คทาสุริยัน

ตอนที่ 82 — เทือกเขาเงาจันทราและปริศนาแห่งอดีต

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,548 คำ

แสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องต้องยอดเขาสูงเสียดฟ้าของเทือกเขาเงาจันทรา เผยให้เห็นทิวทัศน์อันตระการตาและน่าเกรงขาม ทว่าความงดงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บและอันตรายที่มองไม่เห็น เอลาริสและสหายออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้าพาเอาเศษหิมะปลิวว่อน คาเรนเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ตามมาด้วยฟินน์ที่สายตาคมกริบสอดส่องไปทั่วบริเวณ ไลร่าเดินรั้งท้าย ‌คอยจดบันทึกและร่ายมนตร์ป้องกันความหนาวเย็นให้แก่กลุ่ม ส่วนเอลาริสอยู่ตรงกลาง พยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่โหดร้ายและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน

"เทือกเขาเงาจันทรานี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความลึกลับและอันตราย" ไลร่าเอ่ยขึ้นขณะที่สายลมพัดแรงจนเสียงของเธอแทบจะเลือนหายไปกับเสียงลม "มีตำนานเล่าขานถึงสิ่งมีชีวิตโบราณที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูง และมีถ้ำมากมายที่ซ่อนปริศนาจากอดีตกาล"

คาเรนหันมามอง "เราต้องระวังให้มาก อย่าประมาทเด็ดขาด" ​เขาพูดพลางกุมดาบที่เหน็บข้างกายไว้แน่น

เส้นทางที่พวกเขาเดินผ่านเต็มไปด้วยหิมะหนาทึบและก้อนหินขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง บางครั้งพวกเขาต้องปีนป่ายไปตามหน้าผาที่สูงชัน บางครั้งต้องเดินผ่านหุบเหวที่มืดมิดและลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว เอลาริสรู้สึกว่าพลังกายของเธอกำลังจะถึงขีดจำกัด แต่เมื่อนึกถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่ เธอก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านช่องเขาแคบๆ จู่ๆ ฟินน์ก็ชูมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด ‍สายตาของเขาจับจ้องไปยังบางสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

"มีอะไรหรือฟินน์?" คาเรนถามเสียงเบา พลางชักดาบออกจากฝัก

"รอยเท้า" ฟินน์ตอบเสียงทุ้มต่ำ "ไม่ใช่รอยเท้าสัตว์ป่า... ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตและมีกรงเล็บแหลมคม"

ทุกคนมองตามสายตาของฟินน์ รอยเท้าขนาดใหญ่ที่ประทับอยู่บนหิมะบ่งบอกถึงเจ้าของที่มีขนาดมหึมาและน่าเกรงขาม มันเป็นรอยเท้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

"อาจจะเป็นสัตว์ในตำนานของเทือกเขาแห่งนี้" ‌ไลร่าสันนิษฐาน "เราควรระวังให้มาก"

ทันใดนั้น เสียงคำรามก้องฟ้าก็ดังขึ้นสะท้อนไปทั่วหุบเขา พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งแวววาวปรากฏตัวขึ้นจากหลังก้อนหิน มันมีรูปร่างคล้ายมังกร แต่มีปีกคล้ายค้างคาวขนาดใหญ่ และมีเขี้ยวแหลมคมราวกับมีด ‍มันคือ 'อสูรเกล็ดน้ำแข็ง' สิ่งมีชีวิตในตำนานที่เฝ้าเทือกเขาเงาจันทรามาแต่โบราณกาล

"เตรียมพร้อม!" คาเรนตะโกนเสียงดัง เขาพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดด้วยความกล้าหาญ ดาบของเขาส่องประกายวาววับในแสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา

ฟินน์ปล่อยธนูออกจากคันศรอย่างรวดเร็ว ลูกธนูพุ่งเข้าปักที่เกล็ดน้ำแข็งของอสูร แต่ดูเหมือนจะสร้างความเสียหายให้มันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ไลร่าร่ายมนตร์ป้องกัน ​กระแสลมเย็นยะเยือกพุ่งออกจากมือของเธอ สร้างกำแพงน้ำแข็งที่แข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อชะลอการเคลื่อนไหวของอสูร

เอลาริสยืนอยู่เบื้องหลังกำแพงน้ำแข็ง เธอหลับตาลง รวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มีอยู่ในกาย เธอรู้สึกได้ถึงพลังแห่งสุริยันและจันทราที่หมุนวนอยู่ในตัวเธอ เธอพยายามนึกถึงสิ่งที่อาจารย์เซเดนสอน การผสานพลัง...

เธอชูมือออกไป พลังเวทสีทองสว่างวาบออกมาจากฝ่ามือของเธอ ​มันก่อตัวเป็นลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงบริสุทธิ์ของสุริยัน เปลวเพลิงนั้นมิได้ให้ความรู้สึกร้อนรุ่ม แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความบริสุทธิ์และการชำระล้าง

"เพลิงสุริยัน!" เอลาริสตะโกน ลูกบอลเพลิงพุ่งตรงเข้าใส่อสูรเกล็ดน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว

อสูรเกล็ดน้ำแข็งคำรามด้วยความเจ็บปวด เกล็ดน้ำแข็งที่ปกคลุมร่างกายของมันเริ่มหลอมละลายเมื่อสัมผัสกับเปลวเพลิงสุริยันที่บริสุทธิ์ มันพยายามพ่นลมหายใจเย็นยะเยือกออกมาเพื่อดับเปลวเพลิง แต่เปลวเพลิงของเอลาริสกลับไม่ดับลงง่ายๆ ​มันยังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อสูรกำลังสับสนและเจ็บปวด เอลาริสก็เปลี่ยนการใช้พลัง เธอหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมพลังแห่งจันทรา เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นสงบที่ไหลเวียนอยู่ในกาย สายธารสีเงินยวงพุ่งออกมาจากฝ่ามือของเธอ มันก่อตัวเป็นแส้พลังน้ำที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น

"ธาราจันทรา!" เธอตะโกนอีกครั้ง แส้พลังน้ำพุ่งเข้าพันรอบตัวอสูรเกล็ดน้ำแข็ง รัดแน่นจนมันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

อสูรดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากแส้พลังน้ำ แต่เปลวเพลิงสุริยันยังคงกัดกินเกล็ดน้ำแข็งของมัน และแส้พลังน้ำก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด อสูรเกล็ดน้ำแข็งก็ทรุดลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้นหิมะ พลังชีวิตของมันค่อยๆ เหือดหายไป

คาเรน ฟินน์ และไลร่ามองเอลาริสด้วยความทึ่ง พลังที่เธอแสดงออกมานั้นเหนือความคาดหมายของพวกเขา

"ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส!" คาเรนกล่าวด้วยความชื่นชม

"ข้าไม่เคยเห็นใครสามารถผสานพลังของสุริยันและจันทราได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้มาก่อนเลย" ไลร่าเสริม

เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนล้า "ข้าแค่พยายามนึกถึงสิ่งที่อาจารย์เซเดนสอนค่ะ"

หลังจากพักเหนื่อยกันเล็กน้อย พวกเขาก็เดินทางต่อ เส้นทางที่เหลือของเทือกเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายอีกมากมาย ทั้งพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำ หิมะถล่ม และสัตว์ป่าที่ดุร้าย แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ในที่สุด

เมื่อตะวันลับขอบฟ้า พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งของ 'วิหารแห่งสุริยัน' วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องประกายระยิบระยับในแสงจันทร์ มันตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูง มองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน รอบๆ วิหารมีต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะขึ้นอยู่หนาแน่น ราวกับเป็นผู้พิทักษ์แห่งวิหาร

"นี่สินะ วิหารแห่งสุริยัน" เอลาริสกระซิบด้วยความทึ่ง

"ตำนานกล่าวว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์โบราณ เพื่อเป็นที่เก็บรวบรวมความรู้และตำนานเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา" ไลร่าอธิบาย "เชื่อกันว่ามีบันทึกโบราณและแผนที่ที่นำไปสู่คทาซ่อนอยู่ที่นี่"

พวกเขาเดินเข้าไปใกล้วิหาร ประตูทางเข้าทำจากหินอ่อนขนาดใหญ่แกะสลักลวดลายอันวิจิตรพิสดาร เป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่พันเกี่ยวกัน ประตูนั้นปิดสนิทและดูเหมือนจะไม่มีทางเปิดได้ง่ายๆ

"มีกับดักหรือเวทมนตร์ป้องกันแน่นอน" ฟินน์กล่าวด้วยความระมัดระวัง

เอลาริสยื่นมือออกไปสัมผัสประตูหิน เธอรู้สึกถึงพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในประตู มันเป็นพลังเวทที่แข็งแกร่งและโบราณ

"มันไม่ใช่กับดัก" เอลาริสกล่าว "แต่มันคือบททดสอบ"

เธอหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมพลังเวท เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องใช้พลังแห่งสุริยันจันทราเพื่อเปิดประตูนี้ เธอจินตนาการถึงเปลวเพลิงสีทองและสายธารสีเงินที่หมุนวนเกี่ยวพันกัน ก่อให้เกิดแสงสว่างอันเจิดจ้าที่พุ่งตรงเข้าสู่ประตูหิน

ทันใดนั้น แสงสว่างสีทองและสีเงินก็ระเบิดออกมาจากประตู ลวดลายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนประตูก็เริ่มเรืองแสงขึ้น แสงสว่างนั้นหมุนวนเป็นเกลียวอย่างงดงาม ก่อนที่ประตูหินจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินที่มืดมิดและลึกลับอยู่เบื้องหลัง

"น่าทึ่ง!" ไลร่าอุทานด้วยความตื่นเต้น

"เจ้าทำได้อย่างไร เอลาริส?" คาเรนถาม

"ข้ารู้สึกว่าประตูนี้ต้องการพลังแห่งสมดุล พลังแห่งสุริยันและจันทราที่แท้จริง" เอลาริสตอบด้วยรอยยิ้ม

พวกเขาก้าวเข้าไปในวิหาร ภายในวิหารนั้นมืดมิดและเงียบสงบ มีเพียงแสงสว่างจากคบเพลิงที่พวกเขาจุดขึ้นเท่านั้นที่ช่วยส่องทางให้เห็น ทางเดินทอดยาวเข้าไปในความมืดมิด มีรูปปั้นของนักรบและนักเวทโบราณตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง บางรูปปั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บางรูปปั้นผุพังไปตามกาลเวลา

"ดูเหมือนว่าวิหารแห่งนี้จะถูกทิ้งร้างมานานแล้ว" ไลร่ากล่าว "แต่พลังเวทยังคงเข้มข้นอยู่"

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในวิหาร จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ ห้องโถงนั้นมีเพดานสูงตระหง่านและมีเสาหินขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่รอบๆ ใจกลางห้องโถงมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนแท่นบูชามีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ หนังสือเล่มนั้นดูเก่าแก่มาก ปกทำจากหนังและมีอักษรโบราณจารึกไว้

"นั่นอาจจะเป็นบันทึกโบราณที่เรากำลังตามหา!" ไลร่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น เธอรีบเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา

แต่ก่อนที่เธอจะทันได้แตะต้องหนังสือ จู่ๆ แสงสว่างสีม่วงก็ระเบิดออกมาจากแท่นบูชา แสงนั้นก่อตัวเป็นร่างโปร่งแสงของนักรบโบราณผู้หนึ่ง เขาสวมชุดเกราะที่ดูเก่าแก่และถือดาบเล่มใหญ่ในมือ ดวงตาของเขาส่องประกายสีม่วงราวกับเปลวไฟ

"เจ้าผู้บุกรุก! วิหารแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา!" เสียงของนักรบโบราณก้องกังวานไปทั่วห้องโถง

"เขาคือวิญญาณผู้พิทักษ์!" ไลร่ากระซิบ "เราต้องหาวิธีสื่อสารกับเขา"

"ข้าจะจัดการเอง" เอลาริสก้าวไปข้างหน้า เธอรู้สึกได้ถึงพลังเวทที่แผ่ออกมาจากวิญญาณผู้พิทักษ์ มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์ แต่ก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

"ข้าไม่ได้มาเพื่อทำลายล้าง" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง "ข้าคือเอลาริส ทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์โบราณ ข้ามาที่นี่เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทราและเพื่อหยุดยั้งมาลากอร์"

วิญญาณผู้พิทักษ์มองเอลาริสด้วยดวงตาสีม่วงของเขา เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังประเมินเธอ

"ทายาทของราชวงศ์โบราณงั้นหรือ?" วิญญาณผู้พิทักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลลงเล็กน้อย "เจ้ามีหลักฐานอะไรมายืนยันคำพูดของเจ้า"

เอลาริสชูมือขึ้น พลังเวทสีทองและสีเงินเรืองรองออกจากฝ่ามือของเธอ แสงสว่างนั้นเปล่งประกายเจิดจ้าไปทั่วห้องโถง

"นี่คือหลักฐานของข้า" เอลาริสกล่าว "พลังแห่งสุริยันจันทราที่ไหลเวียนอยู่ในกายของข้า"

วิญญาณผู้พิทักษ์มองพลังเวทของเอลาริสด้วยความตกตะลึง แสงสว่างสีม่วงในดวงตาของเขาเริ่มจางลง

"พลังนี้... เป็นของจริง" วิญญาณผู้พิทักษ์กระซิบ "ข้าสัมผัสได้ถึงสายเลือดของราชวงศ์โบราณที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้า"

เขาโค้งคำนับให้เอลาริส "ข้าขออภัยที่ล่วงเกินองค์หญิง ข้าเพียงแต่ทำหน้าที่ปกป้องวิหารแห่งนี้ตามคำสั่งของบรรพบุรุษ"

"ข้าเข้าใจ" เอลาริสตอบ "ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีแล้ว"

วิญญาณผู้พิทักษ์เดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เขายื่นมือออกไปสัมผัสหนังสือเล่มนั้น แสงสว่างสีม่วงจากมือของเขาส่องไปทั่วหนังสือ ก่อนที่หนังสือจะค่อยๆ ลอยขึ้นมาในอากาศและลอยมาอยู่ตรงหน้าของเอลาริส

"นี่คือ 'บันทึกแห่งสุริยันจันทรา' " วิญญาณผู้พิทักษ์กล่าว "มันเป็นบันทึกที่รวบรวมความรู้และตำนานเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา ราชวงศ์โบราณ และราชาปีศาจมาลากอร์ ขอให้บันทึกเล่มนี้จงนำทางองค์หญิงไปสู่ชัยชนะ"

เอลาริสรับหนังสือมาไว้ในมือ เธอรู้สึกถึงพลังเวทอันเก่าแก่ที่แผ่ออกมาจากหนังสือเล่มนั้น

"ขอบคุณท่านมาก" เอลาริสกล่าวด้วยความจริงใจ

วิญญาณผู้พิทักษ์พยักหน้า ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงแสงสว่างสีม่วงที่จางหายไปในความมืดมิด

ไลร่ารีบเข้ามาหาเอลาริส "ให้ข้าดูบันทึกเล่มนั้นได้หรือไม่ เอลาริส?"

เอลาริสยื่นหนังสือให้ไลร่า ไลร่าเปิดหนังสือออกอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรโบราณที่จารึกอยู่ในหนังสือเล่มนั้นดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาเมื่อเธอสัมผัส

"น่าทึ่ง!" ไลร่าอุทาน "นี่คือภาษาของราชวงศ์โบราณ! ข้าแทบจะไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย!"

ไลร่าเริ่มอ่านบันทึกเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความตื่นเต้นและความประหลาดใจ

"บันทึกนี้กล่าวถึงกำเนิดของคทาสุริยันจันทรา พลังอำนาจที่แท้จริงของมัน และคำทำนายเกี่ยวกับการมาถึงของมาลากอร์" ไลร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "มันยังบอกถึงสถานที่ซ่อนของคทาด้วย! 'ในใจกลางแห่งสุริยัน... ที่ซึ่งแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลงมายังจุดสูงสุดของโลก...'"

คำพูดของไลร่าทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวัง พวกเขาได้พบเบาะแสสำคัญที่จะนำไปสู่คทาสุริยันจันทราแล้ว

"ในใจกลางแห่งสุริยัน... ที่ซึ่งแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลงมายังจุดสูงสุดของโลก..." เอลาริสทวนคำ เธอรู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยได้ยินมาก่อนในความฝัน

พวกเขาใช้เวลาที่เหลืออยู่ในวิหารแห่งสุริยันเพื่อศึกษาบันทึกโบราณ ไลร่าแปลความหมายของตัวอักษรโบราณอย่างละเอียด เธอพบแผนที่ที่ซ่อนอยู่ในบันทึก แผนที่นั้นแสดงเส้นทางไปยังสถานที่ที่เรียกว่า 'ยอดเขาแห่งแสงรุ่งอรุณ' ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของโลก และเป็นสถานที่ที่คทาสุริยันจันทราถูกซ่อนไว้

"ยอดเขาแห่งแสงรุ่งอรุณ... นั่นคือจุดหมายต่อไปของเรา!" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เราต้องไปที่นั่นให้เร็วที่สุด ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งต่อไป เพื่อปกป้องโลกจากความมืดมิดของมาลากอร์ และเพื่อทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

เมื่อแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในวิหาร เอลาริสมองไปยังบันทึกโบราณในมือของไลร่า ความรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ถาโถมเข้ามาในใจ แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง สหายของเธอ อาจารย์เซเดน และวิญญาณของผู้พิทักษ์ที่มองไม่เห็น ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เธอก้าวเดินต่อไป เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมของเธอในฐานะทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์โบราณ ผู้ที่จะต้องถือครองคทาสุริยันจันทราและหยุดยั้งราชาปีศาจมาลากอร์ให้ได้

หน้านิยาย
หน้านิยาย

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!