คทาสุริยัน

ตอนที่ 55 — เงามืดแห่งอดีตในวิหารศิลา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,388 คำ

สายลมอ่อนยามสนธยาพัดหอบเอาไอเย็นจากแนวป่าสนสูงเสียดฟ้า โอบล้อมร่างบอบบางของเอลาริสและสหายผู้ร่วมเดินทางทั้งสาม มุ่งหน้าสู่ใจกลางหุบเขาอาริสเทีย ที่ซึ่งตำนานเล่าขานถึงวิหารศิลาโบราณอันเป็นที่พำนักของเหล่าบรรพชนราชวงศ์สุริยันจันทรา ที่นี่คือจุดหมายแรกของการค้นหาความจริงหลังจากที่พวกเขาได้ทราบถึงพันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงเอลาริสเข้ากับคทาสุริยันจันทรา และชะตากรรมของโลก

"ข้างหน้าเรานั่นไง วิหารศิลา... ดูเก่าแก่จนเหมือนจะกลืนหายไปกับขุนเขาแล้ว" ‌ฟินน์ ชายหนุ่มผู้มีวิชาดาบเป็นเลิศ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมกริบกวาดมองกลุ่มหินสูงใหญ่ที่ถูกสลักเสลาเป็นโครงสร้างวิหารอันโอ่อ่าแต่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสสีเขียวเข้ม ชวนให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ที่ล่วงเลยไปตามกาลเวลา

อเล็กซ์ นักเวทผู้เปี่ยมด้วยความรู้ พยักหน้าเห็นด้วย "ตำนานว่ากันว่าที่นี่คือห้องสมุดแห่งความทรงจำ ​เป็นที่เก็บภูมิปัญญาและบันทึกของราชวงศ์ ผู้ใดก็ตามที่สืบเชื้อสายมา จะสามารถเข้าถึงมันได้" เขากล่าวพลางจัดแว่นบนสันจมูก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า "หวังว่าเราจะเจออะไรที่เป็นประโยชน์นะเอลาริส"

เอลาริสรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอก เมื่อดวงตาสีมรกตกวาดมองไปทั่วบริเวณวิหารที่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังบางส่วน ‍หินแต่ละก้อนดูเหมือนจะกระซิบเล่าเรื่องราวในอดีตที่เธอไม่เคยรู้จัก มือเรียวเลื่อนไปสัมผัสกับคทาสุริยันจันทราที่เหน็บอยู่ข้างเอว คทาอุ่นร้อนขึ้นเล็กน้อย ราวกับตอบรับกับพลังงานที่มองไม่เห็นภายในตัวเธอ

มีอา สาวน้อยแห่งพงไพรผู้มีดวงตาสีน้ำผึ้งและหูแหลมคมของเอลฟ์ ก้าวเท้าไปสำรวจทางเข้าวิหารอย่างระมัดระวัง "ระวังตัวด้วยนะ ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่หลับใหลอยู่... ‌ไม่ใช่แค่เวทมนตร์โบราณ แต่ยังมีความรู้สึกบางอย่างที่ชวนให้ขนลุก" เธอว่าพลางชักธนูขึ้นพาดสายอย่างเตรียมพร้อม

เมื่อก้าวเท้าผ่านซุ้มประตูหินที่พังทลายเข้าไปภายในวิหาร บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไปจากภายนอกโดยสิ้นเชิง แสงตะวันยามเย็นสาดส่องผ่านรอยร้าวบนเพดาน ลงมากระทบกับฝุ่นละอองที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ ทำให้เห็นเส้นทางเดินที่ถูกปกคลุมด้วยซากปรักหักพังและพืชพรรณที่เข้ายึดครอง มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินคละเคล้ากันไป

"แสงสว่างจากคทาอาจช่วยได้นะเอลาริส" ‍อเล็กซ์แนะนำ

เอลาริสพยักหน้า เธอหยิบคทาสุริยันจันทราออกมาจากที่เหน็บ คทาเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ ออกมาทันทีที่เธอจับมันไว้ในมือ แสงนั้นส่องสว่างนำทางพวกเขาให้มองเห็นภาพสลักบนผนังหินที่เลือนราง ภาพเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ปกป้องโลกจากเงามืดของราชาปีศาจมาลากอร์ และพิธีผนึกอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องใช้คทาเป็นกุญแจสำคัญ

"นี่มัน... ​ภาพสลักของบรรพบุรุษข้าหรือนี่" เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อเห็นภาพสลักสตรีผู้หนึ่งที่มีดวงตาคล้ายคลึงกับเธออย่างน่าประหลาด สวมอาภรณ์สง่างามและถือคทาที่มีลักษณะคล้ายคทาในมือของเธอ

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในวิหาร จนกระทั่งมาถึงห้องโถงกว้างใหญ่ใจกลาง ที่นี่มีแท่นบูชาหินตั้งอยู่ตรงกลาง และมีภาพสลักขนาดใหญ่บนผนัง แสดงถึงสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ ​ดวงจันทร์สองดวงโคจรมาบดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์ และมีเงาดำทะมึนของปีศาจมาลากอร์ปรากฏขึ้นเบื้องล่าง

"สุริยคราสแห่งจันทร์คู่... มันกำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน" อเล็กซ์พึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล "นี่คือช่วงเวลาที่มาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด และเป็นโอกาสเดียวที่จะผนึกมันได้"

ขณะที่เอลาริสจ้องมองภาพสลักนั้น จู่ๆ ​ก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ เสียงนั้นเก่าแก่และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เหมือนเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำ

“ทายาทแห่งสุริยันจันทรา... เจ้ามาถึงแล้วหรือ...”

เอลาริสสะดุ้งเฮือก เธอหันมองรอบตัว แต่ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ สหายของเธอก็กำลังจดจ่ออยู่กับการสำรวจแท่นบูชา

"เอลาริส? เป็นอะไรไป" ฟินน์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเธอ

"ข้า... ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง" เธอกระซิบ "เหมือนมีคนเรียกข้า"

อเล็กซ์ขมวดคิ้ว "อาจจะเป็นพลังงานตกค้างของวิหารแห่งนี้ก็เป็นได้ มันเต็มไปด้วยเวทมนตร์โบราณที่ยังหลับใหล"

แต่เอลาริสรู้ว่ามันไม่ใช่แค่พลังงานตกค้าง เสียงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับกำลังพยายามจะสื่อสารกับเธอ เธอตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาหิน แท่นบูชานั้นมีรอยสลักเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เชื่อมโยงกัน เมื่อปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับรอยสลักนั้น คทาสุริยันจันทราในมือก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เปล่งแสงสว่างจ้าออกมาจนทุกคนต้องหรี่ตาลง

แสงสีทองนั้นพุ่งตรงจากคทาไปยังแท่นบูชา ก่อนจะแตกกระจายออกเป็นลำแสงเล็กๆ พุ่งเข้าสู่ภาพสลักบนผนัง ทำให้ภาพเหล่านั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาในชั่วขณะ ภาพของบรรพชนผู้ถือคทาขยับไหว ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้เธอฟัง

วิญญาณบรรพชนปรากฏขึ้นในแสงสว่างจ้าเบื้องหน้าเอลาริส เป็นร่างโปร่งแสงของหญิงสาวผู้สง่างาม ใบหน้าคล้ายคลึงกับภาพสลักและเอลาริสอย่างยิ่ง

“เอลาริส... ทายาทผู้ถูกเลือก” วิญญาณนั้นเอ่ยขึ้น เสียงก้องกังวานในโสตประสาทของเธอเพียงผู้เดียว “เจ้าคือความหวังสุดท้ายของพวกเรา... ผู้ที่จะนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลก”

"ท่านคือ... ใครกัน" เอลาริสถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

“ข้าคือเอลานารา บรรพชนของเจ้า... ผู้ที่เคยถือครองคทาสุริยันจันทรานี้มาก่อน” วิญญาณเอลานาราตอบ “พลังของคทานี้ยังไม่ตื่นเต็มที่ มันต้องการการฝึกฝนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง”

"ข้าจะทำได้อย่างไร" เอลาริสรู้สึกถึงความกดดันอันใหญ่หลวง

“เจ้าต้องค้นหาหินแห่งบรรพกาลสามชิ้น ที่กระจัดกระจายอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หินแต่ละชิ้นจะเปิดเผยความลับของคทา และปลุกพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเจ้า” เอลานาราอธิบาย “จงระลึกไว้ว่า พลังที่แท้จริงของคทาคือการรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน แสงสว่างและความมืด... ชีวิตและความตาย... ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน”

วิญญาณของเอลานาราชี้ไปที่ภาพสลักบนผนัง ภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะเกิดขึ้น “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณแห่งการปลดปล่อยมาลากอร์ แต่มันคือช่วงเวลาที่พลังของสุริยันและจันทราจะผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ เป็นโอกาสทองที่เจ้าจะใช้คทาผนึกมันได้... แต่หากเจ้าล้มเหลว โลกจะตกอยู่ใต้เงามืดนิรันดร์”

"หินแห่งบรรพกาลสามชิ้น... พวกมันอยู่ที่ไหนกัน" เอลาริสถาม

“ชิ้นแรกอยู่ ณ ใจกลางป่าพฤกษาอมตะ... ที่ซึ่งสายน้ำแห่งชีวิตหลั่งไหล” เอลานาราบอก “จงเร่งไปที่นั่น ก่อนที่เงามืดจะกลืนกินทุกสิ่ง”

ก่อนที่เอลาริสจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม แสงสีทองจากวิญญาณเอลานาราก็เริ่มเลือนจางลง ราวกับพลังงานของเธอหมดลงแล้ว

“จงจำไว้... ความกล้าหาญและความรัก... คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” เสียงสุดท้ายของเอลานาราแผ่วเบาลง ก่อนที่วิญญาณจะสลายหายไปในอากาศ เหลือเพียงแสงสีทองอ่อนๆ จากคทาสุริยันจันทราที่ยังคงส่องสว่างอยู่

"เอลาริส! เกิดอะไรขึ้น เธอคุยกับใคร" อเล็กซ์รีบถาม เมื่อแสงสว่างเริ่มจางลงและเขาสามารถลืมตาได้เต็มที่

เอลาริสหันไปมองสหายของเธอ ใบหน้าของเธอซีดเผือด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่วิญญาณเอลานาราบอกเล่าให้ฟัง ตั้งแต่การปลุกพลังคทา การตามหาหินแห่งบรรพกาลสามชิ้น ไปจนถึงคำเตือนเกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่

ฟินน์กำดาบในมือแน่น "งั้นก็หมายความว่าเรามีเวลาจำกัดแล้วสินะ"

มีอาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ป่าพฤกษาอมตะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากที่นี่ เป็นป่าที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตวิเศษและอันตรายมากมาย"

"เราต้องไปที่นั่นให้เร็วที่สุด" เอลาริสกล่าว น้ำเสียงของเธอหนักแน่นขึ้นกว่าที่เคย ความสงสัยและความกลัวที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า เธอรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเธอคนเดียว แต่เป็นชะตากรรมของทุกสรรพชีวิตในโลกนี้

ทันใดนั้นเอง พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ฝุ่นผงร่วงหล่นจากเพดานที่พังทลาย เสียงก้องกังวานราวกับการเดินทัพของกองทัพขนาดใหญ่ดังมาจากภายนอกวิหาร

"ไม่ดีแล้ว! มีบางอย่างกำลังมา" ฟินน์ตะโกน ดวงตาของเขากวาดมองไปยังทางเข้าวิหาร

เงาร่างดำทะมึนปรากฏขึ้นที่ช่องประตูวิหาร ร่างกายของพวกมันสูงใหญ่ ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ สวมเกราะที่ทำจากกระดูกและโลหะสนิมเขรอะ พวกมันคือปีศาจทมิฬระดับล่างของมาลากอร์ กลิ่นสาบสางและพลังงานชั่วร้ายแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ

"พวกมันตามเรามาถึงนี่!" อเล็กซ์ชักไม้เท้าขึ้นเตรียมพร้อม ร่ายเวทมนตร์ป้องกันอย่างรวดเร็ว

"พวกมันคงรับรู้ถึงพลังของคทาที่เพิ่งถูกปลุกขึ้น" มีอากระซิบพลางเล็งธนูไปที่ปีศาจตัวหน้าสุด

เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่นในมือ เธอรู้สึกถึงพลังงานอันอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในตัว มันไม่ใช่แค่พลังของคทา แต่เป็นพลังของบรรพชนที่ส่งผ่านมายังเธอ เธอจดจำคำพูดของเอลานาราได้ดี “พลังที่แท้จริงของคทาคือการรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน”

เมื่อปีศาจตัวแรกพุ่งเข้าโจมตี ฟินน์ก็พุ่งเข้าขวาง ใช้ดาบคมกริบฟันเข้าใส่เกราะของมัน เกิดประกายไฟแลบแปลบ

"เราต้องถ่วงเวลาให้เอลาริสหนีไปก่อน!" ฟินน์ตะโกน

"ไม่! ข้าจะไม่หนี" เอลาริสตอบกลับอย่างหนักแน่น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองอ่อนๆ เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ

"พลังแห่งสุริยัน... จงเปล่งแสง!" เธอร่ายเวทมนตร์เป็นครั้งแรกด้วยความมั่นใจ แสงสีทองจากคทาพุ่งออกไปอย่างรุนแรง กลายเป็นลำแสงเพลิงที่แผดเผาปีศาจที่อยู่เบื้องหน้าให้มอดไหม้ไปในพริบตา

นี่เป็นครั้งแรกที่เอลาริสสามารถควบคุมพลังของคทาได้อย่างตั้งใจ และมันก็ทรงพลังกว่าที่เธอคิดไว้มากนัก แสงแห่งสุริยันจันทราที่เคยหลับใหล บัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับทายาทผู้ถูกเลือกของมันแล้ว

"สุดยอดไปเลยเอลาริส!" อเล็กซ์อุทานด้วยความตื่นเต้น

แต่ปีศาจมาลากอร์มีจำนวนมากเกินกว่าจะรับมือไหว พวกมันยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน กลิ่นอายความมืดมิดปกคลุมวิหารศิลา ราวกับจะกลืนกินแสงสว่างของคทาให้ดับมอด

"เราต้องหาทางออก! ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว" มีอาตะโกน เธอระดมยิงธนูใส่ปีศาจอย่างไม่ลดละ

เอลาริสรู้ดีว่าพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับปีศาจจำนวนมากเช่นนี้ เธอต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ เธอต้องค้นหาหินแห่งบรรพกาลทั้งสามชิ้นให้พบ

"ตามข้ามา! ข้ารู้สึกถึงทางลับ" เอลาริสกล่าว เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดเธอไปยังมุมหนึ่งของห้องโถง ที่ซึ่งมีแผ่นหินขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ภายใต้เถาวัลย์หนาแน่น

เธอใช้ปลายคทาแตะลงบนแผ่นหินนั้น แสงสีเงินจากคทาเปล่งประกายออกมา ค่อยๆ ส่องสว่างรอยสลักรูปดวงจันทร์เสี้ยวบนแผ่นหิน แผ่นหินนั้นค่อยๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นอุโมงค์มืดมิดที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน

"ทางหนี!" ฟินน์รีบตะโกน เขาใช้ดาบป้องกันสหายจากปีศาจที่กำลังพุ่งเข้ามา

"ไปกันเถอะ!" เอลาริสเร่งเร้า พวกเขาทั้งสี่รีบพุ่งตัวเข้าไปในอุโมงค์นั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่แผ่นหินจะเลื่อนกลับมาปิดสนิทอีกครั้ง ขังปีศาจมาลากอร์ไว้เบื้องหลัง

ภายในอุโมงค์มืดมิด คทาสุริยันจันทราเป็นสิ่งเดียวที่ให้แสงสว่าง เอลาริสเดินนำหน้าไปอย่างมั่นใจ เธอรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนในตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าการใช้พลังของคทาในวิหารแห่งนี้ได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอให้ตื่นขึ้น

"เราจะไปที่ไหนกันต่อ" อเล็กซ์ถาม เสียงหอบเล็กน้อยจากการวิ่ง

"ป่าพฤกษาอมตะ... ที่ซึ่งมีหินแห่งบรรพกาลชิ้นแรกซ่อนอยู่" เอลาริสตอบ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอนได้อีกต่อไป เธอรู้แล้วว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตรายและบททดสอบ แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพื่อทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ และเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากเงามืดของมาลากอร์

การผจญภัยครั้งใหม่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น และเอลาริสก็พร้อมแล้วที่จะก้าวไปข้างหน้า ในฐานะทายาทแห่งสุริยันจันทรา ผู้ถือครองความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!