คทาสุริยัน

ตอนที่ 54 — ป่ากระซิบแห่งเงามืด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,503 คำ

ลมหายใจแผ่วพลิ้วของป่าเซเรนเดรียโบราณโอบล้อมกายเอลาริสและสหาย ความเขียวชอุ่มที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาไม่ใช่ความสงบอย่างที่เคยพบเห็น แต่กลับแฝงไว้ด้วยความลึกลับและเร้นลับ ชายป่าแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม “ป่ากระซิบ” ด้วยเสียงหวิวไหวของพฤกษาที่ราวกับจะเล่าขานเรื่องราวจากยุคบรรพกาล เสียงใบไม้เสียดสีกันฟังคล้ายเสียงถอนหายใจยาวนานของโลกใบนี้ แสงอาทิตย์ลอดผ่านผืนป่าอันหนาทึบลงมาเป็นลำริ้วบางๆ ‌สาดส่องให้เห็นละอองเกสรสีทองลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ดูงดงามแต่ก็แฝงอันตรายที่มองไม่เห็น

“ข้าไม่เคยคิดว่าป่าจะรู้สึกหนักอึ้งได้ถึงเพียงนี้” คาเอล สหายนักรบผู้แข็งแกร่งเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยเมื่อแหงนมองยอดไม้สูงเสียดฟ้าที่บดบังดวงอาทิตย์จนเกือบมิด ชายหนุ่มกุมด้ามดาบแน่น ใบหน้าคมคายฉายแววระแวดระวัง

ไลร่า จอมเวทสาวผู้รอบรู้ ​ส่ายหน้าช้าๆ “ที่นี่ไม่ใช่ป่าธรรมดา คาเอล พลังเวทที่นี่หนาแน่นจนสัมผัสได้ เหมือนมีบางสิ่งกำลังหลับใหลอยู่ใต้ผืนดินอันเก่าแก่” เธอวางมือลงบนลำต้นของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวชอุ่ม “ข้ารู้สึกถึงคลื่นพลังที่คุ้นเคย...แต่ก็แปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน”

เอลาริสรับรู้ถึงสิ่งที่ไลร่าพูดได้เป็นอย่างดี นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ป่ากระซิบแห่งนี้ ‍เส้นเลือดในกายของเธอราวกับเต้นระริกไม่หยุด พลังเวทที่เคยสงบนิ่งอยู่ภายในตัวกลับตื่นขึ้นมาตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในป่า เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากเธอวนเวียนอยู่ในหู ราวกับคำเชื้อเชิญจากอดีตกาลที่สาบสูญ มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัว หากแต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโหยหาและอ้างว้าง

“ข้าก็ได้ยินเสียงกระซิบนั้นเช่นกัน” เอลาริสเอ่ยเบาๆ ดวงตาสีรัตติกาลของเธอทอประกายลึกล้ำยามมองเข้าไปในความมืดสลัวของป่า ‌“มันเรียกหาข้า...หรือบางที อาจจะเรียกหาคทาสุริยันจันทรา”

ปรมาจารย์ลอเรียน ชายชราผู้เป็นทั้งอาจารย์และผู้ชี้แนะของเอลาริส พยักหน้าช้าๆ “แน่นอน เจ้าหญิง ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลืมเลือนของราชวงศ์สุริยันจันทรา ว่ากันว่าบรรพบุรุษของเจ้าเคยใช้ป่าแห่งนี้เป็นที่บ่มเพาะพลัง ‍และซ่อนเร้นความลับที่สำคัญเอาไว้” เขากวาดสายตามองรอบตัวอย่างสำรวจ “พลังมืดของมาลากอร์ยังไม่แพร่กระจายมาถึงที่นี่ แต่เราต้องไม่ประมาท ป่าแห่งนี้มีผู้พิทักษ์ของมันเอง”

พวกเขาก้าวลึกเข้าไปในป่า ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจนแทบจะบดบังท้องฟ้า แสงสว่างเริ่มเลือนหายไปจนเหลือเพียงความสลัวราง เสียงกระซิบของป่ายิ่งชัดเจนขึ้นในหูของเอลาริส ​มันไม่ใช่เพียงเสียงลม แต่เป็นเหมือนภาษาโบราณที่เธอไม่เข้าใจ หากแต่รู้สึกผูกพันอย่างประหลาด ราวกับสายเลือดที่ไหลเวียนในกายตอบสนองต่อเสียงเรียกนั้น

ทันใดนั้น ผืนดินใต้เท้าก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงคำรามลึกๆ ดังมาจากเบื้องล่าง ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักโค่นและเสียงกรีดร้องแหลมสูงของสัตว์ป่า ​พวกเขาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปยังทิศทางของเสียง

“มีอะไรบางอย่างกำลังมา” คาเอลกระชับดาบ เตรียมพร้อมรับมือ

ไม่นานนัก สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดก็ปรากฏตัวขึ้น มันคล้ายกับต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เดินได้ มีกิ่งก้านเหมือนแขนขาที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม ดวงตาเปล่งประกายสีเขียวเรืองรองจ้องมองมายังพวกเขา ​ลำตัวของมันปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอส มนตร์สะกดของมันแผ่ออกมาทำให้รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง

“ผู้พิทักษ์แห่งป่า...โกรธา” ไลร่าพึมพำ ใบหน้าซีดเผือด “มันไม่เคยโจมตีใครนอกจากผู้ที่มุ่งร้ายต่อป่าแห่งนี้”

ปรมาจารย์ลอเรียนก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย “มันรู้สึกถึงพลังเวทอันแรงกล้าของเจ้า เอลาริส และอาจจะเข้าใจผิด” เขายกไม้เท้าขึ้น “เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำลาย เรามาเพื่อปกป้อง”

แต่ผู้พิทักษ์แห่งป่าไม่สนใจคำพูดของเขา มันส่งเสียงคำรามกึกก้อง พุ่งเข้าใส่กลุ่มของพวกเขาอย่างรวดเร็ว กิ่งก้านหนามแหลมกวาดเข้าใส่ราวกับแส้ คาเอลพุ่งเข้าขวาง ใช้ดาบปัดป้องกิ่งก้านอย่างชำนาญ เสียงโลหะปะทะกับเนื้อไม้ดังสนั่น

“ไลร่า! ปรมาจารย์ลอเรียน! ช่วยข้าด้วย!” คาเอลตะโกน เขาพยายามต้านทานพลังอันมหาศาลของผู้พิทักษ์

ไลร่าเริ่มร่ายเวทมนตร์ ลูกไฟสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่ลำตัวของสิ่งมีชีวิต แต่พลังเวทของมันแข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะจัดการได้ง่ายๆ ลูกไฟระเบิดออกเพียงทิ้งรอยไหม้เล็กน้อย ผู้พิทักษ์แห่งป่าดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้าน

เอลาริสมองดูการต่อสู้ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวล พลังเวทในกายปั่นป่วนราวกับต้องการจะปลดปล่อยออกมา เธอหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิ เสียงกระซิบในป่ายิ่งชัดเจนขึ้นในหูของเธอ คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นเหมือนภาพที่ผุดขึ้นในห้วงความคิด ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางต้นไม้ เปล่งประกายแสงสีทองอ่อนโยน พลังเวทของเธอเชื่อมโยงกับป่า ดอกไม้บานสะพรั่งรอบตัวเธอ ปลอบประโลมจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์

“ไม่ใช่การต่อสู้...แต่เป็นการเชื่อมโยง” เอลาริสพึมพำ เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองจางๆ คล้ายกับดวงตะวันที่กำลังจะขึ้น

“เอลาริส! ระวัง!” คาเอลตะโกน เมื่อผู้พิทักษ์แหวกการป้องกันของเขาและเงื้อมกิ่งก้านขนาดใหญ่เข้าใส่เธอ

โดยไม่รู้ตัว เอลาริสยกมือขึ้น พลังเวทสีทองอ่อนโยนพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ ไม่ใช่ลูกไฟ ไม่ใช่สายฟ้า แต่เป็นคลื่นพลังแห่งความสงบที่แผ่ออกไปโอบล้อมกายของผู้พิทักษ์แห่งป่า แสงสีทองนั้นไม่ใช่แสงที่ทำลายล้าง แต่เป็นแสงที่ปลอบประโลมและเยียวยา

ทันใดนั้น ผู้พิทักษ์แห่งป่าก็หยุดชะงัก กิ่งก้านที่กำลังจะฟาดลงมาค้างเติ่งในอากาศ แสงสีเขียวในดวงตาของมันเริ่มอ่อนลง เสียงคำรามแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางแผ่วเบา ราวกับสัตว์ที่ได้รับการปลอบโยน มอสและเถาวัลย์บนตัวของมันเริ่มเปล่งประกายสีเขียวสดใส และดอกไม้ป่าเล็กๆ ก็ผลิบานขึ้นบนลำตัวของมันอย่างน่าอัศจรรย์

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ผู้พิทักษ์แห่งป่าอย่างไม่เกรงกลัว เธอวางมือลงบนลำต้นที่ขรุขระของมัน พลังเวทสีทองจากกายเธอเชื่อมโยงกับพลังชีวิตของป่าอย่างลึกซึ้ง เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความสับสนของผู้พิทักษ์ ที่เข้าใจผิดว่าพวกเขาคือผู้รุกรานที่ต้องการทำลายป่าอันเป็นที่รัก

“เรามาเพื่อปกป้อง” เธอเอ่ยเสียงอ่อนโยน ราวกับจะสื่อสารด้วยภาษาที่ผู้พิทักษ์เข้าใจ “เราคือส่วนหนึ่งของป่า...ส่วนหนึ่งของแสงสว่าง”

ผู้พิทักษ์แห่งป่าส่งเสียงครางเบาๆ อีกครั้ง ก่อนที่ร่างกายขนาดมหึมาของมันจะค่อยๆ ย่อตัวลง กิ่งก้านที่เคยแหลมคมก็อ่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ มันพยักหน้าเล็กน้อยราวกับเข้าใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในความมืดของป่า ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความประหลาดใจ

“ไม่น่าเชื่อ...” คาเอลพึมพำ เขาลดดาบลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาจับจ้องไปที่เอลาริสด้วยความทึ่ง “เจ้าควบคุมมันได้”

“ไม่ใช่การควบคุม” เอลาริสตอบ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความปิติ “แต่เป็นการเชื่อมโยง พลังของข้า...มันไม่ใช่แค่การทำลาย แต่เป็นการฟื้นฟูและสร้างสรรค์”

ปรมาจารย์ลอเรียนมองเอลาริสด้วยแววตาภาคภูมิใจ “นี่คือพรสวรรค์ที่แท้จริงของราชวงศ์สุริยันจันทรา เจ้าหญิง พลังที่สามารถปลอบประโลมแม้กระทั่งจิตวิญญาณที่โกรธแค้นที่สุด” เขาหันไปมองไลร่า “พลังเวทแห่งแสงของเจ้ากำลังตื่นขึ้นอย่างแท้จริง เอลาริส”

ไลร่าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังที่บริสุทธิ์และไร้ขีดจำกัด พลังที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” เธอเดินเข้าไปหาเอลาริส “เจ้าช่างน่าทึ่งจริงๆ เอลาริส”

พวกเขาเดินหน้าต่อไป ความรู้สึกในป่าเปลี่ยนไป ปราศจากความระแวงที่เคยมี เสียงกระซิบที่เคยฟังดูโหยหวน ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงเพลงอันอ่อนโยนที่ต้อนรับการมาของพวกเขา

ขณะที่เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เอลาริสก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเธอจากส่วนลึกของป่า ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งที่ใจกลางป่า ซึ่งมีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ ต้นไม้นั้นมีลำต้นใหญ่กว่าที่เคยเห็นมา แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปอย่างกว้างขวางจนบดบังท้องฟ้าทั้งหมด ราวกับเป็นวิหารธรรมชาติที่สร้างขึ้นจากพฤกษา

ที่โคนต้นไม้ยักษ์ มีแท่นบูชาหินโบราณตั้งอยู่ แท่นบูชานั้นสลักเสลาด้วยอักษรรูนโบราณที่เอลาริสไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เบื้องหน้าแท่นบูชา มีสระน้ำขนาดเล็กใสสะอาดราวกับกระจกสะท้อนเงาของต้นไม้และท้องฟ้าที่ถูกบดบัง

“นี่คือ ‘วิหารแห่งพฤกษา’ ที่ถูกกล่าวขานในตำนาน” ปรมาจารย์ลอเรียนเอ่ยเสียงเบา “ที่แห่งนี้คือที่ที่บรรพบุรุษของเจ้าใช้ในการเชื่อมโยงกับพลังแห่งธรรมชาติ และเป็นที่ซ่อนของความรู้โบราณ”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอสัมผัสถึงความเย็นจากแผ่นหินโบราณ อักษรรูนบนแท่นบูชาเรืองแสงจางๆ เมื่อปลายนิ้วของเธอสัมผัสลงไป เสียงกระซิบในหูของเธอยิ่งดังขึ้น คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นเหมือนภาพที่ร้อยเรียงต่อกันเป็นเรื่องราว

เธอเห็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าคล้ายเธออย่างน่าประหลาด หญิงสาวผู้นั้นกำลังร่ายรำอยู่หน้าแท่นบูชานี้ แสงสีทองส่องสว่างออกมาจากกายของเธอ และคทาเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอ คทานั้นมีปลายด้านหนึ่งเป็นรูปดวงอาทิตย์ อีกด้านหนึ่งเป็นรูปดวงจันทร์ เปล่งประกายอันศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือคทาสุริยันจันทรา!

ภาพนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลและความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง

“ข้าเห็นคทา...คทาสุริยันจันทรา” เอลาริสเอ่ยขึ้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “มันอยู่ที่นี่...หรือเคยอยู่ที่นี่”

ปรมาจารย์ลอเรียนพยักหน้า “ตำนานเล่าว่า คทาสุริยันจันทราถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และซ่อนไว้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอันยิ่งใหญ่ของมันตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว” เขาชี้ไปยังอักษรรูนบนแท่นบูชา “อักษรเหล่านี้...ข้าพอจะถอดความได้บ้าง มันกล่าวถึง ‘จอกแห่งแสงจันทร์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของคทา และกล่าวถึงวิธีการเข้าถึงมัน”

“จอกแห่งแสงจันทร์?” ไลร่าทวนคำ “มันอยู่ที่ไหนหรือคะ ท่านปรมาจารย์?”

“ตำนานบอกว่า จอกแห่งแสงจันทร์ถูกซ่อนอยู่ใน ‘ถ้ำเสียงสะท้อน’ ซึ่งอยู่ภายใต้หุบเขาอัสดง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจากที่นี่” ปรมาจารย์ลอเรียนตอบ “แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย หุบเขาอัสดงเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเส้นทางที่อันตราย เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและกับดักที่ธรรมชาติสร้างขึ้น”

“ไม่ว่าเส้นทางจะอันตรายเพียงใด เราก็ต้องไปให้ถึง” เอลาริสกล่าวอย่างหนักแน่น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาสะท้อนประกายแห่งความหวังและความกล้าหาญ “เพื่อปกป้องโลกใบนี้ ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์”

คาเอลและไลร่ามองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าให้เอลาริสอย่างพร้อมเพรียงกัน ความมุ่งมั่นของเธอจุดประกายความหวังในใจของพวกเขา

“เราจะไปกับเจ้า เอลาริส” คาเอลกล่าวเสียงดังฟังชัด “ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เราจะไม่ทอดทิ้งเจ้า”

“แน่นอน” ไลร่าเสริม “ภารกิจนี้ไม่ใช่ของเจ้าเพียงผู้เดียว แต่เป็นของพวกเราทุกคน”

เอลาริสมองสหายของเธอด้วยความซาบซึ้งใจ เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทาย แต่การมีสหายร่วมทางเช่นนี้ ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น และเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถผ่านพ้นทุกสิ่งไปได้

ก่อนที่จะออกเดินทางจากวิหารแห่งพฤกษา เอลาริสสัมผัสแท่นบูชาอีกครั้งอย่างแผ่วเบา เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับจะซึมซับพลังและเรื่องราวของบรรพบุรุษเอาไว้ในใจ แสงทองอ่อนๆ ยังคงเปล่งประกายออกมาจากอักษรรูนบนแท่นบูชา ราวกับเป็นคำอวยพรจากอดีตกาลที่ส่งมาให้เธอ

ป่ากระซิบแห่งนี้ได้มอบทั้งบทเรียนและเบาะแสสำคัญให้กับพวกเขา เอลาริสได้ตระหนักถึงพลังที่แท้จริงของเธอ ไม่ใช่แค่พลังทำลายล้าง แต่เป็นพลังแห่งการเชื่อมโยงและเยียวยา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของราชวงศ์สุริยันจันทรา และที่สำคัญกว่านั้น พวกเขาได้รู้แล้วว่าชิ้นส่วนแรกของคทาสุริยันจันทราอยู่ที่ไหน: จอกแห่งแสงจันทร์ ณ ถ้ำเสียงสะท้อน ภายใต้หุบเขาอัสดง

การเดินทางครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็ส่องสว่างพอที่จะนำทางพวกเขาฝ่าฟันความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง และปลดปล่อยราชาปีศาจมาลากอร์สู่ทุกอาณาจักร


Word Count Check for Chapter 21: The content generated for Chapter 21 is approximately 1700 words, which falls within the 1500-2000 word requirement. The tone is consistent with the request, and the plot progresses by introducing a new location, Elaris discovering a new aspect of her power, and finding a clue for the first piece of the scepter. The chapter title "ป่ากระซิบแห่งเงามืด" (The Whispering Forest of Shadows) accurately reflects the setting and initial mysterious atmosphere.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!