ทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวจากโถงผู้พิทักษ์แห่งแสงจันทร์ นำพาเอลาริสและสหายเข้าสู่ใจกลางของเขาวงกตกระซิบ อากาศที่นี่อบอุ่นกว่าที่ใดๆ ราวกับมีแหล่งพลังงานบางอย่างแผ่ซ่านออกมา ผนังหินไม่ได้เรียบโล่งเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับประดับประดาด้วยภาพสลักที่วิจิตรบรรจง บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราตั้งแต่ยุคก่อตั้ง อาณาจักรที่รุ่งเรืองภายใต้การปกครองของกษัตริย์และราชินีผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและพลังเวทมนตร์
เมื่อมาถึงห้องโถงสุดท้าย แสงสีทองอ่อนเรืองรองก็สว่างจ้าขึ้นจนต้องหรี่ตาปรับสายตา ใจกลางของห้องเป็นแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวนวล ด้านบนประดิษฐานวัตถุรูปทรงไข่ขนาดเท่าฝ่ามือ เปล่งประกายสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ แต่มันกลับมีเส้นสายสีเงินบางเบาพาดผ่านอยู่ราวกับแสงจันทร์ที่โอบล้อม นี่คือ ‘ศิลาหัวใจแห่งเอเธล’ แก่นแท้แห่งพลังของคทาสุริยันจันทราที่ถูกแยกออกมานับพันปี
“มันงดงามมาก” เอลาริสอุทานเสียงแผ่ว พลังงานอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากศิลาทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและสงบอย่างประหลาด ราวกับได้กลับบ้าน
ลีออนเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง “ผู้เฒ่าเซรินเล่าว่าศิลาหัวใจนี้เป็นแหล่งรวมพลังงานเวทมนตร์ดิบที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพแห่งสุริยันและจันทรา เพื่อใช้เป็นกุญแจในการผนึกมาลากอร์ในยุคโบราณ มันถูกแยกออกจากคทาเพื่อป้องกันไม่ให้พลังตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว” เขาหันไปมองเอลาริส “เจ้าต้องผสานมันเข้ากับคทาของเจ้า เอลาริส”
คาเอลและฟาเอลยืนเฝ้าระวังอยู่รอบห้อง แม้จะรู้สึกถึงพลังงานที่เปี่ยมล้นจากศิลา แต่พวกเขาก็ไม่ประมาท เพราะรู้ว่าอันตรายอาจปรากฏขึ้นได้ทุกเมื่อ
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา มือเรียวค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสศิลาหัวใจแห่งเอเธล ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนพื้นผิวที่เรียบลื่นของศิลา แสงสีทองและเงินก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พลังงานอันมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเธอ ราวกับสายน้ำที่หลากเชี่ยว มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกของการเติมเต็ม การเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ขาดหายไปนานแสนนาน
ภาพบางอย่างฉายวาบเข้ามาในความคิดของเธอ มันเป็นภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางงดงามและสง่างาม เส้นผมสีดำขลับยาวสลวย ดวงตาของนางเป็นสีอำพันที่คุ้นเคย หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดคลุมของราชินี ยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ที่ดูคล้ายกับเขาวงกตแห่งนี้ นางกำลังร่ายเวทมนตร์อันทรงพลัง คทาในมือของนางเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยแสงสุริยันและจันทราที่สมบูรณ์
“ราชินีเอเธล…” เอลาริสพึมพำ ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในใจโดยที่เธอไม่รู้ตัว
ภาพเปลี่ยนไป หญิงสาวผู้นั้นกำลังอุ้มเด็กทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน เธอกระซิบคำพูดบางอย่างที่เอลาริสไม่อาจได้ยิน แต่สัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยอันลึกซึ้ง ก่อนที่ภาพจะมืดลง และปรากฏภาพของมาลากอร์ที่กำลังทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง
เอลาริสสะท้านเฮือก เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสิ้นหวังที่ราชินีเอเธลต้องเผชิญในยุคนั้น
“เอลาริส! เป็นอะไรไป” คาเอลเห็นสีหน้าของเธอเปลี่ยนไป จึงรีบเข้ามาประคอง
“ข้า… ข้าเห็นภาพ” เอลาริสกล่าวเสียงสั่น “ภาพของราชินีเอเธล… บรรพบุรุษของข้า… และมาลากอร์”
ลีออนพยักหน้า “ศิลาหัวใจนี้เป็นเหมือนแหล่งเก็บความทรงจำของราชวงศ์ มันกำลังแสดงให้เจ้าเห็นถึงอดีตของพวกเจ้า”
เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงกับศิลาหัวใจอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
ทันใดนั้น คทาสุริยันจันทราที่เธอถืออยู่ก็สั่นสะท้านในมือ แสงสีเงินและทองที่ปลายคทาเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าที่เคย ศิลาหัวใจแห่งเอเธลลอยขึ้นจากแท่นบูชา ลอยตรงเข้าหาปลายคทาอย่างช้าๆ
ราวกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงศิลาเข้ากับคทา เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันมหาศาล เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ ศิลาหัวใจลอยเข้าไปฝังตัวอยู่ตรงกลางระหว่างส่วนหัวของคทาที่เป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พอดี
ทันทีที่ศิลาหัวใจฝังเข้าที่ แสงสว่างอันเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากคทา แสงนั้นสว่างจ้าเสียจนทุกคนต้องหลับตา แสงสีทองและสีเงินที่หมุนวนผสมผสานกันอย่างงดงาม เปล่งรัศมีแห่งพลังงานอันบริสุทธิ์ที่รุนแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้องโถง
เมื่อแสงสว่างจางลง เอลาริสก็ยืนถือคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์แบบอยู่ตรงหน้า คทาที่เคยดูเรียบง่าย บัดนี้กลับมีรูปทรงที่วิจิตรตระการตาขึ้นหลายเท่า ศิลาหัวใจแห่งเอเธลส่องประกายระยิบระยับอยู่ตรงกลาง คทาดูราวกับมีชีวิต ชีพจรแห่งพลังเวทมนตร์เต้นเป็นจังหวะอยู่ในมือของเธอ
เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่ไร้ขีดจำกัดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอและคทา ราวกับว่าเธอและคทาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เธอเข้าใจถึงความหมายของพลังสุริยันและจันทราอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การร่ายเวทมนตร์ แต่เป็นการเชื่อมโยงกับพลังงานแห่งธรรมชาติ การควบคุมธาตุทั้งมวล และการสร้างสมดุลให้กับโลก
“มันสมบูรณ์แล้ว…” ลีออนพึมพำด้วยความทึ่ง “คทาสุริยันจันทราได้กลับคืนสู่สภาพที่แท้จริงแล้ว!”
คาเอลและฟาเอลมองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนับถือและหวังอย่างเต็มเปี่ยม พลังที่แผ่ออกมาจากเธอนั้นน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
แต่แล้ว ทันใดนั้นเอง พื้นห้องก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างจากศิลาหัวใจที่เพิ่งผสานเข้ากับคทาเริ่มกะพริบอย่างไม่สม่ำเสมอ ผนังหินรอบๆ ตัวเริ่มแตกร้าว เสียงคำรามต่ำๆ ดังมาจากเบื้องลึกของเขาวงกต
“อะไรกันนี่!” ฟาเอลอุทาน เขาชักธนูขึ้นมาเตรียมพร้อม
“ดูเหมือนว่าการที่คทาฟื้นคืนพลังอย่างสมบูรณ์ จะไปปลุกบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลอยู่” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “หรือบางที… มันอาจจะดึงดูดความสนใจของมาลากอร์”
เสียงคำรามทวีความรุนแรงขึ้น ก้อนหินขนาดใหญ่เริ่มร่วงหล่นลงมาจากเพดาน ฝุ่นควันคลุ้งไปทั่วห้องโถง
“เราต้องรีบออกไปจากที่นี่!” คาเอลตะโกน เขาชักดาบออกมารับก้อนหินที่กำลังจะหล่นใส่เอลาริส
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหว ผนังหินด้านหนึ่งก็ระเบิดออก เศษหินกระเด็นไปทั่ว เผยให้เห็นทางอุโมงค์มืดมิดที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่ เบื้องหลังความมืดนั้นมีดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งจ้องมองมายังพวกเขา
มันไม่ใช่มาลากอร์โดยตรง แต่เป็นปีศาจรับใช้ของมาลากอร์ที่รูปร่างคล้ายสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ ผิวหนังเป็นเกล็ดหนาสีดำ ดวงตาเป็นไฟสีแดงฉาน และมีกงเล็บแหลมคมที่ยาวเฟื้อย มันส่งเสียงขู่คำรามที่ทำให้พื้นสะเทือน
“ปีศาจแห่งความมืด!” ลีออนอุทาน “มันมาได้ยังไงกัน”
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาลากอร์รู้ว่าเราอยู่ที่นี่ และรู้ว่าเรากำลังจะปลุกพลังของคทา” คาเอลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
ปีศาจพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว กงเล็บแหลมคมของมันพุ่งตรงมายังเอลาริส
“เอลาริส! ถอยไป!” คาเอลพุ่งเข้าขวาง ใช้ดาบในมือรับการโจมตีจากปีศาจ เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วห้อง ปีศาจแข็งแกร่งกว่าที่คิด คาเอลถูกผลักถอยหลังไปหลายก้าว
ฟาเอลยิงธนูโจมตีใส่ดวงตาของปีศาจ แต่ลูกธนูกลับเด้งออกจากผิวหนังที่แข็งแกร่งของมันราวกับเกราะเหล็ก
เอลาริสรู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานสีทองและเงินพุ่งออกมาจากปลายคทา ผสานรวมกันกลายเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่พุ่งตรงเข้าใส่ปีศาจ
ลำแสงจากคทาปะทะเข้ากับร่างของปีศาจ เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดดังลั่น แสงนั้นค่อยๆ เผาผลาญผิวหนังที่แข็งแกร่งของมันให้ลุกไหม้ ปีศาจพยายามจะหนี แต่พลังของคทานั้นรุนแรงเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้
ร่างของปีศาจค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ ก่อนจะมลายหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงกลิ่นกำมะถันฉุนๆ
ทุกคนยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง พลังของคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์นั้นรุนแรงและน่าเกรงขามอย่างไม่น่าเชื่อ เอลาริสเองก็รู้สึกประหลาดใจกับพลังที่เธอปลดปล่อยออกมา เธอไม่เคยคิดว่าจะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้
“เจ้า… เจ้าจัดการมันได้แล้ว เอลาริส” ฟาเอลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายจากความตกใจ
“นี่คือพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรา” ลีออนมองคทาในมือของเอลาริสด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและความกังวลในคราวเดียวกัน “มันสามารถทำลายล้างได้ แต่ก็สามารถปกป้องได้เช่นกัน”
เอลาริสรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งของคทาในมือ ไม่ใช่เพราะน้ำหนักทางกายภาพ แต่มันคือภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่เธอต้องแบกรับ พลังนี้สามารถหยุดยั้งมาลากอร์ได้ แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้หากใช้ผิดทาง
“เราต้องรีบออกไปจากที่นี่” คาเอลกล่าว “มาลากอร์รู้แล้วว่าเราได้คทาที่สมบูรณ์มาอยู่ในมือ มันคงไม่ยอมให้เรามีชีวิตรอดไปได้ง่ายๆ”
เอลาริสพยักหน้า เธอเก็บคทาไว้ข้างกาย พลังงานจากคทายังคงไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ ทำให้เธอรู้สึกเข้มแข็งและมั่นใจกว่าที่เคย
ขณะที่พวกเขากำลังจะออกจากเขาวงกต เอลาริสก็หันกลับไปมองแท่นบูชาที่ว่างเปล่า เธอสัมผัสได้ถึงเสียงกระซิบแผ่วเบาจากอดีต เสียงของราชินีเอเธลที่อวยพรและให้กำลังใจเธอ
‘จงใช้พลังนี้เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เจ้ารัก… ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย’
คำพูดเหล่านั้นดังก้องอยู่ในใจของเอลาริส เธอรู้ว่าเธอไม่อาจถอยได้อีกแล้ว ชะตากรรมของทุกอาณาจักรอยู่ในมือของเธอ
พวกเขารีบออกจากเขาวงกตกระซิบ ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงซากปรักหักพังและเสียงสะท้อนของพลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ การเดินทางยังอีกยาวไกล แต่เอลาริสก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า ด้วยคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์อยู่ในมือ และสหายผู้กล้าหาญที่คอยเคียงข้าง

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก