หลังจากเดินทางฝ่าป่าทึบและภูเขาหินมาเป็นเวลาหลายวัน คณะเดินทางของเอลาริสก็มาถึงขอบเขตของ ‘ทะเลทรายแห่งประกายดาว’ เบื้องหน้าคือผืนทรายสีทองอร่ามกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แสงแดดยามเที่ยงแผดเผาผืนทรายจนร้อนระอุ อากาศแห้งแล้งและร้อนจัด ตัดกับความเย็นชื้นของป่าที่พวกเขาเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง
“นี่คือทะเลทรายแห่งประกายดาว” อาจารย์เอเธลกล่าวขณะปาดเหงื่อบนหน้าผาก “ชื่อของมันมาจากตำนานที่เล่าว่าในยามค่ำคืน ดาวบนฟ้าจะส่องประกายสว่างไสวเป็นพิเศษเหนือผืนทรายแห่งนี้ ราวกับสะท้อนแสงจากอัญมณีที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน”
เซริอุสตรวจสอบสัมภาระและน้ำดื่ม “การเดินทางข้ามทะเลทรายนี้ไม่ง่ายเลยครับ อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงวิหารใต้พิภพ”
เมอร์ลินหยิบผ้าคลุมกันแดดมาสวมให้เอลาริส “ระวังความร้อนและการขาดน้ำให้มาก เอลาริส พลังเวทของเจ้าอาจช่วยได้บ้าง แต่ก็อย่าใช้มากเกินไป”
ลีลาวดีมองไปยังผืนทรายอันกว้างใหญ่ด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย “ข้าไม่ค่อยชอบทะเลทรายเลย มันร้อนและไม่มีต้นไม้ให้ข้าได้พูดคุยด้วย”
เอลาริสพยักหน้า เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ร้อนระอุและแห้งแล้งของทะเลทราย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนทราย ราวกับมีบางสิ่งกำลังรอคอยเธออยู่
“เราจะไปกันเลยไหมคะท่านอาจารย์” เอลาริสถามอย่างมุ่งมั่น
อาจารย์เอเธลพยักหน้า “ไปกันเถิดเอลาริส โชคชะตากำลังรอเจ้าอยู่”
พวกเขาเริ่มออกเดินทาง สภาพอากาศที่ร้อนจัดและผืนทรายที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเป็นบททดสอบที่หนักหน่วง คณะเดินทางต้องเผชิญกับพายุทรายที่โหมกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด และความร้อนที่แผดเผาจนรู้สึกราวกับร่างกายจะมอดไหม้
เอลาริสใช้พลังแห่งจันทราเพื่อสร้างม่านพลังงานเย็นๆ รอบตัวเพื่อนๆ เพื่อบรรเทาความร้อน และใช้พลังแห่งสุริยันเพื่อส่องนำทางในยามที่พายุทรายพัดกระหน่ำ เธอยังใช้พลังเวทเพื่อค้นหาน้ำใต้ผืนทราย แม้จะหาได้ยาก แต่ก็ช่วยให้พวกเขามีน้ำดื่มประทังชีวิต
ในยามค่ำคืน ทะเลทรายแห่งประกายดาวก็เผยความงามที่แท้จริงออกมา ดวงดาวนับล้านดวงส่องประกายระยิบระยับเต็มฟากฟ้า ราวกับอัญมณีที่ถูกโปรยลงมาบนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำ เอลาริสนั่งมองดวงดาวเหล่านั้นด้วยความอัศจรรย์ใจ เธอรู้สึกถึงพลังงานที่เชื่อมโยงเธอเข้ากับจักรวาลอันกว้างใหญ่
แต่ความงามนั้นก็ไม่ได้มาโดยปราศจากอันตราย ในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังพักผ่อนอยู่ใต้ดวงดาว สัตว์ประหลาดขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายแมงป่องยักษ์สีทองอร่ามก็โผล่พรวดขึ้นมาจากใต้ผืนทราย มันมีหางแหลมคมที่ปลายหางมีพิษร้ายแรง และก้ามขนาดใหญ่ที่สามารถบดขยี้หินให้แหลกละเอียดได้
“มันคือ ‘แมงป่องทรายทอง’!” เมอร์ลินร้องเตือน “เป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลทรายแห่งนี้ พิษของมันสามารถทำให้เป็นอัมพาตได้ในพริบตา!”
เซริอุสพุ่งเข้าโจมตีแมงป่องทรายทองทันที ดาบของเขาสะท้อนแสงจันทร์ยามฟาดฟันเข้าใส่เกราะแข็งของมัน แต่ดูเหมือนจะทำอะไรมันไม่ได้มากนัก
เอลาริสไม่รอช้า เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราไว้ที่ฝ่ามือ แล้วปล่อยลูกบอลพลังงานแสงสีทองและเงินพุ่งเข้าใส่แมงป่องทรายทองอย่างรุนแรง
พลังนั้นระเบิดออกเมื่อกระทบกับตัวมัน สร้างแรงกระแทกที่รุนแรงจนแมงป่องทรายทองเซถอยหลังไปเล็กน้อย
“มันแข็งแกร่งมาก!” เอลาริสกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“เราต้องโจมตีจุดอ่อนของมัน!” อาจารย์เอเธลตะโกน “ที่ข้อต่อบริเวณหางและขาของมัน!”
เซริอุสเข้าใจทันที เขาพุ่งเข้าไปอีกครั้ง พยายามโจมตีบริเวณข้อต่อของแมงป่องทรายทอง ลีลาวดีก็ใช้เถาวัลย์พยายามรัดขาของมันไว้ ส่วนเมอร์ลินก็ร่ายมนตร์สร้างภาพลวงตาเพื่อดึงความสนใจของมัน
เอลาริสใช้จังหวะนี้ รวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มี สร้างลำแสงสุริยันจันทราที่เจิดจ้าและทรงพลังที่สุดเท่าที่เธอเคยสร้างมา แสงนั้นพุ่งตรงไปยังข้อต่อบริเวณหางของแมงป่องทรายทอง
ลำแสงทะลุผ่านเกราะแข็งของมันไปได้อย่างง่ายดาย สร้างบาดแผลฉกรรจ์ แมงป่องทรายทองกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วพุ่งเข้าใส่เอลาริสด้วยความโกรธแค้น
เอลาริสรู้ว่าเธอหลบไม่ทัน เธอหลับตาลงเตรียมรับการโจมตี แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กำแพงพลังงานสีเงินก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเธออีกครั้ง ป้องกันการโจมตีของแมงป่องทรายทองไว้ได้ทัน
“พลังแห่งจันทรา!” เอลาริสอุทาน เธอรู้สึกถึงพลังแห่งการปกป้องที่ไหลเวียนในกาย
แมงป่องทรายทองพยายามจะโจมตีซ้ำ แต่บาดแผลที่ได้รับทำให้มันอ่อนแรงลงมาก เซริอุสไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าไปอีกครั้งและฟาดฟันเข้าที่จุดอ่อนของมันซ้ำๆ จนในที่สุด แมงป่องทรายทองก็ล้มลงแน่นิ่งไป
ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เจ้าควบคุมพลังแห่งจันทราได้ดีขึ้นมากจริงๆ เอลาริส” เซริอุสกล่าวด้วยความชื่นชม
“นั่นเป็นเพราะเจ้าได้ผสานพลังทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว” อาจารย์เอเธลกล่าว “การต่อสู้กับแมงป่องทรายทองครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ยอดเยี่ยม”
หลังจากเหตุการณ์นั้น การเดินทางก็ดำเนินต่อไปอีกหลายวัน จนในที่สุด พวกเขาก็มาถึงใจกลางของทะเลทรายแห่งประกายดาว เบื้องหน้าคือซากปรักหักพังของวิหารโบราณขนาดใหญ่ที่ถูกกลืนกินด้วยผืนทราย มีเพียงยอดวิหารบางส่วนที่โผล่พ้นทรายขึ้นมาให้เห็น
“นั่นคือ ‘วิหารแห่งสุริยันจันทรา’!” เมอร์ลินอุทานด้วยความตื่นเต้น “วิหารที่เชื่อกันว่าคทาสุริยันจันทราถูกเก็บซ่อนไว้!”
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ซากวิหาร ทรายที่เคยร้อนระอุกลับเย็นลงเล็กน้อยเมื่อเข้ามาในเขตของวิหาร มีพลังงานโบราณบางอย่างแผ่ออกมาจากซากปรักหักพัง ราวกับวิหารแห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่
“ทางเข้าอยู่ที่ไหนคะ” เอลาริสถามพลางมองไปรอบๆ
“ตามตำนาน ทางเข้าของวิหารจะปรากฏขึ้นเมื่อผู้ที่ถูกลิขิตให้ครอบครองคทาได้มาถึง” อาจารย์เอเธลกล่าว “เจ้าลองใช้พลังเวทของเจ้าสัมผัสวิหารแห่งนี้ดูสิเอลาริส”
เอลาริสพยักหน้า เธอวางมือลงบนกำแพงหินของวิหาร หลับตาลง และปล่อยให้พลังแห่งสุริยันจันทราไหลเวียนออกจากกายเธอ เชื่อมโยงเข้ากับพลังงานโบราณของวิหาร
ทันใดนั้นเอง ผืนทรายเบื้องหน้าพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทรายจำนวนมหาศาลเริ่มยุบตัวลง เผยให้เห็นทางเข้าขนาดใหญ่ที่นำไปสู่ใต้ดิน เป็นอุโมงค์มืดมิดที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณที่เรืองแสงจางๆ
“ทางเข้าปรากฏขึ้นแล้ว!” เซริอุสกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ระวังให้ดี” อาจารย์เอเธลเตือน “วิหารแห่งนี้อาจมีกับดักและผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องคทาอยู่”
พวกเขาเดินเข้าไปในอุโมงค์มืดมิด แสงจากอักขระโบราณส่องนำทางให้พวกเขาเข้าไปในส่วนลึกของวิหารใต้พิภพ ทางเดินเต็มไปด้วยภาพแกะสลักโบราณที่เล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต การต่อสู้กับมาลากอร์ และคำทำนายเกี่ยวกับการมาถึงของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ใจกลางวิหาร ใจกลางห้องมีแท่นศิลาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และบนแท่นศิลานั้นมีวัตถุบางอย่างถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีทอง
“นั่นมัน...” เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นศิลาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
อาจารย์เอเธลเดินตามไป เขามองไปยังผ้าคลุมสีทองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “ใช่แล้วเอลาริส สิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั้นคือ ‘คทาสุริยันจันทรา’ ที่เจ้าถูกลิขิตให้ครอบครอง”
เอลาริสยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ เธอสัมผัสผ้าคลุมสีทองอย่างแผ่วเบา แล้วค่อยๆ ดึงมันออก เผยให้เห็นวัตถุที่ส่องประกายเจิดจ้าอยู่ภายใต้ผ้าคลุม
มันคือคทาที่ทำจากโลหะสีทองและเงินสลับกัน บริเวณปลายคทามีรูปปั้นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ขนาดเล็กประดับอยู่ อัญมณีสีทองอร่ามและสีเงินนวลส่องประกายระยิบระยับอยู่บนคทา ราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง
“คทาสุริยันจันทรา...” เอลาริสอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากคทา พลังงานที่เชื่อมโยงเข้ากับพลังแห่งสุริยันและจันทราในตัวเธอ
แต่เมื่อเอลาริสกำลังจะเอื้อมมือไปจับคทา ทันใดนั้นเอง แสงสว่างจ้าก็พุ่งออกมาจากคทา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง ร่างของชายชราผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคทา เขามีหนวดเคราสีขาวยาวเฟื้อย สวมชุดคลุมสีทองและเงิน ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยพลังเวท
“เจ้าเป็นใคร!” ชายชราถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “เจ้ากล้าดียังไงถึงมาแตะต้องคทาแห่งสุริยันจันทราโดยไม่ได้รับอนุญาต!”
อาจารย์เอเธลคุกเข่าลง “ท่านผู้พิทักษ์แห่งวิหาร ข้าคือเอเธล ผู้พิทักษ์แห่งแสง และนี่คือเอลาริส ทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ที่ถูกลิขิตให้ครอบครองคทา!”
ชายชรามองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการพิจารณา เขาสัมผัสได้ถึงพลังแห่งสุริยันจันทราที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ แต่ก็ยังคงไม่วางใจ
“การเป็นทายาทไม่ได้หมายความว่าเจ้าคู่ควรกับคทาเสมอไป” ชายชรากล่าว “คทาแห่งสุริยันจันทราไม่ใช่ของเล่น มันคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่จะตัดสินชะตาของโลก เจ้าต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าคู่ควร!”
“ข้าพร้อมที่จะรับการทดสอบค่ะ!” เอลาริสกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าข้าคู่ควรที่จะครอบครองคทาสุริยันจันทรา!”
ชายชราพยักหน้า “ดี! ถ้าอย่างนั้นจงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทดสอบที่แท้จริง! การทดสอบที่จะตัดสินว่าเจ้าคือผู้ที่ถูกลิขิต หรือเป็นเพียงแค่เด็กสาวที่หลงผิด!”
บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนไปในทันที พลังงานเวทมนตร์โบราณเริ่มหมุนวนรอบตัวพวกเขา บททดสอบสุดท้ายก่อนที่จะได้ครอบครองคทาแห่งสุริยันจันทราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก