คทาสุริยัน

ตอนที่ 172 — วิหารแห่งกาลเวลาและปริศนาที่ซับซ้อน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 992 คำ

การเดินทางสู่ดินแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บเป็นไปอย่างเร่งรีบ ความกดดันจากรอยแยกแห่งมิติที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บนท้องฟ้า ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาจะพักผ่อนมากนัก แสงแห่งบรรพกาลที่เอลาริสปลดล็อกได้เมื่อครั้งปะทะกับดาร์กสเกล ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่มาพร้อมกับพลังนั้น

ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นภูมิประเทศที่แห้งแล้งและหนาวเย็นมาหลายวัน ‌พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของวิหารแห่งกาลเวลา ภาพเบื้องหน้าทำให้พวกเขาต้องหยุดชะงักอีกครั้ง

วิหารแห่งกาลเวลาไม่ได้เป็นวิหารทั่วไป มันเป็นโครงสร้างขนาดมหึมาที่ถูกแกะสลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก ผิวของภูเขาถูกตกแต่งด้วยอักขระโบราณและภาพสลักของดวงดาวต่างๆ ราวกับเป็นหอดูดาวโบราณขนาดใหญ่ ทางเข้าวิหารเป็นประตูหินขนาดมหึมาที่ประดับด้วยสัญลักษณ์ของนาฬิกาทรายและวงโคจรของดวงดาว บ่งบอกถึงความหมายของกาลเวลาได้อย่างชัดเจน

“นี่คือวิหารแห่งกาลเวลา” ลูน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบาด้วยความทึ่ง ​“ตำนานเล่าว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยนักปราชญ์โบราณผู้สามารถควบคุมกาลเวลาได้ เป็นที่เก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับจักรวาลและอนาคต”

“แต่ประตูดูเหมือนจะถูกปิดตายมานานแล้ว” คาเลนสังเกตเห็น ประตูหินถูกผนึกด้วยโซ่ตรวนเวทมนตร์ขนาดใหญ่หลายเส้น ที่เปล่งประกายเรืองรองจางๆ

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ซับซ้อนและเก่าแก่จากโซ่ตรวนเหล่านั้น ไม่ใช่พลังงานแห่งความมืดมิด แต่เป็นพลังงานที่บ่งบอกถึงการป้องกันที่แข็งแกร่ง

“คัมภีร์บอกว่า ‍‘ประตูแห่งกาลเวลาจะเปิดออกเมื่อผู้ถูกเลือกเข้าใจถึงห้วงเวลาที่ไร้สิ้นสุด และสามารถรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกันในจิตวิญญาณ’” เอลาริสอ่านจากคัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกที่เธอถืออยู่

“แล้วเราจะทำยังไงให้ ‘เข้าใจห้วงเวลาที่ไร้สิ้นสุด’ ได้ล่ะ?” เซธถาม

เอลาริสหลับตาลง ‌เธอรวบรวมสมาธิ พยายามสัมผัสถึงพลังงานของวิหาร เธอรู้สึกถึงกระแสของเวลาที่ไหลเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ อดีตที่ผ่านไป ปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินส่องประกายออกมา ‍เธอใช้พลังแห่งแสงแห่งบรรพกาลที่เธอเพิ่งปลดล็อก ผสานเข้ากับพลังแห่งเกราะกำบังจิตวิญญาณ และแก่นพฤกษาแห่งชีวิตที่ได้รับมา

“คาถาแห่งการเชื่อมโยงกาลเวลา!” เธอร่ายมนตร์บทใหม่ บทมนตร์ที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของเธอ

แสงจากคทาพุ่งเข้าสู่โซ่ตรวนเวทมนตร์ที่ผนึกประตู แสงนั้นไม่ได้ทำลายโซ่ แต่กลับทำให้โซ่เรืองแสงสว่างจ้าขึ้น และค่อยๆ ​สลายกลายเป็นละอองแสงที่ลอยหายไปในอากาศ โซ่ตรวนทุกเส้นสลายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นประตูหินที่เปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงครืนครั่นกึกก้อง

เมื่อประตูเปิดออก พวกเขาก็พบกับโถงทางเดินขนาดใหญ่ ภายในวิหารแห่งกาลเวลาไม่มีแสงสว่างจากภายนอก แต่กลับมีแสงเรืองรองจางๆ มาจากคริสตัลขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ​คริสตัลเหล่านั้นส่องประกายสีฟ้าอ่อนๆ ราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน

ภายในวิหารมีทางเดินที่วกวนราวกับเขาวงกต ผนังประดับด้วยภาพสลักของดวงดาว กาแล็กซี และจักรวาลอันกว้างใหญ่ ราวกับว่าวิหารแห่งนี้คือตัวแทนของจักรวาลทั้งหมด

“ระวังตัวด้วย” คาเลนเอ่ย “พลังงานที่นี่แปลกประหลาดมาก”

ขณะที่พวกเขากำลังเดินสำรวจไปตามทางเดิน ​พวกเขาก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ตรงกลางห้องมีแท่นหินขนาดมหึมาตั้งอยู่ บนแท่นหินมีวัตถุบางอย่างวางอยู่ มันคือลูกโลกคริสตัลขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายแสงสีรุ้ง ราวกับบรรจุจักรวาลทั้งหมดไว้ภายใน

เมื่อเอลาริสเดินเข้าไปใกล้ ลูกโลกคริสตัลก็สั่นสะท้านและเปล่งประกายสว่างจ้าขึ้น ภาพต่างๆ ก็ฉายเข้ามาในจิตใจของเอลาริสอย่างรวดเร็ว ภาพของอดีตที่ผ่านไป ภาพของมาลากอร์ที่ถูกผนึก ภาพของราชวงศ์สุริยันจันทราที่รุ่งเรืองและล่มสลาย ภาพของโลกที่กำลังถูกคุกคาม และภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง

“นี่คือ ‘ลูกแก้วแห่งการหยั่งรู้’!” ลูน่าอุทาน “มันสามารถแสดงภาพของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้!”

แต่ภาพที่ฉายเข้ามาในจิตใจของเอลาริสนั้นไม่ได้มีแค่ภาพเหตุการณ์ แต่ยังรวมถึงความรู้สึก อารมณ์ และความทรงจำของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย ราวกับว่าเธอได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง

ทันใดนั้นเอง ภาพของกษัตริย์อัสตราก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของเอลาริสอย่างชัดเจน กษัตริย์องค์แรกผู้รังสรรค์คทาสุริยันจันทรา ท่านยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าเปื้อนเลือด แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ท่านกำลังต่อสู้กับมาลากอร์ อสูรร้ายที่อยู่เบื้องหน้า

“‘ลูกสาวของข้า จงฟังให้ดี’” เสียงของกษัตริย์อัสตราดังก้องอยู่ในจิตใจของเอลาริส “‘การผนึกมาลากอร์นั้นไม่ใช่แค่การใช้คทา แต่คือการสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อสร้างสะพานแห่งแสง เชื่อมโยงโลกกับมิติแห่งความว่างเปล่า และส่งมาลากอร์กลับสู่ห้วงอวกาศที่มันจากมา’”

“‘แต่สะพานแห่งแสงนั้นจะคงอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น หากไร้ซึ่งผู้พิทักษ์ที่จะคอยเติมเต็มพลังแห่งจิตวิญญาณ มันก็จะพังทลายลง และมาลากอร์จะกลับมาอีกครั้ง’”

“‘จงจำไว้ว่า พลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรานั้นอยู่ที่การรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง ‘ดวงตาแห่งการผนึก’ ที่จะเปิดประตูสู่มิติแห่งความว่างเปล่า และพลังแห่งเกราะกำบังจิตวิญญาณคือสิ่งที่เธอจะใช้ปกป้องตัวเองและโลกจากพลังของมาลากอร์’”

“‘แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสละ’ จงเตรียมพร้อมที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อปกป้องโลกที่เธอรัก’”

เสียงของกษัตริย์อัสตราค่อยๆ เลือนหายไป ภาพนิมิตก็จางหายไปเช่นกัน เอลาริสรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เธอหายใจถี่รัว หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว

“เกิดอะไรขึ้นเอลาริส?” ลูน่าถามด้วยความเป็นห่วง

เอลาริสเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เธอได้เห็นและได้ยินให้เพื่อนๆ ฟัง ความจริงที่ว่าการผนึกมาลากอร์นั้นต้องแลกมาด้วยการสละ และการที่เธอจะต้องเป็นผู้ที่สร้าง ‘ดวงตาแห่งการผนึก’

“หมายความว่าเธอจะต้องสละชีวิตของตัวเองอย่างนั้นหรือ?” คาเลนถามเสียงเครียด

เอลาริสส่ายหน้า “ฉันไม่รู้...แต่คำว่า ‘สละทุกสิ่งทุกอย่าง’ นั้นน่ากลัวมาก”

แต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอคือทายาทคนสุดท้าย เธอคือความหวังเดียวของโลก

คัมภีร์แห่งดาวประกายพรึกที่อยู่ในมือของเธอก็เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าสุดท้ายของคัมภีร์

“‘เมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึง ณ จุดบรรจบแห่งแสงและเงา จงใช้ดวงตาแห่งการผนึก เปิดประตูสู่ห้วงอวกาศ และส่งมาลากอร์กลับสู่ความว่างเปล่า’” เอลาริสอ่านออกเสียง “‘แต่จงจำไว้ว่า การสละคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะ’”

“จุดบรรจบแห่งแสงและเงา” ลูน่าพึมพำ “นั่นต้องหมายถึงสถานที่ที่พลังของสุริยันและจันทราบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด”

ทันใดนั้นเอง เสียงครืนครั่นก็ดังขึ้นทั่วทั้งวิหาร ผนังวิหารเริ่มสั่นสะเทือน คริสตัลที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มกะพริบถี่รัว

“เกิดอะไรขึ้น?” เซธถาม

รอยแยกบนท้องฟ้าที่อยู่เหนือวิหารแห่งกาลเวลาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เงาตะคุ่มขนาดใหญ่ภายในรอยแยกนั้นเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น มันคือร่างของมาลากอร์!

“มันกำลังจะออกมาแล้ว!” เอลาริสร้องลั่น

พลังงานมืดมิดที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกนั้นรุนแรงจนทำให้วิหารแห่งกาลเวลาสั่นคลอน อักขระโบราณบนผนังเริ่มกะพริบและเลือนหายไป คริสตัลที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มแตกสลาย

“เราไม่มีเวลาแล้ว!” คาเลนตะโกน “เราต้องรีบไปที่จุดบรรจบแห่งแสงและเงา!”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเวลาของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที เธอต้องเผชิญหน้ากับมาลากอร์ ไม่ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

พวกเขาพุ่งตัวออกจากวิหารแห่งกาลเวลาที่กำลังจะพังทลายลง เบื้องบนท้องฟ้า รอยแยกแห่งมิติได้ขยายใหญ่จนครอบคลุมท้องฟ้าทั้งหมด และร่างของมาลากอร์ก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ มันเป็นอสูรขนาดมหึมา ร่างกายทำจากเงามืด มีดวงตาเรืองแสงสีแดงราวกับโลหะหลอมเหลว และมีปีกขนาดใหญ่ที่แผ่กว้างออกไปจนบดบังแสงอาทิตย์

เสียงคำรามของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วทั้งโลก เสียงนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความปรารถนาที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง

เอลาริสรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำ แต่เธอก็กำคทาสุริยันจันทราแน่น เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะปกป้องโลกใบนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

“ไปกันเถอะ!” เธอตะโกน “เราต้องไปที่จุดบรรจบแห่งแสงและเงา!”


หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!