คทาสุริยัน

ตอนที่ 53 — อารามแห่งธาราเพลิง: บททดสอบแรกของสุริยันจันทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,512 คำ

ลมหายใจของเอลาริสสั่นระริก ปะปนกับไอน้ำที่ลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากธารน้ำร้อนใต้ผาชันเบื้องหน้า อารามแห่งธาราเพลิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเรืองรอง บัดนี้ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมพัดหวีดหวิวเลียยอดเขา และเสียงปีกของวิหคราตรีที่โฉบเฉี่ยวไปมา อารามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากศิลาลาวาโบราณสีดำสนิท ‌ประดับประดาด้วยอัญมณีสีเพลิงที่ยังคงเปล่งประกายเรืองรอง แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับพันปีแล้วก็ตาม กำแพงสูงใหญ่รายล้อมด้วยลำธารที่ร้อนระอุราวกับจะเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่เคยโชติช่วงในปล่องภูเขาไฟขนาดเล็กใจกลางอารามบัดนี้มอดดับลง เหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาที่บอกเล่าเรื่องราวของความรุ่งโรจน์ที่ล่วงลับไปแล้ว

การเดินทางมาถึงอารามแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทัพปีศาจของมาลากอร์เริ่มเคลื่อนไหวอย่างโจ่งแจ้งขึ้นทุกที พวกมันปรากฏกายในดินแดนที่เคยสงบสุข สร้างความหวาดกลัวและทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า ​เอลาริสและสหายผู้กล้าทั้งสาม—ลูคัส อัศวินผู้ภักดี, เซเรน่า จอมเวทแห่งสายลมผู้สง่างาม, และไครอน พรานป่าผู้เงียบขรึมและชำนาญเส้นทาง—ต้องหลบหนีและต่อสู้มาตลอดทาง ราวกับว่ามีเงาของมาลากอร์ทอดทาบทับอยู่เหนือทุกย่างก้าวของพวกเขา

"ในที่สุดเราก็มาถึง" ลูคัสกล่าวเสียงพร่า ‍ดวงตาคมกริบสอดส่องไปรอบกาย ออร่าแห่งความคุ้มครองแผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สะพายข้างกายส่องประกายเรืองรองในความมืดมิดยามสนธยา "ที่นี่คืออารามแห่งธาราเพลิง สถานที่ที่บรรพบุรุษของเจ้าเคยใช้ฝึกฝนพลัง ก่อนจะเข้าสู่พิธีรับคทาสุริยันจันทรา"

เซเรน่าเดินเข้ามาใกล้เอลาริส แตะบ่าของเธอเบาๆ "เจ้าพร้อมแล้วหรือเอลาริส? ‌ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ฝึกฝน แต่เป็นบททดสอบจิตวิญญาณ ที่จะเปิดเผยความจริงในตัวเจ้า"

เอลาริสพยักหน้าอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวาดหวั่นปะปนกัน เธอกำคทาสุริยันจันทราที่ได้รับมาจากการค้นพบครั้งก่อนแน่น คทาที่ดูเหมือนจะส่องประกายอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อเข้ามาใกล้บริเวณอารามแห่งนี้ มันยังคงเป็นปริศนาสำหรับเธอ ส่วนหนึ่งของพลังเวทที่ซ่อนเร้นในตัวเธอยังคงหลับใหลอยู่ ‍คทาสุริยันจันทราเป็นเพียงกุญแจสำคัญที่จะปลดปล่อยมันออกมา และอารามแห่งนี้คือสถานที่ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นแหล่งรวมพลังงานโบราณ ที่จะช่วยจุดประกายเวทมนตร์ที่กำลังเลือนหายให้กลับมาอีกครั้ง

ไครอนซึ่งเดินนำหน้าไปสำรวจทางกลับมาพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึม "ทางเข้าถูกผนึกด้วยเวทมนตร์โบราณที่ซับซ้อนมาก ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่แค่การป้องกันธรรมดา แต่เหมือนกับมีชีวิต"

เอลาริสก้าวไปข้างหน้า ประจันหน้ากับประตูหินขนาดมหึมาที่ถูกสลักเสลาเป็นรูปวงแหวนสุริยันและจันทราประดับประดาด้วยอักษรเวทโบราณที่เปล่งแสงสีเงินวาว ​เธอยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองอ่อนๆ และแสงสีเงินบริสุทธิ์หมุนวนรอบคทา คล้ายกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์กำลังเต้นรำอยู่บนปลายคทาของเธอ เมื่อคทาชี้ไปที่ประตู อักษรเวทบนประตูพลันสว่างวาบขึ้น แสงสว่างจ้าปะทะกับพลังงานจากคทา ก่อให้เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับภูเขาไฟระเบิด ​พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

"มันกำลังตอบสนอง!" เซเรน่าอุทานอย่างตื่นเต้น

แต่แล้ว แสงสว่างนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟสีดำมืดมิด พุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างรวดเร็ว เธอผงะถอยหลัง ลูคัสรีบพุ่งเข้ามาบัง โล่ศักดิ์สิทธิ์ของเขากางออกในพริบตา ป้องกันเปลวไฟปีศาจไว้ได้หวุดหวิด

"นี่มันอะไรกัน!" ​ลูคัสคำรามอย่างตกใจ

เปลวไฟสีดำมิดนั้นไม่ได้ร้อน แต่กลับเย็นยะเยือกราวกับความตาย มันกัดกินพลังงานแห่งชีวิตอย่างช้าๆ ผิวหนังที่สัมผัสกับเปลวไฟเริ่มซีดเซียวและแห้งผาก

"มันไม่ใช่เปลวไฟธรรมดา!" เซเรน่าตวาด "มันคือพลังงานแห่งความสิ้นหวัง! มาลากอร์คงจะส่งสมุนมาเฝ้าที่นี่ไว้"

จากเงามืดหลังประตูหิน ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬปรากฏกายขึ้น ชายผู้นั้นมีดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านไฟที่คุโชน และมีรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมประดับอยู่บนใบหน้า เขาคือ 'มัลคอร์' หนึ่งในแม่ทัพปีศาจที่โหดเหี้ยมที่สุดของมาลากอร์ ผู้มีฉายาว่า 'เพชฌฆาตแห่งเงา'

"ในที่สุดก็มาถึง... ทายาทแห่งสุริยันจันทรา" มัลคอร์หัวเราะเสียงห้าวเย็นเยือก "เจ้าคิดหรือว่าอารามแห่งนี้จะต้อนรับเจ้าอย่างอบอุ่น? มาลากอร์รู้ดีถึงพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเจ้า และเขาก็ส่งข้ามาเพื่อดับมันเสีย ก่อนที่มันจะส่องสว่างขึ้นมา"

มัลคอร์พุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างไม่รีรอ ดาบใหญ่สีดำมืดที่เคลือบด้วยพลังงานแห่งความสิ้นหวังฟาดฟันเข้าใส่ ลูคัสและไครอนเข้าขวางทางอย่างรวดเร็ว เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ลูคัสใช้โล่รับการโจมตีอันรุนแรงของมัลคอร์อย่างองอาจ ส่วนไครอนใช้ธนูยิงลูกศรที่อาบด้วยพิษร้ายเข้าใส่ แต่มัลคอร์ก็ปัดป้องได้อย่างง่ายดาย

เซเรน่าร่ายเวทมนตร์สายลม สร้างพายุหมุนขนาดเล็กเพื่อตรึงการเคลื่อนไหวของมัลคอร์ แต่มัลคอร์กลับยิ้มเยาะ เขาใช้พลังแห่งเงา สร้างร่างแยกออกมาหลายร่าง พุ่งเข้าโจมตีสหายของเอลาริสพร้อมกัน

เอลาริสยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คทาสุริยันจันทราในมือสั่นไหวเล็กน้อย เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่ปะทุขึ้นจากภายในตัวเธอ แต่เธอยังไม่รู้วิธีที่จะควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ เธอมองดูสหายที่กำลังต่อสู้ด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกผิดและไร้ประโยชน์ถาโถมเข้าใส่

"นี่คือบททดสอบแรกของเจ้าเอลาริส" เสียงกระซิบโบราณดังก้องอยู่ในหัวของเธอ มันเป็นเสียงที่คุ้นเคย เสียงของบรรพบุรุษที่เคยปรากฏในความฝันของเธอ "เจ้าต้องปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมา จงเชื่อมโยงกับคทา ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า"

เอลาริสหลับตาลง เธอจดจ่ออยู่กับคทาในมือ ความรู้สึกอบอุ่นและเย็นเยียบปะปนกันไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเธอ เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงลึกของมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยดวงดาว และในใจกลางของห้วงลึกนั้น มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์คู่หนึ่งกำลังเต้นรำอยู่

เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองและสีเงินระยิบระยับ รอบกายของเธอมีออร่าสีทองและสีเงินแผ่ออกมาอย่างอ่อนโยน เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานจากคทาพุ่งตรงเข้าสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด แสงสีทองและสีเงินรวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ พุ่งเข้าปะทะกับเปลวไฟสีดำมืดที่มัลคอร์สร้างขึ้น

พลังงานทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดคลื่นพลังงานที่แผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ต้นไม้รอบข้างล้มระเนระนาด พื้นดินแตกระแหง มัลคอร์ถึงกับผงะถอยหลัง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ

"เป็นไปไม่ได้! พลังแห่งสุริยันจันทรา...มันกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ?" มัลคอร์คำราม

เอลาริสยังคงชูคทาไว้มั่น เธอสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับคทา พลังงานเวทมนตร์จากบรรพบุรุษไหลเวียนอยู่ในตัวเธออย่างอิสระ เธอไม่ใช่เด็กสาวกำพร้าผู้ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว เธอกำลังจะก้าวขึ้นเป็นทายาทผู้พิทักษ์โลก

"ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายอารามแห่งนี้!" เอลาริสประกาศเสียงก้อง พลังงานจากคทาพุ่งเข้าใส่ร่างแยกของมัลคอร์อย่างรวดเร็ว ร่างแยกเหล่านั้นสลายไปในพริบตา

มัลคอร์กัดฟันกรอด เขารู้ว่าพลังที่เอลาริสปลดปล่อยออกมานั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรับมือได้ง่ายๆ เขาจึงหันไปโจมตีประตูอารามแทน หวังจะทำลายมันก่อนที่เอลาริสจะใช้คทาเปิดมันได้

"หยุดนะ!" เอลาริสตะโกน เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี พลังงานจากคทาพุ่งเข้าสู่ประตูหินอย่างรวดเร็ว แสงสีทองและสีเงินหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ประตูหินขนาดมหึมาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แล้วค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเข้าสู่อารามที่มืดมิดและเต็มไปด้วยปริศนา

มัลคอร์เห็นดังนั้นก็คำรามด้วยความโกรธแค้น เขาพุ่งเข้าใส่เอลาริสอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเล็งไปที่คทาสุริยันจันทรา หวังจะทำลายมันเสีย

แต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวเอลาริสได้ ลูคัสก็พุ่งเข้าขวางทางอีกครั้ง ดาบของเขาส่องประกายสีทองอร่าม ปะทะกับดาบใหญ่สีดำของมัลคอร์อย่างรุนแรง

"เจ้าไม่มีทางแตะต้องเอลาริสได้!" ลูคัสคำราม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด มัลคอร์แข็งแกร่งและรวดเร็ว แต่ลูคัสก็ไม่ยอมแพ้ เขายืนหยัดอย่างมั่นคง ปกป้องเอลาริสด้วยชีวิต

ในขณะเดียวกัน เซเรน่าและไครอนก็ร่วมมือกันโจมตีมัลคอร์จากด้านข้าง เซเรน่าใช้เวทมนตร์สายลมตรึงการเคลื่อนไหวของมัลคอร์ ส่วนไครอนก็ยิงลูกศรพิษเข้าใส่ มัลคอร์เริ่มเสียเปรียบ เขาไม่สามารถรับมือกับการโจมตีพร้อมกันจากสามทิศทางได้

เอลาริสเห็นช่องทาง เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อช่วยสหายของเธอ เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้เพียงแค่รวบรวมพลัง แต่เธอควบคุมมันให้เป็นรูปร่าง เธอสร้างลูกบอลพลังงานสีทองและสีเงินขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่ร่างของมัลคอร์อย่างรวดเร็ว

ลูกบอลพลังงานปะทะเข้ากับร่างของมัลคอร์อย่างจัง ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง ร่างของมัลคอร์กระเด็นไปไกล ชนเข้ากับผนังหินของอารามอย่างแรง เขากระอักเลือดออกมา คำรามด้วยความเจ็บปวด

"เจ้า... เจ้าเด็กน้อย... ข้าจะจดจำความเจ็บปวดนี้ไว้!" มัลคอร์กล่าวเสียงพร่า ก่อนที่ร่างของเขาจะสลายไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความสิ้นหวัง

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของเอลาริสและสหายของเธอ

"เราทำได้แล้ว!" เซเรน่าอุทานอย่างดีใจ

ลูคัสเดินเข้ามาหาเอลาริสด้วยรอยยิ้ม "เจ้าทำได้ดีมากเอลาริส พลังของเจ้าช่างน่าทึ่งจริงๆ"

เอลาริสยิ้มอย่างโล่งใจ เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้าใส่ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจในตัวเอง เธอกำลังเติบโต และเธอกำลังจะกลายเป็นผู้พิทักษ์อย่างแท้จริง

ทางเข้าอารามเปิดออกแล้ว เผยให้เห็นทางเดินที่มืดมิดและลึกลับ เบื้องลึกของอารามแห่งนี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอคอยการค้นพบ แต่เอลาริสรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงของเธอ

"เราไปกันเถอะ" เอลาริสกล่าวเสียงมั่นคง "เราต้องเข้าไปข้างใน และค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในอารามแห่งนี้"

เธอก้าวเท้าเข้าไปในอารามแห่งธาราเพลิงเป็นคนแรก แสงสีทองและสีเงินจากคทาสุริยันจันทราส่องนำทางให้เธอ สหายทั้งสามเดินตามเธอไปอย่างไม่ลังเล ทุกคนต่างพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า บททดสอบแรกผ่านพ้นไปแล้ว บททดสอบที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ภายในอาราม บรรยากาศเงียบสงัดราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ผนังหินแกะสลักเป็นภาพเรื่องราวโบราณที่เลือนลางจากกาลเวลา เล่าขานถึงตำนานของราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่างที่ต่อสู้กับความมืดมิด เอลาริสเดินผ่านโถงทางเดินที่กว้างใหญ่ พลังเวทที่หลับใหลอยู่ภายในตัวเธอเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง มันตอบสนองต่อพลังงานโบราณที่แผ่ซ่านอยู่ในอารามแห่งนี้

เธอรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษ ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเธอ ภาพของหญิงสาวผู้สง่างามในชุดสีขาวบริสุทธิ์ กำลังชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ เปล่งประกายแสงสีทองและสีเงินขับไล่ความมืดมิด ภาพนั้นชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อวาน

"เจ้าเห็นอะไรหรือเอลาริส?" ลูคัสถามอย่างสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเธอ

"ข้า... ข้าเห็นบรรพบุรุษของข้า" เอลาริสกระซิบ "พวกเขาอยู่ที่นี่ พวกเขากำลังนำทางข้า"

พวกเขาก้าวลึกเข้าไปในอาราม ผ่านห้องโถงต่างๆ ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นของนักรบและนักเวทโบราณ สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง จนกระทั่งมาถึงใจกลางของอาราม ที่ซึ่งมีปล่องภูเขาไฟขนาดเล็กตั้งอยู่ เบื้องบนของปล่องภูเขาไฟนั้น มีอัญมณีสีเพลิงขนาดมหึมากำลังเปล่งประกายเรืองรอง ส่งความร้อนระอุออกมาอย่างต่อเนื่อง

"นั่นคือหัวใจของอาราม" เซเรน่ากล่าวเสียงแผ่ว "อัญมณีแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นแหล่งพลังงานเวทมนตร์ที่สำคัญที่สุดของที่นี่"

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้อัญมณีแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์ เธอรู้สึกถึงพลังงานอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากมัน มันเป็นพลังงานที่แตกต่างจากพลังงานแห่งความสิ้นหวังของมาลากอร์ มันเป็นพลังงานแห่งชีวิต พลังงานแห่งความหวัง

เธอวางมือลงบนอัญมณีแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องประกายสว่างจ้า พลังงานจากอัญมณีแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์ไหลเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกราวกับว่าเธอได้รับพลังงานใหม่เข้ามาอย่างเต็มเปี่ยม

"ข้าสัมผัสได้ถึงมัน" เอลาริสกล่าวเสียงมั่นคง "พลังเวทของข้ากำลังตื่นขึ้นมาแล้ว"

แสงสีทองและสีเงินจากคทาสุริยันจันทราส่องสว่างไปทั่วทั้งอาราม เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่เคยดับมอดลงไปแล้วในปล่องภูเขาไฟขนาดเล็กใจกลางอารามพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ส่องประกายโชติช่วงราวกับจะเผาผลาญความมืดมิดให้มอดไหม้ไป

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงของเอลาริส และเธอก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ด้วยคทาสุริยันจันทราในมือ และสหายผู้กล้าที่ยืนเคียงข้าง เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ และนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้ให้จงได้.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!