การเดินทางสู่ดินแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บเป็นไปอย่างเร่งรีบ ความกดดันจากรอยแยกแห่งมิติที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บนท้องฟ้า ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาจะพักผ่อนมากนัก แสงแห่งบรรพกาลที่เอลาริสปลดล็อกได้เมื่อครั้งปะทะกับดาร์กสเกล ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่มาพร้อมกับพลังนั้น
ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นภูมิประเทศที่แห้งแล้งและหนาวเย็นมาหลายวัน พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของวิหารแห่งกาลเวลา ภาพเบื้องหน้าทำให้พวกเขาต้องหยุดชะงักอีกครั้ง
วิหารแห่งกาลเวลาไม่ได้เป็นวิหารทั่วไป มันเป็นโครงสร้างขนาดมหึมาที่ถูกแกะสลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก ผิวของภูเขาถูกตกแต่งด้วยอักขระโบราณและภาพสลักของดวงดาวต่างๆ ราวกับเป็นหอดูดาวโบราณขนาดใหญ่ ทางเข้าวิหารเป็นประตูหินขนาดมหึมาที่ประดับด้วยสัญลักษณ์ของนาฬิกาทรายและวงโคจรของดวงดาว บ่งบอกถึงความหมายของกาลเวลาได้อย่างชัดเจน
“นี่คือวิหารแห่งกาลเวลา” ลูน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบาด้วยความทึ่ง “ตำนานเล่าว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยนักปราชญ์โบราณผู้สามารถควบคุมกาลเวลาได้ เป็นที่เก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับจักรวาลและอนาคต”
“แต่ประตูดูเหมือนจะถูกปิดตายมานานแล้ว” คาเลนสังเกตเห็น ประตูหินถูกผนึกด้วยโซ่ตรวนเวทมนตร์ขนาดใหญ่หลายเส้น ที่เปล่งประกายเรืองรองจางๆ
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ซับซ้อนและเก่าแก่จากโซ่ตรวนเหล่านั้น ไม่ใช่พลังงานแห่งความมืดมิด แต่เป็นพลังงานที่บ่งบอกถึงการป้องกันที่แข็งแกร่ง
“คัมภีร์บอกว่า ‘ประตูแห่งกาลเวลาจะเปิดออกเมื่อผู้ถูกเลือกเข้าใจถึงห้วงเวลาที่ไร้สิ้นสุด และสามารถรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกันในจิตวิญญาณ’” เอลาริสอ่านจากคัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกที่เธอถืออยู่
“แล้วเราจะทำยังไงให้ ‘เข้าใจห้วงเวลาที่ไร้สิ้นสุด’ ได้ล่ะ?” เซธถาม
เอลาริสหลับตาลง เธอรวบรวมสมาธิ พยายามสัมผัสถึงพลังงานของวิหาร เธอรู้สึกถึงกระแสของเวลาที่ไหลเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ อดีตที่ผ่านไป ปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินส่องประกายออกมา เธอใช้พลังแห่งแสงแห่งบรรพกาลที่เธอเพิ่งปลดล็อก ผสานเข้ากับพลังแห่งเกราะกำบังจิตวิญญาณ และแก่นพฤกษาแห่งชีวิตที่ได้รับมา
“คาถาแห่งการเชื่อมโยงกาลเวลา!” เธอร่ายมนตร์บทใหม่ บทมนตร์ที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของเธอ
แสงจากคทาพุ่งเข้าสู่โซ่ตรวนเวทมนตร์ที่ผนึกประตู แสงนั้นไม่ได้ทำลายโซ่ แต่กลับทำให้โซ่เรืองแสงสว่างจ้าขึ้น และค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงที่ลอยหายไปในอากาศ โซ่ตรวนทุกเส้นสลายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นประตูหินที่เปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงครืนครั่นกึกก้อง
เมื่อประตูเปิดออก พวกเขาก็พบกับโถงทางเดินขนาดใหญ่ ภายในวิหารแห่งกาลเวลาไม่มีแสงสว่างจากภายนอก แต่กลับมีแสงเรืองรองจางๆ มาจากคริสตัลขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ คริสตัลเหล่านั้นส่องประกายสีฟ้าอ่อนๆ ราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน
ภายในวิหารมีทางเดินที่วกวนราวกับเขาวงกต ผนังประดับด้วยภาพสลักของดวงดาว กาแล็กซี และจักรวาลอันกว้างใหญ่ ราวกับว่าวิหารแห่งนี้คือตัวแทนของจักรวาลทั้งหมด
“ระวังตัวด้วย” คาเลนเอ่ย “พลังงานที่นี่แปลกประหลาดมาก”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินสำรวจไปตามทางเดิน พวกเขาก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ตรงกลางห้องมีแท่นหินขนาดมหึมาตั้งอยู่ บนแท่นหินมีวัตถุบางอย่างวางอยู่ มันคือลูกโลกคริสตัลขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายแสงสีรุ้ง ราวกับบรรจุจักรวาลทั้งหมดไว้ภายใน
เมื่อเอลาริสเดินเข้าไปใกล้ ลูกโลกคริสตัลก็สั่นสะท้านและเปล่งประกายสว่างจ้าขึ้น ภาพต่างๆ ก็ฉายเข้ามาในจิตใจของเอลาริสอย่างรวดเร็ว ภาพของอดีตที่ผ่านไป ภาพของมาลากอร์ที่ถูกผนึก ภาพของราชวงศ์สุริยันจันทราที่รุ่งเรืองและล่มสลาย ภาพของโลกที่กำลังถูกคุกคาม และภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง
“นี่คือ ‘ลูกแก้วแห่งการหยั่งรู้’!” ลูน่าอุทาน “มันสามารถแสดงภาพของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้!”
แต่ภาพที่ฉายเข้ามาในจิตใจของเอลาริสนั้นไม่ได้มีแค่ภาพเหตุการณ์ แต่ยังรวมถึงความรู้สึก อารมณ์ และความทรงจำของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย ราวกับว่าเธอได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง
ทันใดนั้นเอง ภาพของกษัตริย์อัสตราก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของเอลาริสอย่างชัดเจน กษัตริย์องค์แรกผู้รังสรรค์คทาสุริยันจันทรา ท่านยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าเปื้อนเลือด แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ท่านกำลังต่อสู้กับมาลากอร์ อสูรร้ายที่อยู่เบื้องหน้า
“‘ลูกสาวของข้า จงฟังให้ดี’” เสียงของกษัตริย์อัสตราดังก้องอยู่ในจิตใจของเอลาริส “‘การผนึกมาลากอร์นั้นไม่ใช่แค่การใช้คทา แต่คือการสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อสร้างสะพานแห่งแสง เชื่อมโยงโลกกับมิติแห่งความว่างเปล่า และส่งมาลากอร์กลับสู่ห้วงอวกาศที่มันจากมา’”
“‘แต่สะพานแห่งแสงนั้นจะคงอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น หากไร้ซึ่งผู้พิทักษ์ที่จะคอยเติมเต็มพลังแห่งจิตวิญญาณ มันก็จะพังทลายลง และมาลากอร์จะกลับมาอีกครั้ง’”
“‘จงจำไว้ว่า พลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรานั้นอยู่ที่การรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง ‘ดวงตาแห่งการผนึก’ ที่จะเปิดประตูสู่มิติแห่งความว่างเปล่า และพลังแห่งเกราะกำบังจิตวิญญาณคือสิ่งที่เธอจะใช้ปกป้องตัวเองและโลกจากพลังของมาลากอร์’”
“‘แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสละ’ จงเตรียมพร้อมที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อปกป้องโลกที่เธอรัก’”
เสียงของกษัตริย์อัสตราค่อยๆ เลือนหายไป ภาพนิมิตก็จางหายไปเช่นกัน เอลาริสรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เธอหายใจถี่รัว หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว
“เกิดอะไรขึ้นเอลาริส?” ลูน่าถามด้วยความเป็นห่วง
เอลาริสเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้เห็นและได้ยินให้เพื่อนๆ ฟัง ความจริงที่ว่าการผนึกมาลากอร์นั้นต้องแลกมาด้วยการสละ และการที่เธอจะต้องเป็นผู้ที่สร้าง ‘ดวงตาแห่งการผนึก’
“หมายความว่าเธอจะต้องสละชีวิตของตัวเองอย่างนั้นหรือ?” คาเลนถามเสียงเครียด
เอลาริสส่ายหน้า “ฉันไม่รู้...แต่คำว่า ‘สละทุกสิ่งทุกอย่าง’ นั้นน่ากลัวมาก”
แต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอคือทายาทคนสุดท้าย เธอคือความหวังเดียวของโลก
คัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกที่อยู่ในมือของเธอก็เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าสุดท้ายของคัมภีร์
“‘เมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง ณ จุดบรรจบแห่งแสงและเงา จงใช้ดวงตาแห่งการผนึก เปิดประตูสู่ห้วงอวกาศ และส่งมาลากอร์กลับสู่ความว่างเปล่า’” เอลาริสอ่านออกเสียง “‘แต่จงจำไว้ว่า การสละคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะ’”
“จุดบรรจบแห่งแสงและเงา” ลูน่าพึมพำ “นั่นต้องหมายถึงสถานที่ที่พลังของสุริยันและจันทราบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด”
ทันใดนั้นเอง เสียงครืนครั่นก็ดังขึ้นทั่วทั้งวิหาร ผนังวิหารเริ่มสั่นสะเทือน คริสตัลที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มกะพริบถี่รัว
“เกิดอะไรขึ้น?” เซธถาม
รอยแยกบนท้องฟ้าที่อยู่เหนือวิหารแห่งกาลเวลาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เงาตะคุ่มขนาดใหญ่ภายในรอยแยกนั้นเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น มันคือร่างของมาลากอร์!
“มันกำลังจะออกมาแล้ว!” เอลาริสร้องลั่น
พลังงานมืดมิดที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกนั้นรุนแรงจนทำให้วิหารแห่งกาลเวลาสั่นคลอน อักขระโบราณบนผนังเริ่มกะพริบและเลือนหายไป คริสตัลที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มแตกสลาย
“เราไม่มีเวลาแล้ว!” คาเลนตะโกน “เราต้องรีบไปที่จุดบรรจบแห่งแสงและเงา!”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเวลาของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที เธอต้องเผชิญหน้ากับมาลากอร์ ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
พวกเขาพุ่งตัวออกจากวิหารแห่งกาลเวลาที่กำลังจะพังทลายลง เบื้องบนท้องฟ้า รอยแยกแห่งมิติได้ขยายใหญ่จนครอบคลุมท้องฟ้าทั้งหมด และร่างของมาลากอร์ก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ มันเป็นอสูรขนาดมหึมา ร่างกายทำจากเงามืด มีดวงตาเรืองแสงสีแดงราวกับโลหะหลอมเหลว และมีปีกขนาดใหญ่ที่แผ่กว้างออกไปจนบดบังแสงอาทิตย์
เสียงคำรามของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วทั้งโลก เสียงนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความปรารถนาที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง
เอลาริสรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำ แต่เธอก็กำคทาสุริยันจันทราแน่น เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะปกป้องโลกใบนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
“ไปกันเถอะ!” เธอตะโกน “เราต้องไปที่จุดบรรจบแห่งแสงและเงา!”

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก