หลังจากได้รับความรู้จากศิลาแห่งปัญญาในหุบเขาเงียบงัน คณะเดินทางของเอลาริสก็มุ่งหน้าต่อไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามคำแนะนำของอาจารย์เอเธลและข้อมูลที่เอลาริสได้รับจากศิลาโบราณ จุดหมายต่อไปคือ ‘ทะเลทรายแห่งประกายดาว’ ดินแดนที่เชื่อกันว่าคทาสุริยันจันทราถูกซ่อนไว้ในวิหารใต้พิภพที่สาบสูญ
ระหว่างทาง พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก แสงอาทิตย์ที่เคยอบอุ่นกลับดูหม่นหมองลงเล็กน้อย ท้องฟ้ามักจะมีเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างผิดปกติ แม้แต่ผืนป่าที่เคยเขียวขจีก็เริ่มมีต้นไม้บางต้นเหี่ยวเฉาและตายไป ราวกับพลังชีวิตกำลังถูกดูดกลืน
“นี่คือสัญญาณ” อาจารย์เอเธลกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามา และพลังของมาลากอร์ก็กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังแพร่กระจายเงามืดไปทั่วทุกอาณาจักร”
เซริอุสก้มลงตรวจสอบรอยเท้าประหลาดบนพื้นดิน “ไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปครับท่านอาจารย์ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งชั่วร้าย และรอยเท้าเหล่านี้...ดูเหมือนจะเป็นของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าที่เราเคยพบเจอ”
เมอร์ลินหยิบแผนที่เก่าแก่ขึ้นมาดูอีกครั้ง “ตามบันทึกโบราณ เมื่อใดที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ใกล้จะมาถึง มิติระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับมิติแห่งความมืดมิดจะบางลง ทำให้สิ่งมีชีวิตจากโลกปีศาจสามารถเล็ดรอดเข้ามาได้ง่ายขึ้น”
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงกรีดร้องของสัตว์ป่าก็ดังขึ้นมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้า ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักและเสียงคำรามที่น่าขนลุก
“เตรียมพร้อม!” เซริอุสตะโกน เขาชักดาบออกมา แสงสะท้อนจากคมดาบส่องประกายวูบวาบ
ร่างของสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดใหญ่ แต่มีผิวหนังสีดำสนิทราวกับเงา ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ พุ่งออกจากพุ่มไม้ด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า พวกมันมีกรงเล็บแหลมคมและฟันที่น่ากลัว จำนวนของพวกมันมีมากกว่าที่คาดไว้
“พวกมันคือ ‘หมาป่าเงา’!” ลีลาวดีร้องเตือนด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “พวกมันเกิดจากพลังงานด้านมืดของมาลากอร์! ร่างกายของพวกมันแทบจะเป็นอมตะ ไม่มีอาวุธธรรมดาจะทำร้ายพวกมันได้!”
เอลาริสไม่รอช้า เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันไว้ที่ฝ่ามือ แล้วปล่อยลำแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งเข้าใส่หมาป่าเงาตัวหนึ่ง แสงนั้นทะลุผ่านร่างของมันไปได้อย่างง่ายดาย ราวกับมันเป็นเพียงควัน
“พลังแห่งสุริยันสามารถทำร้ายพวกมันได้!” เอลาริสตะโกนบอก “พลังแห่งแสงสว่างจะเผาผลาญความมืดมิดของพวกมัน!”
เซริอุสเปลี่ยนยุทธวิธี เขาหลบหลีกการโจมตีของหมาป่าเงาอย่างคล่องแคล่ว แล้วใช้ดาบของเขาฟาดฟันเพื่อเปิดทางให้เอลาริสได้ใช้พลังเวท เมอร์ลินร่ายมนตร์ป้องกันรอบตัวพวกเขา สร้างกำแพงพลังงานโปร่งแสงขึ้นมาต้านทานการโจมตีของหมาป่าเงา ส่วนลีลาวดีก็ใช้เวทมนตร์แห่งพงไพร สร้างเถาวัลย์และรากไม้ให้พันธนาการพวกมันไว้ชั่วขณะ
เอลาริสใช้พลังแห่งสุริยันอย่างต่อเนื่อง ลำแสงสีทองพุ่งออกไปจากฝ่ามือของเธออย่างไม่หยุดยั้ง เผาผลาญร่างของหมาป่าเงาให้กลายเป็นเถ้าธุลีไปทีละตัว พลังที่เธอได้รับจากศิลาแห่งปัญญาทำให้เธอสามารถควบคุมพลังเวทได้อย่างแม่นยำและทรงพลังมากขึ้น
แต่จำนวนของหมาป่าเงากลับมีมากมายราวกับไม่มีที่สิ้นสุด พวกมันโผล่พรวดพราดออกมาจากป่ารอบด้านอย่างไม่หยุดหย่อน คณะเดินทางเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เอลาริสเองก็เริ่มหายใจถี่ขึ้น พลังเวทในกายเริ่มร่อยหรอ
ทันใดนั้นเอง หมาป่าเงาตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากด้านหลังของเอลาริสอย่างรวดเร็ว เซริอุสเห็นเข้าพอดี แต่เขาอยู่ห่างเกินกว่าจะเข้าถึงได้ทัน
“เอลาริส! ระวัง!” เซริอุสตะโกน
เอลาริสหันกลับไปเผชิญหน้ากับหมาป่าเงาที่พุ่งเข้ามา เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ภาพของมาลากอร์ที่เคยปรากฏในจิตใจก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความมืดมิดที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอกำลังพยายามจะแทรกแซงการควบคุมพลัง
“ไม่!” เอลาริสกรีดร้อง เธอพยายามต่อต้านพลังมืดนั้นอย่างสุดกำลัง
ในขณะที่เอลาริสกำลังต่อสู้กับพลังด้านมืดในจิตใจ หมาป่าเงาก็เข้าใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ กรงเล็บแหลมคมของมันกำลังจะตะปบเข้าใส่เธอ
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีเงินเย็นยะเยือกก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของเอลาริสโดยไม่ตั้งใจ มันไม่ใช่พลังทำลายล้าง แต่เป็นพลังแห่งการขับไล่และปกป้อง แสงนั้นแผ่กระจายออกไปรอบตัวเอลาริส สร้างกำแพงพลังงานสีเงินขึ้นมาต้านทานหมาป่าเงาไว้ได้ทันท่วงที
หมาป่าเงาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเมื่อสัมผัสกับแสงสีเงิน มันถูกผลักกระเด็นออกไปไกล ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ
เอลาริสหายใจหอบ เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างหนัก แต่ก็รู้สึกประหลาดใจกับพลังที่เพิ่งปรากฏออกมา เธอไม่เคยใช้พลังแห่งจันทราในรูปแบบนี้มาก่อน
“เจ้า...เจ้าใช้พลังแห่งจันทราได้แล้วเอลาริส!” อาจารย์เอเธลอุทานด้วยความตื่นเต้น “มันเป็นพลังแห่งการปกป้องและขับไล่สิ่งชั่วร้ายโดยเฉพาะ! เมื่อรวมกับพลังแห่งสุริยันของเจ้า เจ้าจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!”
หมาป่าเงาที่เหลืออยู่ดูเหมือนจะหวาดกลัวพลังแห่งจันทราของเอลาริส พวกมันเริ่มถอยร่นและล่าถอยกลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่หมาป่าเงาจากไป ความเงียบก็กลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง คณะเดินทางทุกคนต่างเหนื่อยล้า แต่ก็ปลอดภัย
“ข้า...ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าข้าจะใช้พลังแห่งจันทราแบบนั้นได้” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงประหลาดใจ
“นั่นเป็นเพราะเจ้าได้ค้นพบสุริยคราสแห่งจิตวิญญาณแล้วเอลาริส” อาจารย์เอเธลอธิบาย “เจ้าได้ยอมรับทั้งสองด้านในตัวเจ้า ทั้งแสงสว่างและความมืดมิดที่มาลากอร์พยายามจะใช้เป็นจุดอ่อน บัดนี้พลังแห่งสุริยันและจันทราในตัวเจ้าได้สมดุลกันอย่างแท้จริงแล้ว”
เมอร์ลินพยักหน้า “พลังแห่งสุริยันคือพลังแห่งการทำลายล้างและสร้างสรรค์ ส่วนพลังแห่งจันทราคือพลังแห่งการปกป้องและเยียวยา เมื่อทั้งสองรวมกัน เจ้าจะสามารถใช้พลังได้หลากหลายและทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
เซริอุสเข้ามาจับบ่าของเอลาริส “เจ้าทำได้ดีมากเอลาริส เจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเจ้าคู่ควรกับคทาแห่งสุริยันจันทรา”
ลีลาวดีกระโดดเข้ามากอดเอลาริสด้วยความดีใจ “เจ้าเก่งที่สุดเลยเอลาริส!”
เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนแรง แต่ในใจเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความมุ่งมั่น เธอรู้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ใหญ่กว่า
“เราต้องเร่งเดินทาง” อาจารย์เอเธลกล่าว “ก่อนที่มาลากอร์จะส่งกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่านี้มาขัดขวางเรา”
พวกเขาเดินทางต่อไป ทิศทางของทะเลทรายแห่งประกายดาวอยู่ห่างออกไปอีกหลายวันเดินทาง แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกถึงความเร่งรีบที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สัญญาณของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ปรากฏชัดเจนขึ้นในทุกๆ วัน ท้องฟ้ายิ่งมืดครึ้ม อากาศยิ่งเย็นเยียบผิดปกติ ราวกับโลกกำลังถูกกลืนกินด้วยเงามืด
บางคืน พวกเขาเห็นดวงจันทร์สองดวงปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า ดวงหนึ่งเป็นสีเงินนวล อีกดวงหนึ่งเป็นสีแดงก่ำราวกับเลือด เป็นลางบอกเหตุถึงมหาวินาศที่กำลังจะมาถึง
เอลาริสใช้เวลาในช่วงที่เหลือของการเดินทางเพื่อฝึกฝนพลังเวทของเธอ เธอพยายามควบคุมทั้งพลังแห่งสุริยันและจันทราให้สมดุลกัน เธอเรียนรู้ที่จะสลับใช้พลังทั้งสองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เธอค้นพบว่าพลังแห่งสุริยันไม่ได้มีเพียงแค่การโจมตี แต่ยังสามารถใช้เพื่อสร้างแสงสว่างให้ความอบอุ่น และพลังแห่งจันทราก็ไม่ได้มีเพียงแค่การปกป้อง แต่ยังสามารถใช้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและเยียวยาจิตใจได้อีกด้วย
ความรู้ที่ได้รับจากศิลาแห่งปัญญาและประสบการณ์การต่อสู้กับหมาป่าเงาทำให้เอลาริสเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เธอไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่หวาดกลัวโชคชะตาอีกต่อไปแล้ว บัดนี้เธอคือผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง ผู้ซึ่งพร้อมจะเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่ว่ามันจะร้ายกาจเพียงใดก็ตาม.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก