โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 999 คำ
เสียงคำรามกึกก้องของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ราวกับฟ้าผ่าในยามไร้เมฆ ร่างอันมหึมาของราชาปีศาจที่ถูกปลดปล่อยออกจากมิติแห่งการผนึกได้แผ่ขยายเงาอันมืดมิดปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมด แสงตะวันที่เคยส่องสว่างกลับเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยรัตติกาลอันน่าพรั่นพรึงที่มาพร้อมกับพลังงานแห่งความว่างเปล่า
เอลาริสและสหายยืนอยู่บนยอดเขาที่มองเห็นวิหารแห่งกาลเวลาที่กำลังพังทลายลงทีละน้อย หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลของมาลากอร์ มันไม่ใช่แค่พลังเวท แต่เป็นพลังงานแห่งการทำลายล้างที่บริสุทธิ์
“มันออกมาแล้วจริงๆ” ลูน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบา ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
“เราไม่มีเวลาแล้ว” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินจากคทาดูเหมือนจะริบหรี่ลงเมื่อปะทะกับพลังงานมืดมิดของมาลากอร์ “เราต้องไปที่จุดบรรจบแห่งแสงและเงา!”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้เคลื่อนไหว ร่างของมาลากอร์ก็เริ่มเคลื่อนที่ ปีกอันมหึมาของมันกระพือเพียงครั้งเดียว ก็สร้างพายุหมุนขนาดใหญ่ที่พัดพาเศษซากของวิหารแห่งกาลเวลาให้ปลิวว่อน พลังงานมืดมิดจากมันเริ่มแผ่กระจายออกไปปกคลุมอาณาบริเวณโดยรอบ ต้นไม้เหี่ยวเฉา ผืนดินแตกระแหง ราวกับว่าชีวิตกำลังถูกดูดกลืนไป
และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เหล่าสัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากพลังงานของมาลากอร์ ไม่ว่าจะเป็นดาร์กสเกลที่พวกเขาเคยปะทะด้วย ชาโดว์วิง หรือแม้กระทั่งสัตว์ประหลาดรูปร่างแปลกประหลาดอื่นๆ ก็เริ่มปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด พวกมันมีจำนวนนับไม่ถ้วน และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่เบื้องล่าง
“พวกมันกำลังบุกโจมตีโลก!” คาเลนกัดฟันกรอด “เราจะปล่อยให้มันทำลายทุกอย่างไม่ได้!”
“แต่เราก็ไม่สามารถต่อสู้กับพวกมันทั้งหมดได้ในตอนนี้” เซธเอ่ยเสียงเครียด “เป้าหมายของเราคือมาลากอร์”
เอลาริสรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถช่วยทุกคนได้ในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการผนึกมาลากอร์ให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป แต่การเห็นโลกที่เธอกำลังพยายามปกป้องถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา มันเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะทนทาน
“เราจะช่วยเท่าที่เราทำได้” เอลาริสเอ่ย “แต่เราจะไม่ลืมเป้าหมายหลัก”
พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ‘จุดบรรจบแห่งแสงและเงา’ ตามที่คัมภีร์ได้บอกใบ้ไว้ ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสัตว์อสูรของมาลากอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด คาเลนใช้ดาบฟาดฟันสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ เซธเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า โจมตีจุดอ่อนของพวกมัน ลูน่าร่ายคาถาป้องกันและโจมตีระยะไกลเพื่อสนับสนุนเพื่อนๆ
ส่วนเอลาริส เธอใช้คทาสุริยันจันทราและพลังแห่งแสงแห่งบรรพกาลที่เธอปลดล็อกได้ แสงจากคทาของเธอสามารถชำระล้างสัตว์อสูรของมาลากอร์ได้ในพริบตา แต่พลังงานที่ใช้ไปก็มหาศาลเช่นกัน
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก จู่ๆ พลังงานมืดมิดที่แผ่ซ่านจากมาลากอร์ก็รุนแรงขึ้นกว่าเดิม สัตว์อสูรที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนพวกมันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามาลากอร์กำลังใช้พลังของมันสร้างสัตว์อสูรออกมาจากเงามืดโดยตรง
“มันกำลังเล่นงานเรา!” คาเลนตะโกน “พลังของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!”
เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้า พลังเวทในตัวเธอเริ่มร่อยหรอ เธอรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถต้านทานกองทัพของมาลากอร์ได้นานนัก
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างจ้าก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า แสงนั้นไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงสีทองและสีเงินที่รวมกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ ลำแสงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่มาลากอร์ที่อยู่เบื้องบน
มาลากอร์ส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด พลังงานมืดมิดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวมันก็ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
“นั่นมันอะไรน่ะ?” ลูน่าถามด้วยความตกตะลึง
จากเบื้องบน ร่างของนักรบชุดเกราะสีเงินและเหล่านักเวทในชุดคลุมสีขาวก็ปรากฏขึ้น พวกเขาไม่ใช่กลุ่มเล็กๆ แต่เป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะถูกเรียกตัวมาอย่างกะทันหัน
“กองทัพพันธมิตร!” คาเลนอุทานด้วยความดีใจ “พวกเขามาช่วยเรา!”
นักรบชุดเกราะสีเงินนำโดยชายร่างกำยำผู้หนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาคือ ‘นายพลธอร์น’ ผู้นำกองทัพพันธมิตรที่เคยสาบานว่าจะปกป้องโลกจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่!?” นายพลธอร์นตะโกนถาม “รู้หรือไม่ว่านี่คือสมรภูมิของมาลากอร์!”
“เรากำลังจะไปที่จุดบรรจบแห่งแสงและเงาเพื่อผนึกมาลากอร์!” เอลาริสตอบเสียงดังฟังชัด “เราคือผู้พิทักษ์แห่งคทาสุริยันจันทรา!”
นายพลธอร์นจ้องมองเอลาริสอย่างพิจารณา ก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่น “ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้ามาบ้างแล้วเด็กสาว! พวกเราจะคอยถ่วงเวลาพวกมันไว้ที่นี่! เจ้าจงรีบไปทำภารกิจของเจ้าให้สำเร็จ!”
“แต่...” เอลาริสลังเล เธอไม่ต้องการทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลัง
“ไม่มีเวลาแล้ว!” นายพลธอร์นตะโกน “นี่คือชะตากรรมของโลก! จงไปซะ!”
เอลาริสพยักหน้าด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอรู้ว่านี่คือการเสียสละที่จำเป็น เธอต้องเชื่อมั่นในความสามารถของเพื่อนร่วมโลกของเธอ
“ขอบคุณค่ะ!” เธอตะโกนตอบ
พวกเขาหันหลังให้กับสนามรบที่กำลังปะทุ และมุ่งหน้าไปยังจุดบรรจบแห่งแสงและเงาอย่างรวดเร็วที่สุด โดยมีกองทัพพันธมิตรคอยถ่วงเวลาพวกสัตว์อสูรของมาลากอร์ไว้ให้
รอยแยกบนท้องฟ้ายังคงมีอยู่ แต่ตอนนี้กลับมีแสงสว่างจากพลังเวทมนตร์ของกองทัพพันธมิตรพวยพุ่งขึ้นไปต่อสู้กับพลังงานมืดมิดของมาลากอร์ ทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีสันที่ตัดกันอย่างรุนแรง
เมื่อพวกเขาเดินทางมาได้พักใหญ่ ก็เริ่มเห็นร่องรอยของสิ่งที่น่าจะเป็น ‘จุดบรรจบแห่งแสงและเงา’ แล้ว มันเป็นเทือกเขาสูงที่สุดในโลก ปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี ยอดเขาของมันสูงเสียดฟ้า ราวกับจะทะลุผ่านก้อนเมฆไปได้
และที่ยอดเขาสูงสุดนั้น มีโครงสร้างหินโบราณขนาดเล็กตั้งอยู่ มันดูเหมือนจะเป็นแท่นบูชาหรือหอคอยเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับแสงจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โดยเฉพาะ
“นั่นแหละคือจุดบรรจบแห่งแสงและเงา” ลูน่าเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “สถานที่ที่พลังของสุริยันและจันทราจะบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ที่สุดในยามสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
แต่การปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาสูงขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สภาพอากาศที่นี่หนาวเย็นจัด ลมพัดแรงจนแทบจะพัดพาร่างกายให้ปลิวไปได้ และทางเดินก็เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะที่หนาทึบ
“เราต้องไปให้ถึงที่นั่นให้ได้!” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น
พวกเขาเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาอย่างยากลำบาก คาเลนใช้ดาบของเขาฟันน้ำแข็งและหิมะเพื่อสร้างทาง เซธใช้ความคล่องตัวของเขาปีนป่ายไปตามโขดหิน ลูน่าใช้คาถาให้ความอบอุ่นและสร้างแสงสว่างนำทาง
ส่วนเอลาริส เธอใช้พลังแห่งธาตุดินจากคทาสุริยันจันทราเพื่อสร้างบันไดหินชั่วคราว และใช้พลังแห่งธาตุลมเพื่อช่วยพยุงร่างของเพื่อนๆ ให้เคลื่อนที่ขึ้นไปได้ง่ายขึ้น
ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งเบาบางลงเท่านั้น ทำให้หายใจลำบาก และความหนาวเย็นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขามุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงยอดเขาให้ได้ เพื่อภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของพวกเขา
ในที่สุด หลังจากปีนป่ายมานานหลายชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน เบื้องหน้าของพวกเขาคือโครงสร้างหินโบราณที่ลูน่าได้กล่าวถึง มันเป็นแท่นบูชาขนาดเล็กที่ทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ประดับด้วยสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
เมื่อพวกเขามาถึงยอดเขา ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดลงอย่างรวดเร็ว รอยแยกบนท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปดูเหมือนจะเปล่งประกายสีแดงเข้มขึ้น และดวงจันทร์คู่ก็เริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แสงนวลของจันทร์ทั้งสองสาดส่องลงมายังยอดเขา ทำให้หิมะเปล่งประกายระยิบระยับ
และที่น่าตกใจที่สุดคือ สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึง แสงจากดวงอาทิตย์ที่ยังเหลืออยู่กำลังถูกบดบังด้วยเงาของดวงจันทร์คู่ที่กำลังเคลื่อนที่มาบรรจบกันอย่างช้าๆ
“มันกำลังจะมาถึงแล้ว” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เธอเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอรู้สึกถึงพลังงานที่บริสุทธิ์และเก่าแก่จากแท่นบูชานั้น ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรอคอยเธอมานับพันปี
เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินจากคทาเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับตอบรับกับแสงจากดวงจันทร์คู่ที่กำลังจะมาบรรจบกัน
“เราต้องสร้างดวงตาแห่งการผนึก” เอลาริสเอ่ย “และส่งมาลากอร์กลับสู่ห้วงอวกาศ!”

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก