การเดินทางออกจากธารานิรันดร์เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้น แต่ทว่าเส้นทางสู่ ‘บัลลังก์แห่งดวงดาว’ กลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด แผนที่ที่เอลาริสได้รับจากศิลาแห่งพันธสัญญาและข้อมูลจากคทาไม่ได้ชี้บอกตำแหน่งที่แน่ชัดของป้อมปราการโบราณแห่งนั้น แต่มันกลับเป็นชุดของปริศนาและสัญลักษณ์ที่ต้องตีความ ทำให้การเดินทางของพวกเขาคล้ายกับการไขรหัสลับแห่งกาลเวลา
“บัลลังก์แห่งดวงดาวถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์โบราณที่ซับซ้อน” ฟาเอลันอธิบายขณะที่พวกเขานั่งพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ “มันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางกายภาพ แต่มันยังถูกซ่อนเร้นไว้ในมิติที่ซ้อนทับกัน มีเพียงผู้ที่เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสุริยัน จันทรา และดวงดาวเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้” “แล้วเราจะเข้าใจมันได้อย่างไร” ไลราถาม พลางขยับกริชในฝักให้เข้าที่ “คทาสุริยันจันทราคือกุญแจสำคัญ” เอลาริสกล่าว พลางลูบไล้คทาในมือเบาๆ “มันนำทางข้ามาตลอด และมันกำลังบอกข้าว่า เราต้องค้นหา ‘หอคอยแห่งพยากรณ์’ ” คาเอลขมวดคิ้ว “หอคอยแห่งพยากรณ์? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน” “มันคือสถานที่ที่นักพยากรณ์ของราชวงศ์สุริยันจันทราใช้เพื่อทำนายอนาคตและบันทึกความรู้เกี่ยวกับดวงดาว” ฟาเอลันอธิบาย “เชื่อกันว่ามันเป็นที่เก็บ ‘คัมภีร์แห่งดวงดาว’ ซึ่งเป็นตำราโบราณที่สามารถเปิดเผยความลับของบัลลังก์แห่งดวงดาวได้”
ด้วยเป้าหมายใหม่ที่ชัดเจน พวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เอลาริสรู้สึกว่าหอคอยแห่งพยากรณ์ซ่อนตัวอยู่ การเดินทางนำพวกเขาเข้าสู่เขตแดนที่สูงชันและเต็มไปด้วยหุบเหวลึก อากาศเริ่มเบาบางลง และความหนาวเย็นเริ่มกัดกินผิวหนัง “เรากำลังเข้าใกล้เขตแดนของ ‘เทือกเขาเงาจันทรา’ ” ไลราบอก “ที่นั่นเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ดุร้าย และเส้นทางก็อันตรายยิ่งนัก” ไม่นานนัก พวกเขาก็พบกับหิมะที่ปกคลุมยอดเขา สลับกับป่าสนที่ยืนต้นอย่างโดดเดี่ยว ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาทึบ ทำให้บรรยากาศดูมืดมิดและน่าขนลุก ขณะที่พวกเขากำลังปีนขึ้นไปบนเส้นทางที่แคบและลื่น คาเอลก็หยุดชะงัก “มีบางอย่างอยู่ข้างหน้า” เขาเอ่ยเสียงต่ำ ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้นจากก้อนหินขนาดใหญ่เบื้องบน สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกริฟฟินสีดำทะมึน แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก กางปีกอันมหึมาออกมา มันมีดวงตาสีแดงฉานและกรงเล็บแหลมคมราวกับมีด “มันคือ ‘เงาปีกทมิฬ’ ” ฟาเอลันกล่าวอย่างรวดเร็ว “พวกมันคือสัตว์อสูรที่ถูกดึงดูดด้วยพลังงานมืด พวกมันจะจู่โจมทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว”
เงาปีกทมิฬคำรามอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ คาเอลยกโล่ขึ้นรับการโจมตีจากกรงเล็บอันแหลมคมของมัน เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ไลราโยนกริชคู่ใจออกไป กริชพุ่งเข้าปักที่ปีกของมัน แต่มันดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านมากนัก เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของคทา เธอรวบรวมพลังงานสุริยันและจันทราในตัวเธออีกครั้ง “แสงสุริยันเจิดจ้า! จันทราแห่งพรายแสง!” เธอร่ายมนตร์ แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทาเข้าใส่เงาปีกทมิฬ แสงนั้นสว่างจ้าจนทำให้มันต้องร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด เงาปีกทมิบทมิฬโกรธจัด มันบินวนอยู่เหนือหัวพวกเขา ก่อนจะพ่นไฟสีดำออกมาจากปาก เปลวไฟนั้นร้อนระอุและมีกลิ่นเหม็นสาบ “หลบเร็ว!” คาเอลตะโกน เขาใช้โล่ป้องกันตัวเองและเอลาริสจากเปลวไฟ ฟาเอลันร่ายมนตร์สร้างเกราะป้องกันน้ำแข็งขึ้นมา เพื่อกันเปลวไฟจากไลรา เอลาริสรู้ว่าเธอไม่สามารถเอาชนะมันได้ด้วยการโจมตีธรรมดา เธอต้องหาวิธีหยุดมัน เธอหลับตาลง สัมผัสถึงพลังงานรอบตัว และรับรู้ถึงจุดอ่อนของมัน “มันเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความมืด” เธอคิด “ดังนั้นมันจะต้องเกลียดแสงสว่างบริสุทธิ์” เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองอร่าม เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มี พลังงานจากคทาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นลำแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่สว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวัน “สุริยันฉายแสง! จันทราส่องนำ!” เธอร่ายมนตร์ด้วยเสียงที่ดังกังวาน ลำแสงนั้นพุ่งเข้าใส่เงาปีกทมิฬโดยตรง แสงนั้นไม่ใช่แค่การโจมตี แต่มันคือการชำระล้าง เงาปีกทมิฬกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ร่างกายของมันเริ่มสลายหายไปในอากาศธาตุ ราวกับถูกแสงสว่างกลืนกินไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นไหม้จางๆ
ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “นั่นคือการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเอลาริส” ฟาเอลันกล่าวด้วยความชื่นชม “พลังของเจ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด” คาเอลเสริม เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกว่าเธอสามารถควบคุมพลังของคทาได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ความอ่อนเพลียจากการใช้พลังงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วโมง จนกระทั่งมาถึงยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ที่นั่น พวกเขาพบกับสิ่งปลูกสร้างที่ดูแปลกตา มันคือหอคอยสูงเสียดฟ้าที่สร้างจากหินสีดำสนิท ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาเอง ยอดหอคอยมีอัญมณีสีน้ำเงินเข้มขนาดใหญ่เปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า “หอคอยแห่งพยากรณ์” ฟาเอลันเอ่ยอย่างตื่นเต้น ทางเข้าหอคอยถูกปิดด้วยประตูหินขนาดมหึมา ที่มีสัญลักษณ์ของดวงดาวและกลุ่มดาวสลักอยู่ทั่ว เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ประตู สัมผัสถึงพลังงานเวทมนตร์โบราณที่แผ่ออกมาจากมัน “มันมีปริศนา” เธอกล่าว “มีเพียงผู้ที่เข้าใจภาษาแห่งดวงดาวเท่านั้นที่จะเปิดประตูนี้ได้” ไลราเดินเข้ามาใกล้ “มีตัวอักษรโบราณสลักอยู่ แต่ข้าอ่านไม่ออก” ฟาเอลันพยายามถอดรหัสตัวอักษรเหล่านั้น แต่ก็ไม่เป็นผล เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง เธอวางมือลงบนประตูหิน คทาในมือของเธอเริ่มเรืองแสง ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองและเงิน เธอรู้สึกถึงความรู้ที่ไหลเข้ามาในจิตใจ ราวกับคทากำลังสื่อสารกับเธอ เธอเริ่มพูดเป็นภาษาโบราณที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน เสียงของเธอดังกังวานและเต็มไปด้วยพลัง ราวกับบทเพลงแห่งดวงดาว เธอร่ายมนตร์บทหนึ่งที่แปลความหมายได้ว่า “ดวงดาวแห่งทิศเหนือ จงนำทาง แสงจันทราแห่งราตรี จงเปิดเผย สุริยันแห่งทิวา จงส่องสว่าง” ทันทีที่เธอร่ายมนตร์จบ สัญลักษณ์บนประตูหินก็เรืองแสงขึ้นมาทีละดวง ก่อนที่ประตูหินขนาดมหึมาจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินมืดมิดที่อยู่เบื้องหลัง
ภายในหอคอยแห่งพยากรณ์นั้น มืดมิดและเย็นยะเยือก แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นอายของความรู้และอดีตกาลลอยอบอวลอยู่ทั่ว พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหอคอย ผ่านห้องโถงที่เต็มไปด้วยภาพสลักของกลุ่มดาวและแผนที่ดวงดาวโบราณ ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงห้องโถงที่อยู่สูงสุดของหอคอย ห้องนั้นเป็นทรงกลม มีช่องเปิดขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นท้องฟ้าเบื้องบน ที่ใจกลางห้อง มีแท่นหินอ่อนขนาดใหญ่ และบนแท่นนั้น มีหนังสือโบราณเล่มหนึ่งวางอยู่ มันมีปกที่ทำจากโลหะสีเงิน มีอัญมณีเล็กๆ จำนวนมากประดับอยู่คล้ายกับดวงดาว “คัมภีร์แห่งดวงดาว” ฟาเอลันกล่าวด้วยความเคารพ เอลาริสเดินเข้าไปใกล้คัมภีร์ เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากมัน เป็นพลังงานที่แตกต่างจากคทาของเธอ มันเป็นพลังงานแห่งความรู้และสติปัญญา เธอเปิดคัมภีร์ออก หน้ากระดาษทำจากวัสดุที่ไม่รู้จัก มีตัวอักษรและสัญลักษณ์โบราณเขียนอยู่เต็มไปหมด แต่เอลาริสสามารถอ่านมันออกได้ราวกับเป็นภาษาแม่ของเธอ คัมภีร์แห่งดวงดาวบันทึกเรื่องราวของบัลลังก์แห่งดวงดาวอย่างละเอียด มันเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นโดยเหล่าทวยเทพเพื่อใช้เป็นสถานที่เฝ้าระวังภัยจากความมืดมิดจากห้วงอวกาศ และเป็นสถานที่ที่พลังแห่งสุริยันจันทราจะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อจันทร์คู่ปรากฏบนท้องฟ้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มันบอกถึงวิธีการเข้าถึงบัลลังก์แห่งดวงดาว “บัลลังก์แห่งดวงดาวไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “มันถูกซ่อนอยู่ในอีกมิติหนึ่ง และมีเพียงผู้ที่ถือครองคทาสุริยันจันทรา และสามารถร่ายมนตร์แห่งการเชื่อมต่อกับกลุ่มดาวทั้งสิบสองราศีเท่านั้น ที่จะเปิดประตูมิตินั้นได้” “กลุ่มดาวทั้งสิบสองราศี?” ฟาเอลันอุทาน “นั่นเป็นเวทมนตร์ที่ซับซ้อนและต้องใช้พลังงานมหาศาล” “แต่เราไม่มีทางเลือก” เอลาริสกล่าว ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความมุ่งมั่น “คัมภีร์ยังบอกอีกว่า สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราต้องไปถึงบัลลังก์แห่งดวงดาวให้ทันเวลา” คาเอลพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย” ไลราเดินเข้ามาโอบไหล่เอลาริส “ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน เราจะอยู่ข้างเจ้าเสมอ” เอลาริสยิ้มให้เพื่อนๆ ความอบอุ่นจากมิตรภาพทำให้ความหวาดหวั่นในใจของเธอลดลงไปได้มาก เธอปิดคัมภีร์แห่งดวงดาวลง มันเป็นมากกว่าหนังสือ แต่มันคือกุญแจสู่โชคชะตาของโลกใบนี้ พวกเขาใช้เวลาอีกครู่หนึ่งเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากคัมภีร์แห่งดวงดาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับบทมนตร์แห่งการเชื่อมต่อกับกลุ่มดาวทั้งสิบสองราศี เอลาริสเริ่มทำความเข้าใจหลักการและวิธีการร่ายมนตร์นั้น มันเป็นบทมนตร์ที่ยาวเหยียดและซับซ้อน แต่เธอก็รู้สึกว่าเธอสามารถทำความเข้าใจมันได้ด้วยความช่วยเหลือจากคทาและสติปัญญาจากบรรพบุรุษที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ ราตรีนั้น พวกเขาพักค้างคืนบนยอดหอคอยแห่งพยากรณ์ ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ เอลาริสนั่งลงข้างหน้าต่างบานใหญ่ จ้องมองไปยังดวงดาวเหล่านั้น เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับพวกมันอย่างลึกซึ้ง ราวกับดวงดาวเหล่านั้นกำลังส่งเสียงกระซิบแห่งกำลังใจมาให้เธอ เธอรู้ว่าการเดินทางครั้งต่อไปจะเป็นการเดินทางที่อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยเผชิญมา แต่เธอก็พร้อมแล้วที่จะรับมือกับมัน เธอคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา ผู้ที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกและดวงดาว เพื่อปกป้องทุกอาณาจักรจากความมืดมิดของราชาปีศาจมาลากอร์

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก