวกับเงา และการรับรู้ถึงพลังเวทที่ซ่อนเร้นในสิ่งต่างๆ รอบตัว เธอเริ่มรู้สึกว่าพลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของเธออย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่พลังที่เธอได้รับมา

ในวันสุดท้ายของการฝึกฝน อิลาเนียได้พาเอลาริสไปยังถ้ำลับแห่งหนึ่งภายใน sanctuary ถ้ำแห่งนั้นมืดมิดและเย็นยะเยือก แต่เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน เอลาริสก็พบกับแอ่งน้ำใสราวคริสตัลที่สะท้อนแสงจันทร์ที่ส่องลอดช่องหินลงมา แอ่งน้ำนั้นส่องประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับพันดวงซ่อนอยู่ภายใน

"นี่คือบ่อน้ำแห่งการหยั่งรู้" อิลาเนียกล่าว "มันจะช่วยให้เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งที่ซ่อนเร้น และรับรู้ถึงเส้นทางที่เจ้าจะต้องก้าวเดินต่อไป"

เอลาริสคุกเข่าลงข้างแอ่งน้ำ เธอจ้องมองไปยังผิวน้ำที่นิ่งสงบ ช้าๆ เธอใช้พลังแห่งเงาจันทราสัมผัสกับผิวน้ำนั้น ภาพต่างๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเธอ

เธอเห็นภาพของคทาสุริยันจันทราที่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มันเป็นวิหารโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะ เธอเห็นภาพของมาลากอร์ที่กำลังหัวเราะอย่างชั่วร้ายภายใต้แสงจันทร์คู่ที่กำลังบดบังดวงอาทิตย์ และเธอเห็นภาพของเพื่อนร่วมทางของเธอที่กำลังต่อสู้เคียงข้างเธอด้วยความกล้าหาญ

ภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นคือภาพของแผนที่เก่าแก่ที่ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ มันเป็นแผนที่ที่ดูเหมือนจะนำทางไปยังวิหารโบราณแห่งนั้น แผนที่นั้นเลือนรางและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แปลกประหลาด แต่เอลาริสก็รู้สึกได้ว่ามันคือเบาะแสสำคัญที่เธอต้องการ

"เจ้าเห็นอะไร เอลาริส?" อิลาเนียถาม

"ข้าเห็นคทา... วิหารโบราณ... และแผนที่" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วว่าเราจะต้องไปที่ไหนต่อไป"

อิลาเนียยิ้มอย่างพึงพอใจ "นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งต่อไปของเจ้า จงจำไว้ว่าพลังที่เจ้าได้เรียนรู้ในที่แห่งนี้จะช่วยนำทางเจ้าไปสู่ความจริง และปกป้องเจ้าจากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา"

เอลาริสลุกขึ้นยืน ความเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นความมุ่งมั่นและแรงผลักดัน เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังคงอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์โบราณ ผู้ที่ถูกลิขิตให้ถือครองคทาสุริยันจันทรา และเธอจะไม่ยอมให้ความมืดมิดเข้าครอบงำโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน

เมื่อกลับมายังที่พัก เอลาริสได้เล่าสิ่งที่เธอเห็นในบ่อน้ำแห่งการหยั่งรู้ให้ลีโอ เซร่า และควิลล์ฟัง แผนที่ที่เธอเห็นในนิมิตนั้นแม้จะเลือนราง แต่เซร่าก็สามารถจดจำสัญลักษณ์บางอย่างได้จากตำราโบราณที่เธอได้ศึกษามา

"สัญลักษณ์เหล่านี้..." เซร่าพึมพำ "มันดูคล้ายกับสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในตำนานของ 'หอสมุดแห่งความทรงจำ' ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมความรู้โบราณที่เล่าขานกันมาว่ามีอยู่จริง แต่ไม่มีใครเคยพบเห็น"

ลีโอขมวดคิ้ว "หอสมุดแห่งความทรงจำ? นั่นมันสถานที่ในตำนานไม่ใช่หรือ?"

"อาจจะไม่ใช่แค่ตำนานอีกต่อไป" ควิลล์กล่าว "หากเอลาริสเห็นมันในนิมิต นั่นหมายความว่ามันอาจจะมีอยู่จริง และเป็นสถานที่ที่เราต้องไป"

เอลาริสหยิบแผนที่เก่าแก่ที่อิลาเนียมอบให้ก่อนหน้านี้ออกมา มันเป็นแผนที่ที่อิลาเนียบอกว่าเป็นของบรรพบุรุษของเธอ ซึ่งมีร่องรอยของสัญลักษณ์คล้ายกับที่เธอเห็นในนิมิต

"เราต้องไปที่นั่น" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคทา และเส้นทางที่จะนำเราไปสู่วิหารโบราณแห่งนั้น"

การผจญภัยครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พวกเขาทั้งสี่ต่างรู้สึกถึงความตื่นเต้นและกังวลใจไปพร้อมๆ กัน พลังแห่งเงาจันทราที่เอลาริสได้ฝึกฝนมานั้นจะช่วยนำทางพวกเขาไปสู่ปริศนาที่ซ่อนเร้น และเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ

รุ่งเช้าของวันถัดมา ดวงอาทิตย์สาดแสงสีทองลงมายังผืนป่า sanctuary แห่งเอเทเรียส อิลาเนียยืนส่งพวกเขาอยู่ที่ทางเข้า sanctuary ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหวัง

"จงก้าวเดินต่อไปด้วยความกล้าหาญ เอลาริส" อิลาเนียกล่าว "โชคชะตาของโลกใบนี้อยู่ในมือของเจ้าแล้ว"

เอลาริสพยักหน้า เธอหันไปมองเพื่อนร่วมทางของเธอ ลีโอ เซร่า และควิลล์ พวกเขาทุกคนต่างก็มองตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและภักดี

"เราจะทำมันให้สำเร็จ" เอลาริสกล่าวอย่างหนักแน่น เธอรู้สึกถึงพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในกาย พลังแห่งเงาจันทราที่เธอเพิ่งเรียนรู้ และพลังแห่งความหวังที่กำลังลุกโชนอยู่ในใจ การเดินทางสู่ "หอสมุดแห่งความทรงจำ" กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อไขปริศนาแห่งคทาสุริยันจันทรา และหยุดยั้งมาลากอร์ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะปลดปล่อยความมืดมิดสู่ทุกอาณาจักร

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!