หลังจากที่เอลาริสได้รับ ‘เพลิงสุริยัน’ และผ่านบททดสอบแห่งวิหารสุริยันมาได้ พลังเวทในกายของเธอก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด แสงแห่งปฐมกาลที่เคยเรืองรองอ่อนๆ บัดนี้กลับส่องประกายเจิดจ้าและมั่นคงขึ้น เปลวไฟแห่งสุริยันสามารถพวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วเธอได้ดั่งใจนึก แม้จะยังไม่ช่ำชองนัก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีของการตื่นขึ้นของพลังที่แท้จริง
พวกเขาทั้งสี่ประกอบด้วยเอลาริส, เซอร์เคเอล, ไลร่า และฟินน์ ออกเดินทางจากวิหารสุริยัน มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อตามหา ‘น้ำแข็งจันทรา’ ที่ถูกซ่อนอยู่ในหอคอยแห่งจันทราตามที่ระบุไว้ในบันทึกโบราณ การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะยากลำบากกว่าครั้งก่อน เพราะมาลากอร์คงรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของพลังสุริยันในตัวเอลาริสแล้ว และคงส่งสมุนออกตามล่าพวกเขาอย่างไม่ลดละ
ตลอดเส้นทางผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และป่าโปร่ง พวกเขาสัมผัสได้ถึงเงาแห่งความมืดมิดที่คืบคลานตามหลังมาอย่างใกล้ชิด ไลร่าผู้มีประสาทสัมผัสเป็นเลิศ มักจะเตือนให้ทุกคนระวังตัวอยู่เสมอ
“ข้ารู้สึกได้ถึงมัน” ไลร่ากระซิบในยามค่ำคืนที่พวกเขาพักแรมใต้แสงจันทร์ “กลิ่นอายของปีศาจ…มันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว”
“พวกมันคงรู้แล้วว่าเราได้ ‘เพลิงสุริยัน’ มาแล้ว” เซอร์เคเอลกล่าวอย่างเคร่งขรึม มือข้างหนึ่งกุมดาบแน่น “เราต้องเร่งความเร็วให้มากกว่านี้”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าเวลาของพวกเขามีน้อยลงทุกที เธอฝึกฝนการควบคุมพลังสุริยันในทุกๆ โอกาสที่ทำได้ อาจารย์มาธาร์ดเคยบอกว่าพลังที่แท้จริงไม่ใช่แค่การร่ายคาถาที่รุนแรง แต่คือการหลอมรวมกับธรรมชาติ การใช้พลังอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ
ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านป่าสนหนาทึบ เสียงกรีดร้องของสัตว์ป่าก็ดังขึ้นอย่างโหยหวน ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักและเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังพุ่งตรงมายังพวกเขา
“ปีศาจ!” ไลร่าตะโกน “เตรียมตัว!”
ทันใดนั้น ปีศาจรูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดมหึมา ที่มีขนสีดำสนิทและดวงตาสีแดงฉาน ก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ พวกมันคือ ‘วาริธแห่งรัตติกาล’ สัตว์อสูรที่มาลากอร์สร้างขึ้นเพื่อออกล่า พวกมันว่องไว แข็งแกร่ง และมีพิษร้ายแรง
“คุ้มกันเอลาริส!” เซอร์เคเอลคำราม ชักดาบแสงออกมาจากฝัก พุ่งเข้าปะทะกับวาริธตัวแรกอย่างกล้าหาญ
ไลร่าใช้กริชคู่ในมือฟาดฟันเข้าใส่จุดอ่อนของพวกมันอย่างรวดเร็ว ฟินน์ร่ายเวทมนตร์ป้องกันและโจมตีด้วยลูกศรเวทมนตร์ ส่วนเอลาริส เธอรวบรวมพลังสุริยันไว้ในฝ่ามือ สร้างเปลวไฟสีทองที่ลุกโชน พุ่งเข้าใส่พวกวาริธที่พยายามจะล้อมโจมตีพวกเขา
เปลวไฟสุริยันของเอลาริสทรงพลังอย่างน่าประหลาดใจ วาริธที่ถูกเปลวไฟปะทะเข้ากับร่างก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของพวกมันเริ่มไหม้เกรียมและสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เอลาริสใช้พลังของเธออย่างเต็มที่ สร้างคลื่นเพลิงที่กวาดล้างพวกวาริธไปได้หลายตัว
แต่พวกมันมีจำนวนมากเกินไป วาริธอีกหลายตัวพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง พวกมันเริ่มล้อมกรอบพวกเขาเข้ามาเรื่อยๆ
“พวกมันมาไม่หยุดเลย!” ฟินน์ตะโกนเสียงหลง
“เราต้องถอย!” เซอร์เคเอลสั่งการ “เอลาริส สร้างกำแพงไฟ!”
เอลาริสพยักหน้า เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี สร้างกำแพงไฟสุริยันขนาดมหึมาขึ้นมาล้อมรอบพวกเขา กำแพงไฟนั้นสูงเสียดฟ้า เปลวไฟลุกโชนด้วยพลังที่ร้อนแรง ทำให้พวกวาริธไม่กล้าเข้าใกล้
“ไปกันเถอะ!” ไลร่าตะโกน พวกเขาทั้งสี่ฉวยโอกาสที่กำแพงไฟยังคงตั้งตระหง่านอยู่ พุ่งทะยานออกไปจากวงล้อมของพวกปีศาจ พวกเขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งกำแพงไฟสุริยันไว้เบื้องหลังเพื่อชะลอการตามล่าของพวกวาริธ
หลังจากวิ่งหนีมาได้ไกลพอสมควร พวกเขาก็หยุดพักในถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หน้าผา ทุกคนหอบหายใจอย่างแรง เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย
“เกือบไปแล้ว” ไลร่าพึมพำ “พวกมันแข็งแกร่งกว่าที่คิด”
“แต่พลังของเจ้า เอลาริส…มันน่าทึ่งมาก” ฟินน์กล่าวด้วยความทึ่ง “เจ้าสามารถสร้างกำแพงไฟขนาดนั้นได้เชียวหรือ”
เอลาริสเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจกับพลังของเธอเอง “ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะทรงพลังขนาดนี้”
“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังที่แท้จริงของเจ้า เอลาริส” เซอร์เคเอลกล่าว “เจ้ายังมีพลังอีกมากที่ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อย”
ขณะที่พวกเขากำลังพักผ่อนและฟื้นฟูกำลัง ฟินน์ก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ เขาหยิบบันทึกโบราณขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง
“แย่แล้ว!” ฟินน์อุทาน “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังแห่งความมืดมิดที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็วทางทิศเหนือ”
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที “หมายความว่าอย่างไรฟินน์”
“จากแผนที่แห่งดวงดาวในบันทึกนี้ พลังแห่งความมืดมิดกำลังปกคลุม ‘หอคอยแห่งจันทรา’ ไว้เกือบทั้งหมดแล้ว” ฟินน์อธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และดูเหมือนว่า…สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้”
ข่าวร้ายนั้นทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน หากสุริยคราสแห่งจันทร์คู่มาถึงเร็วกว่ากำหนด นั่นหมายความว่ามาลากอร์กำลังเร่งแผนการของมัน และพวกเขาอาจไม่มีเวลามากพอที่จะรวบรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์
“มันเป็นไปได้อย่างไร” ไลร่าถาม “อาจารย์มาธาร์ดบอกว่าเรายังมีเวลาอีกหลายสัปดาห์”
“มาลากอร์ต้องมีวิธีที่จะเร่งกระบวนการของสุริยคราส” เซอร์เคเอลกล่าว “มันคงไม่รอให้โชคชะตาเล่นตลกกับมัน”
เอลาริสรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามา เธอคือความหวังสุดท้ายของโลก แต่เวลาของเธอกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว
“เราต้องไปให้ถึงหอคอยแห่งจันทราให้เร็วที่สุด” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ว่าหนทางจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม”
“แต่ทางไปหอคอยแห่งจันทรานั้นต้องผ่าน ‘หุบเขาแห่งหมอกมรณะ’ นะเอลาริส” ไลร่าเตือน “มันเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยหมอกพิษและสัตว์ร้ายที่มองไม่เห็น”
“เราต้องไป” เอลาริสย้ำ “เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
เซอร์เคเอลพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับหุบเขาแห่งหมอกมรณะ”
ฟินน์เริ่มรวบรวมสมุนไพรและส่วนผสมต่างๆ ที่เขามี เพื่อปรุงยาแก้พิษและคาถาที่จะช่วยป้องกันหมอกพิษ ไลร่าตรวจสอบอาวุธและอุปกรณ์ทั้งหมด ส่วนเอลาริส เธอนั่งสมาธิ พยายามเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับพลังแห่งสุริยันจันทราอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า
ในความเงียบสงบของถ้ำ เอลาริสหลับตาลง เธอจินตนาการถึงดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงและดวงจันทร์ที่เยือกเย็น ทั้งสองพลังกำลังหมุนวนอยู่ในกายของเธอ เธอกำลังเรียนรู้ที่จะควบคุมพวกมันให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้คทาสุริยันจันทราสามารถถูกปลุกให้ตื่นขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความมืดมิดและอันตราย แต่เธอก็จะไม่ยอมแพ้ เธอจะสู้จนถึงที่สุด เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากเงาของมาลากอร์ และเพื่อรักษาแสงสว่างแห่งความหวังไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก