การเดินทางจาก Sanctuary แห่งเอเทเรียสสู่หอสมุดแห่งความทรงจำนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและอันตราย เส้นทางที่ปรากฏในนิมิตของเอลาริสนำพาพวกเขาผ่านป่าลึกที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์แปลกตาและสัตว์วิเศษที่ดุร้าย พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงกับดักธรรมชาติและเผชิญหน้ากับฝูงอสูรตัวเล็กๆ ที่คอยรบกวนตลอดทาง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทั้งสี่ เอลาริสใช้พลังแห่งเงาจันทราที่เธอเพิ่งฝึกฝนมาในการหยั่งรู้ถึงภัยอันตรายที่ซ่อนเร้น เซร่าใช้ความรู้ด้านเวทมนตร์ในการสร้างเกราะป้องกันและร่ายมนตร์โจมตี ลีโอใช้ดาบของเขาฟันฝ่าอุปสรรค และควิลล์ใช้ธนูที่แม่นยำของเขาสังหารศัตรูจากระยะไกล
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่พวกเขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่น จนกระทั่งในที่สุด หลังจากผ่านพ้นเทือกเขาหินปูนที่สูงชันและทุรกันดาร พวกเขาก็ได้พบกับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นทางเข้าสู่หอสมุดแห่งความทรงจำ มันเป็นซากปรักหักพังของวิหารโบราณที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสเขียวชอุ่ม ตัววิหารดูเหมือนจะถูกกลืนกินโดยธรรมชาติจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไปแล้ว
"นี่หรือคือหอสมุดแห่งความทรงจำ?" ลีโอพึมพำด้วยความประหลาดใจ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ซากปรักหักพังที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจนอกจากความเก่าแก่และทรุดโทรม
"มันเป็นไปตามตำนาน" เซร่ากล่าวขณะเปิดตำราโบราณที่เธอพกติดตัวมา "ตำนานกล่าวว่าหอสมุดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อซ่อนเร้นความรู้จากสายตาของคนทั่วไป และจะเปิดเผยตัวเองก็ต่อเมื่อมีผู้ที่คู่ควรมาถึงเท่านั้น"
เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังเวทโบราณที่แผ่ออกมาจากซากปรักหักพัง มันเป็นพลังที่เงียบสงบ แต่ก็เปี่ยมด้วยความลึกลับ เธอใช้พลังแห่งเงาจันทราสัมผัสกับผนังหินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ และในขณะนั้นเอง ภาพของสัญลักษณ์ที่เธอเห็นในนิมิตก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในห้วงความคิดของเธอ
"ข้ารู้สึกได้ถึงมัน" เอลาริสกล่าว "สัญลักษณ์ที่อิลาเนียให้มา และสัญลักษณ์ที่ข้าเห็นในบ่อน้ำแห่งการหยั่งรู้ มันอยู่ที่นี่"
เธอเดินเข้าไปใกล้ผนังหินที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ เธอวางฝ่ามือลงบนผนังนั้น และปล่อยให้พลังเวทสีเงินยวงไหลเวียนออกจากกายเธอ ช้าๆ สัญลักษณ์โบราณที่ซ่อนอยู่ใต้เถาวัลย์ก็เริ่มเรืองแสงขึ้น แสงนั้นเป็นประกายสีเงินยวงที่งดงาม ก่อนที่ผนังหินขนาดใหญ่จะเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเข้าอุโมงค์มืดมิดที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน
"น่าทึ่ง!" ควิลล์อุทานด้วยความตื่นเต้น
"ดูเหมือนว่าเราจะมาถูกที่แล้ว" ลีโอพึมพำขณะชักดาบของเขาออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
พวกเขาเดินเข้าไปในอุโมงค์ ม่านเวทมนตร์บางเบาที่เอลาริสสร้างขึ้นด้วยพลังแห่งเงาจันทราช่วยให้พวกเขาเคลื่อนที่ได้อย่างเงียบเชียบและไม่เป็นที่สังเกต อุโมงค์ทอดยาวลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขามาถึงโถงกว้างใหญ่ที่ส่องสว่างด้วยแสงที่มาจากผลึกเรืองแสงที่ประดับประดาอยู่บนเพดานและผนัง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพที่ไม่น่าเชื่อ หอสมุดแห่งความทรงจำนั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้มาก ชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้าเรียงรายเป็นแถวยาวสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยตำราโบราณนับหมื่นนับแสนเล่ม กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกโบราณคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความรู้และประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนเร้น
"นี่มัน... มหัศจรรย์เหลือเกิน" เซร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ เธอเป็นจอมเวทผู้รักการอ่านและศึกษา ตำราเหล่านี้คือขุมทรัพย์สำหรับเธอ
"เราจะหาคทาสุริยันจันทราจากที่นี่ได้อย่างไร?" ลีโอถาม เขามองไปยังชั้นหนังสือที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
"เราไม่ได้มาหาคทาที่นี่โดยตรง" เอลาริสอธิบาย "เรามาหาข้อมูลเกี่ยวกับคทา เส้นทางไปยังวิหารโบราณที่ข้าเห็นในนิมิต และอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับมาลากอร์ด้วย"
พวกเขาเริ่มสำรวจหอสมุด เซร่าแทบจะพุ่งตัวเข้าไปในกองตำรา เธอเริ่มหยิบหนังสือออกมาอ่านทีละเล่มอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอกวาดมองตัวอักษรโบราณอย่างตั้งใจ ส่วนควิลล์และลีโอช่วยกันสำรวจบริเวณโดยรอบ เพื่อหาเบาะแสหรือกับดักที่อาจซ่อนอยู่ เอลาริสใช้พลังแห่งเงาจันทราของเธอในการสัมผัสถึงพลังเวทที่ซ่อนอยู่ในหนังสือและสิ่งของต่างๆ ทำให้เธอสามารถรับรู้ถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องอ่านทั้งหมด
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พวกเขากระจายตัวกันออกไปเพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการ เอลาริสเดินลึกเข้าไปในโซนที่เต็มไปด้วยตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์โบราณ เธอสัมผัสถึงพลังเวทที่เข้มข้นที่สุดจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ถูกวางอยู่บนแท่นบูชาเล็กๆ มันเป็นหนังสือปกหนังสีเข้มที่ดูเก่าแก่จนแทบจะผุพัง
เมื่อเธอเปิดหนังสือออก ภาพและตัวอักษรโบราณก็เริ่มเรืองแสงขึ้นในสายตาของเธอ หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์ของเธอ บรรพบุรุษของเธอ ผู้พิทักษ์แห่งแสงสุริยันและเงาจันทรา และตำนานของคทาสุริยันจันทรา
เธอได้เรียนรู้ว่าคทาสุริยันจันทรานั้นมิใช่เพียงแค่อาวุธ แต่มันคือกุญแจที่สามารถเปิดประตูมิติแห่งพลัง และเป็นสิ่งเดียวที่สามารถผนึกมาลากอร์ได้โดยสมบูรณ์ คทานั้นถูกสร้างขึ้นโดยเวทมนตร์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ผสมผสานพลังแห่งแสงและความมืดเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล ผู้ที่สามารถถือครองคทานี้ได้จะต้องมีสายเลือดของราชวงศ์โบราณ และจะต้องมีความสมดุลของพลังทั้งสองอยู่ในจิตวิญญาณ
หนังสือยังกล่าวถึงสถานที่ที่คทาถูกเก็บซ่อนไว้ มันคือ "วิหารแห่งลมหายใจแรก" ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาอัศนีบาต เทือกเขาที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะตลอดกาล
"วิหารแห่งลมหายใจแรก..." เอลาริสพึมพำ เธอจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้ในนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับสถานที่ในตำนานที่ไม่มีใครเคยไปถึง
ในขณะเดียวกัน เซร่าก็ค้นพบข้อมูลที่สำคัญเช่นกัน เธอพบตำราที่กล่าวถึง "สุริยคราสแห่งจันทร์คู่" ตำรานั้นอธิบายว่ามันคือปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ หนึ่งพันปี และเป็นช่วงเวลาที่มิติระหว่างโลกมนุษย์กับโลกปีศาจจะบางลงที่สุด ทำให้มาลากอร์สามารถรวบรวมพลังและปลดปล่อยความมืดมิดสู่โลกได้อย่างเต็มที่
"เอลาริส! ลีโอ! ควิลล์!" เซร่าตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้นและกังวลใจ "ข้าเจอข้อมูลสำคัญแล้ว! สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน!"
ทุกคนรีบมารวมตัวกันที่เซร่า เอลาริสเล่าสิ่งที่เธอค้นพบในหนังสือประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เธอ ส่วนเซร่าก็เล่าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่
"หนึ่งเดือน?" ลีโออุทาน "นั่นมันเร็วเกินไป! เราจะไปถึงวิหารแห่งลมหายใจแรกและควบคุมคทาได้ทันเวลาได้อย่างไร?"
"เราไม่มีทางเลือก" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราต้องไปให้เร็วที่สุด"
ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงก็ดังขึ้นมาจากทางเข้าหอสมุด แสงสว่างจากผลึกเรืองแสงเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย บ่งบอกถึงการมาเยือนของสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยพลังเวทที่มืดมิด
"ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้อยู่คนเดียวที่นี่" ควิลล์กล่าว เขาชักธนูขึ้นมาเตรียมพร้อม
เงาร่างสูงใหญ่ของปีศาจกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นที่ทางเข้า พวกมันมีผิวสีเทาเข้ม ดวงตาสีแดงฉาน และมีเขาแหลมคมงอกออกมาจากหน้าผาก พวกมันคือ "อสูรเงา" สมุนของมาลากอร์ที่สามารถเคลื่อนที่ในเงามืดได้อย่างรวดเร็ว
"พวกมันตามเรามาถึงที่นี่ได้อย่างไร?" ลีโอถาม
"พลังเวทของเอลาริสที่แผ่ออกมาจากการใช้คทาใน Sanctuary และการเปิดประตูหอสมุดนี้คงเป็นเหมือนสัญญาณเรียกพวกมันมา" เซร่าอธิบาย
"ไม่ว่ายังไง เราต้องปกป้องข้อมูลพวกนี้ไว้ และหาทางออกไปจากที่นี่" เอลาริสกล่าว เธอรวบรวมพลังแห่งเงาจันทราไว้ที่ฝ่ามือ แสงเงินยวงเรืองรองออกมาจากกายของเธอ
การต่อสู้เริ่มขึ้น อสูรเงากระจายตัวออกโจมตีพวกเขาจากทุกทิศทาง พวกมันเคลื่อนที่รวดเร็วและโจมตีด้วยกรงเล็บที่แหลมคม ลีโอใช้ดาบของเขาฟันฝ่าเข้าใส่อสูรเงาอย่างดุดัน เซร่าร่ายมนตร์ไฟและน้ำแข็งเพื่อสกัดกั้นการโจมตีของพวกมัน ส่วนควิลล์ยิงธนูได้อย่างแม่นยำ สังหารอสูรเงาทีละตัว
เอลาริสใช้พลังแห่งเงาจันทราในการสร้างภาพลวงตาเพื่อล่อหลอกอสูรเงา และใช้พลังในการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกมัน ทำให้เธอสามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่างคล่องแคล่ว เธอพยายามใช้พลังในการสร้างเกราะป้องกันเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมทางของเธอ และใช้พลังในการสร้างคลื่นพลังเวทสีเงินยวงเพื่อผลักดันอสูรเงาออกไป
แต่จำนวนของอสูรเงาดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด พวกมันถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน การต่อสู้เริ่มกินเวลานานขึ้น และพวกเขาก็เริ่มเหนื่อยล้า
ในระหว่างการต่อสู้ เอลาริสมองเห็นแผนที่ที่เธอวาดตามนิมิตที่เธอเห็นในบ่อน้ำแห่งการหยั่งรู้ มันตกลงมาจากกระเป๋าของเธอ และกำลังจะถูกอสูรเงาตัวหนึ่งเหยียบย่ำ เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแผนที่นั้นไว้ได้ทันท่วงที แต่ในขณะเดียวกัน อสูรเงาอีกตัวก็พุ่งเข้าโจมตีเธอจากด้านหลัง
"ระวัง!" ลีโอตะโกน
เอลาริสไม่มีเวลาที่จะหันกลับไปป้องกัน แต่ในชั่วพริบตา แสงสีเงินยวงก็แผ่ออกมาจากร่างของเธออย่างรุนแรง พลังแห่งเงาจันทราถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ สร้างคลื่นพลังงานที่ผลักดันอสูรเงาตัวนั้นกระเด็นออกไปไกล มันเป็นพลังที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ แต่ก็ช่วยให้เธอรอดพ้นจากอันตรายมาได้
"เจ้าใช้พลังได้ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส!" เซร่ากล่าว แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน
"ข้าแค่..." เอลาริสยังคงตกใจกับพลังที่เธอปลดปล่อยออกมา เธอเริ่มรู้สึกถึงความหวาดกลัวต่อพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ
"อย่ากลัวพลังของเจ้า เอลาริส" ควิลล์กล่าวขณะยิงธนูใส่หัวของอสูรเงาอีกตัว "จงเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน"
พวกเขาตัดสินใจที่จะล่าถอยออกจากหอสมุดแห่งความทรงจำ พวกเขาได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว และการอยู่ที่นี่ต่อไปก็มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง พวกเขารวมตัวกัน และใช้แผนที่ที่เอลาริสได้มาจากนิมิตในการหาทางออกลับที่ปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณเล่มหนึ่งที่เซร่าค้นพบ
ทางออกลับนั้นนำพวกเขาไปยังอุโมงค์ใต้ดินอีกแห่งที่ทอดไปสู่ป่าด้านนอกของเทือกเขาหินปูน พวกเขาวิ่งฝ่าความมืดมิดของอุโมงค์ โดยมีเสียงของอสูรเงาที่กำลังไล่ตามมาติดๆ
เมื่อพวกเขาออกมาจากอุโมงค์สู่แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังผืนป่า พวกเขาก็พบว่าอสูรเงาไม่ได้ตามพวกเขาออกมานอกอุโมงค์ พวกมันดูเหมือนจะไม่สามารถทนต่อแสงจันทร์ได้นานๆ
พวกเขาหยุดพักหายใจอย่างเหนื่อยหอบ ร่างกายของพวกเขามีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้ แต่พวกเขาก็รอดมาได้
"เราทำสำเร็จ" ลีโอกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เหนื่อยล้า
"ใช่ แต่เรายังคงมีภารกิจที่ต้องทำต่อไป" เอลาริสกล่าว เธอหยิบแผนที่ที่เธอได้มาจากหอสมุดแห่งความทรงจำขึ้นมาดู แผนที่นั้นบอกเส้นทางสู่ "วิหารแห่งลมหายใจแรก" ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาอัศนีบาต
"เทือกเขาอัศนีบาต... ดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะ" เซร่าพึมพำ "การเดินทางครั้งนี้จะต้องยากลำบากกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน"
"เราจะผ่านมันไปได้" เอลาริสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น "เราจะต้องไปให้ถึงที่นั่นให้ทันเวลา ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง"
คืนนั้น พวกเขากางเต็นท์พักแรมในป่า เอลาริสยังคงรู้สึกถึงความหวาดกลัวต่อพลังที่เธอปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจในระหว่างการต่อสู้ เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมันให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น มันอาจจะกลายเป็นอันตรายต่อตัวเธอและเพื่อนร่วมทางของเธอ
เธอหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์ที่เธอได้มาจากหอสมุดแห่งความทรงจำขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เธอหวังว่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังของเธอ และวิธีการควบคุมมัน
ในหนังสือเล่มนั้น เธอได้พบกับบทหนึ่งที่กล่าวถึง "บททดสอบแห่งพันธสัญญา" ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ทายาทแห่งราชวงศ์โบราณทุกคนจะต้องผ่าน เพื่อพิสูจน์ความคู่ควรที่จะถือครองคทาสุริยันจันทรา พิธีกรรมนั้นจะต้องกระทำใน "วิหารแห่งลมหายใจแรก" และจะต้องเผชิญหน้ากับความกลัวและความมืดมิดในจิตใจของตัวเอง
"บททดสอบแห่งพันธสัญญา..." เอลาริสพึมพำ เธอรู้ดีว่าการเดินทางสู่เทือกเขาอัศนีบาตนั้นมิใช่เพียงแค่การตามหาคทา แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากับชะตากรรมของเธอเอง การเผชิญหน้ากับพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ และการพิสูจน์ความคู่ควรที่จะเป็นผู้พิทักษ์แห่งโลกใบนี้
ความมืดมิดของราตรีเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่า แต่ในใจของเอลาริสกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเข้ามา ไม่ว่ามันจะยากลำบากเพียงใด เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะปกป้องโลกใบนี้จากเงื้อมมือของมาลากอร์ และจะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่บรรพบุรุษของเธอได้ทำไว้
รุ่งเช้าของวันถัดมา พวกเขาเก็บสัมภาระและออกเดินทางอีกครั้ง จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือเทือกเขาอัศนีบาต ดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะ ที่ซึ่ง "วิหารแห่งลมหายใจแรก" และ "คทาสุริยันจันทรา" กำลังรอคอยพวกเขาอยู่

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก