หุบเขาแห่งหมอกมรณะสมชื่อของมัน เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ สายลมหนาวก็พัดโชยนำพาไอหมอกสีเทาหนาทึบเข้ามาปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ทัศนวิสัยลดลงจนแทบมองไม่เห็น สภาพอากาศที่ชื้นแฉะและกลิ่นเหม็นอับของพืชพรรณที่เน่าเปื่อยสร้างความรู้สึกอึดอัดและชวนขนลุก หุบเขานี้เป็นเหมือนประตูกั้นระหว่างโลกที่เคยรู้จักกับดินแดนแห่งความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“หมอกหนาแน่นกว่าที่คิดไว้มาก” ไลร่ากระซิบเสียงแผ่ว พยายามมองหาเส้นทางเบื้องหน้า “และข้ารู้สึกได้ถึงพลังแห่งความมืดมิดที่นี่…มันเข้มข้นจนน่ากลัว”
ฟินน์หยิบยาสมุนไพรที่เขาปรุงขึ้นมาให้ทุกคน “นี่คือยาแก้พิษและยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน มันจะช่วยให้เราทนต่อหมอกพิษได้ชั่วคราว แต่เราต้องรีบผ่านไปให้เร็วที่สุด”
เอลาริสพยักหน้า เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูก ไม่ใช่แค่ความเย็นจากสภาพอากาศ แต่เป็นความเย็นยะเยือกจากพลังความมืดมิดที่ปกคลุมหุบเขานี้ เธอรวบรวมพลังสุริยันไว้ในกาย เพื่อสร้างเกราะป้องกันความร้อนที่อบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นบ้าง
เซอร์เคเอลเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง ดาบแสงของเขาถูกชักออกมาจากฝัก แสงเรืองรองสีฟ้าอ่อนๆ ช่วยส่องสว่างเส้นทางเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นได้ไกลนัก
“ระวังตัวให้ดีทุกคน” เซอร์เคเอลกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เสียงที่เราได้ยินอาจไม่ใช่แค่เสียงลมพัด”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ลอยมาตามสายลม มันเป็นเสียงที่เหมือนจะเรียกชื่อพวกเขา เหมือนจะล่อลวงให้ก้าวเข้าไปในความมืดที่มองไม่เห็น เอลาริสรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังพยายามคว้าจับตัวเธอ
“อย่าฟังเสียงนั้น!” ฟินน์เตือน “มันคือ ‘เสียงลวงแห่งเงา’ ปีศาจที่ซ่อนอยู่ในหมอก พวกมันจะใช้เสียงกระซิบเพื่อล่อลวงเหยื่อให้หลงทาง”
เอลาริสพยายามจดจ่ออยู่กับการเดินของเธอ ไม่สนใจเสียงกระซิบที่ดังเข้ามาในโสตประสาท เธอกำบันทึกโบราณในมือแน่น แสงแห่งสุริยันจันทราในกายของเธอเป็นเหมือนเข็มทิศนำทาง
การเดินทางผ่านหุบเขาแห่งหมอกมรณะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความระแวง พวกเขาต้องอาศัยการสัมผัสและสัญชาตญาณมากกว่าการมองเห็น ฟินน์ใช้คาถาตรวจจับสิ่งมีชีวิตเพื่อช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงสัตว์ร้ายและปีศาจที่ซ่อนอยู่ในหมอก
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับอันตรายหลายครั้ง ‘เงาแห่งหมอก’ ปีศาจที่มองไม่เห็นซึ่งสามารถโจมตีจากความมืดมิดได้ พวกมันจะปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน โจมตีด้วยกรงเล็บและเขี้ยวที่แหลมคม เซอร์เคเอลและไลร่าต้องใช้ทักษะการต่อสู้ทั้งหมดเพื่อป้องกันตัวเองและสหาย เอลาริสใช้พลังสุริยันของเธอในการสร้างแสงสว่างจ้าเพื่อขับไล่พวกมันออกไปชั่วคราว แต่พวกมันก็ยังคงกลับมาอีกครั้ง
“พวกมันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ” ไลร่ากล่าวในขณะที่กำลังต่อสู้กับเงาแห่งหมอกตัวหนึ่ง “และพวกมันดูเหมือนจะฉลาดขึ้นด้วย”
“พลังแห่งความมืดมิดกำลังหล่อเลี้ยงพวกมัน” ฟินน์อธิบาย “ยิ่งเราอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขามากเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
เอลาริสรู้ดีว่าพวกเขาต้องเร่งความเร็ว เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี สร้างคลื่นแสงสุริยันที่แผ่ขยายออกไปรอบตัว แสงนั้นสว่างจ้าจนทะลุทะลวงหมอกหนาทึบ ทำให้พวกเขาได้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นครั้งแรก
เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางเดินหินแคบๆ ที่ทอดขึ้นไปบนหน้าผาที่สูงชัน เบื้องล่างคือเหวลึกที่มองไม่เห็นเบื้องล่าง
“นั่นคือทางเดียวที่จะไปต่อได้” เซอร์เคเอลกล่าว “แต่ดูเหมือนว่ามันจะเต็มไปด้วยกับดัก”
ขณะที่พวกเขากำลังพิจารณาทางเดิน ทันใดนั้น เงาแห่งหมอกจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้ามาโจมตีจากทุกทิศทาง พวกมันปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ
“พวกมันมาหมดแล้ว!” ไลร่าตะโกน
เอลาริสรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถต้านทานพวกมันได้นาน เธอต้องใช้พลังทั้งหมดที่เธอมี เธอหลับตาลง รวบรวมพลังสุริยันจันทราที่เพิ่งตื่นขึ้นในกายของเธอ เธอจินตนาการถึงแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุด และความมืดมิดที่ลึกที่สุด ทั้งสองพลังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในใจกลางจิตวิญญาณของเธอ
เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองเงินระยิบระยับ แสงแห่งปฐมกาลพวยพุ่งออกมาจากร่างของเธอ แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง แสงนั้นไม่เพียงแค่สว่าง หากแต่ยังแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่มหาศาล
“จงสลายไป!” เอลาริสคำรามเสียงดังก้อง
คลื่นพลังแสงสุริยันจันทราพุ่งเข้าใส่เงาแห่งหมอกที่พยายามจะเข้าใกล้ แสงนั้นเผาผลาญพวกมันจนสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำสนิท ปีศาจที่เหลืออยู่ต่างกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว ก่อนจะพากันหนีหายเข้าไปในหมอก
“พลังที่น่าทึ่ง!” ฟินน์อุทานด้วยความทึ่ง “เจ้าควบคุมพลังสุริยันจันทราได้แล้วเอลาริส!”
เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง พลังที่เพิ่งตื่นขึ้นนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
“เราต้องรีบไป” เอลาริสกล่าว “พลังนี้คงอยู่ได้ไม่นาน”
เซอร์เคเอลพยักหน้า เขารวบรวมสติและนำทางทุกคนไปยังทางเดินหินที่ทอดขึ้นไปบนหน้าผา
การปีนขึ้นไปบนหน้าผาเป็นเรื่องยากลำบาก หมอกยังคงหนาทึบและพื้นผิวหินก็ลื่นปรื๊ด แต่ด้วยความช่วยเหลือของเซอร์เคเอลและไลร่าที่ใช้ทักษะการปีนป่ายของพวกเขา พวกเขาก็สามารถผ่านช่วงที่อันตรายที่สุดมาได้
เมื่อปีนขึ้นมาถึงยอดหน้าผา พวกเขาก็พบว่าหมอกเริ่มจางลง ทัศนวิสัยเริ่มดีขึ้น และเบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุด มันคือหอคอยโบราณที่ทำจากหินสีดำสนิท ปราศจากหน้าต่างและประตู เปล่งประกายสีเงินอ่อนๆ ใต้แสงจันทร์ที่ส่องทะลุเมฆหมอกลงมา มันคือ ‘หอคอยแห่งจันทรา’
“เรามาถึงแล้ว” เอลาริสกล่าวเสียงแผ่ว แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
แต่เมื่อเข้าใกล้หอคอย พวกเขาก็พบว่ามันถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์สีดำสนิทที่แผ่ขยายออกไปทั่วบริเวณ เถาวัลย์เหล่านั้นเปล่งประกายความมืดมิด และมีหนามแหลมคมที่ดูน่ากลัว
“อะไรกันนี่” ไลร่าพึมพำ “ดูเหมือนว่าหอคอยแห่งจันทราจะถูกครอบงำด้วยพลังความมืดมิดแล้ว”
ฟินน์หยิบบันทึกโบราณขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง “แย่แล้ว! บันทึกบอกว่าเถาวัลย์เหล่านี้คือ ‘หนามราตรี’ มันเป็นกับดักที่มาลากอร์สร้างขึ้นเพื่อปกป้อง ‘น้ำแข็งจันทรา’ และมันจะดูดกลืนพลังชีวิตของทุกสิ่งที่เข้าใกล้”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากหนามราตรี มันเป็นพลังที่เย็นยะเยือกและชั่วร้าย เธอรู้ดีว่านี่คือความท้าทายที่แท้จริง
“เราต้องหาทางเข้าไปในหอคอยให้ได้” เอลาริสกล่าว “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
เซอร์เคเอลพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องหาจุดอ่อนของหนามราตรี”
พวกเขาเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ หอคอย พยายามหาสิ่งผิดปกติ หรือทางเข้าที่ถูกซ่อนไว้ เอลาริสใช้พลังสุริยันของเธอในการส่องแสงไปตามหนามราตรี พยายามค้นหาช่องโหว่
ในที่สุด ฟินน์ก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่มุมหนึ่งของหอคอย
“ดูนั่นสิ!” ฟินน์ชี้ไปที่จุดหนึ่ง “มีสัญลักษณ์โบราณซ่อนอยู่ใต้หนามราตรี”
เมื่อพวกเขาก้าวเข้าไปใกล้ ก็พบว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์สุริยันจันทราที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เถาวัลย์สีดำ
“นี่อาจเป็นทางเข้าลับ” เอลาริสกล่าว “แต่เราต้องกำจัดหนามราตรีออกไปก่อน”
เอลาริสรวบรวมพลังสุริยันไว้ในฝ่ามืออีกครั้ง เธอรู้ดีว่าหนามราตรีแข็งแกร่ง แต่พลังสุริยันจันทราของเธอก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน เธอพุ่งฝ่ามือออกไป แสงสุริยันจันทราพุ่งเข้าปะทะกับหนามราตรี แสงนั้นเผาผลาญเถาวัลย์สีดำจนสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เผยให้เห็นประตูหินที่ถูกซ่อนไว้
“สำเร็จ!” ไลร่าอุทานด้วยความยินดี
ประตูหินเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินมืดมิดที่ทอดลึกเข้าไปในหอคอยแห่งจันทรา
“เราเข้าไปกันเถอะ” เอลาริสกล่าวด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าภารกิจของพวกเขายังไม่จบลง ที่นี่ ที่หอคอยแห่งจันทรา พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่แท้จริง เพื่อตามหา ‘น้ำแข็งจันทรา’ และก้าวเข้าใกล้การรวบรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก