หลังจากเหตุการณ์ในเขาวงกตกระซิบ เอลาริสและสหายก็ออกเดินทางต่อทันที ทิ้งร่องรอยของพลังเวทมนตร์อันเข้มข้นที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศไว้เบื้องหลัง พวกเขาเร่งฝีเท้าเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่หยุดพัก ด้วยความกังวลว่ามาลากอร์จะส่งปีศาจมาตามล่าอีกครั้ง การได้คทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์มาไว้ในครอบครองเป็นทั้งความหวังอันยิ่งใหญ่และภาระอันหนักอึ้งในคราวเดียวกัน
ตลอดเส้นทาง เอลาริสพยายามทำความคุ้นเคยกับพลังใหม่ของคทา เธอสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างเธอกับพลังแห่งสุริยันและจันทรา คทาตอบสนองต่อความคิดของเธออย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแสงสว่าง ปล่อยกระแสพลัง หรือแม้แต่รู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตรอบข้าง มันเป็นพลังที่น่าอัศจรรย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการควบคุม
“เจ้ากำลังทำได้ดี เอลาริส” ลีออนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเอลาริสกำลังฝึกใช้คทาอย่างเงียบๆ ในยามค่ำคืนที่พวกเขาหยุดพัก “พลังของคทาสุริยันจันทรานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการได้ แต่จงจำไว้ว่าพลังที่แท้จริงคือการควบคุม ไม่ใช่เพียงการปลดปล่อย”
“ข้าจะพยายามค่ะ” เอลาริสตอบ เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่แล้ว บรรยากาศรอบตัวพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ความเย็นเยือกที่ผิดธรรมชาติเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่าที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเขียวขจีเริ่มเหี่ยวเฉา ใบไม้ร่วงหล่นสู่พื้นดินราวกับฤดูเหมันต์มาเยือนก่อนกำหนด เสียงนกร้องที่เคยได้ยินก็เงียบหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก
“ข้ารู้สึกไม่ดีเลย” ฟาเอลกระซิบ ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด “เหมือนมีบางอย่างกำลังจับตาดูเราอยู่”
คาเอลกำดาบแน่น สอดส่องสายตาไปรอบตัว “ใช่… ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มืดมิด มันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ”
ทันใดนั้น เงาดำขนาดใหญ่ก็พุ่งวาบผ่านต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่เงาของสัตว์ป่า แต่เป็นเงาที่บิดเบี้ยวและน่าเกลียดน่ากลัว
“มันมาแล้ว” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มาลากอร์กำลังใช้พลังของมันเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในโลกของเรา”
เอลาริสชูคทาขึ้น แสงสีทองและเงินส่องสว่างออกมาจากคทา ขับไล่ความมืดมิดรอบตัวให้จางหายไปได้ชั่วขณะ
“เราจะไปที่ไหนกันต่อดี” คาเอลถาม “ดูเหมือนว่าเราจะซ่อนตัวจากมันได้ไม่นาน”
ลีออนเปิดแผนที่โบราณที่เขาพกติดตัวมาตลอด “มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ตำนานกล่าวขานว่าถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์สุริยันจันทราเพื่อเป็นที่หลบภัยและแหล่งรวบรวมความรู้ มันคือ ‘หอสมุดแห่งเงาจันทรา’ หากเราไปที่นั่น เราอาจจะพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาลากอร์ และวิธีที่จะหยุดยั้งสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
“แต่ดูจากสภาพแวดล้อมตอนนี้แล้ว การเดินทางไปที่นั่นคงไม่ง่าย” ฟาเอลกล่าว
ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันอยู่นั้น เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่ไร้รูปร่างเหมือนในเขาวงกต แต่มันเป็นเสียงที่คุ้นเคย… เสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นและความชั่วร้ายของมาลากอร์
“เจ้าคิดว่าจะรอดพ้นจากเงาของข้าได้หรือ… ผู้สืบทอดที่โง่เขลา… คทาในมือเจ้าเป็นเพียงแค่ของเล่น… เจ้าไม่อาจเข้าใจพลังที่แท้จริงของมันได้…” เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเอลาริส ราวกับมาลากอร์กำลังพูดคุยกับเธอโดยตรง
เอลาริสสะท้านเฮือก เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่จู่โจมเข้ามาในสมอง ราวกับมีเข็มแหลมนับพันกำลังทิ่มแทงเธอ
“เอลาริส!” คาเอลรีบเข้ามาประคองเธอ
“มัน… มันกำลังพยายามจะบงการจิตใจข้า” เอลาริสกัดฟันแน่น “มันกำลังแสดงภาพความหวาดกลัวของข้าให้ข้าเห็น”
ในจิตใจของเอลาริส ภาพของอาณาจักรที่ล่มสลาย ผู้คนที่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด และเงาร่างของมาลากอร์ที่ยืนเย้ยหยันอยู่เหนือซากปรักหักพังปรากฏขึ้น มันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก
“อย่าไปยอมแพ้มัน เอลาริส!” ลีออนตะโกน “จงใช้พลังของคทาขับไล่มันออกไป!”
เอลาริสรวบรวมสติ เธอหลับตาลง พยายามที่จะผลักไสภาพเหล่านั้นออกไป แต่เสียงของมาลากอร์ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอ “เจ้าไม่อาจหยุดยั้งข้าได้… โลกนี้จะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด… และเจ้า… เจ้าจะเป็นผู้ที่นำพาความหายนะนั้นมาเอง…”
คำพูดเหล่านั้นทำให้เอลาริสรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดหัวใจ ความกลัวว่าเธอจะไม่สามารถทำตามพันธสัญญาได้ กลัวว่าเธอจะล้มเหลว และกลัวว่าเธอจะนำความหายนะมาสู่ทุกคนที่เธอรัก
แต่แล้ว เธอก็นึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าเซริน นึกถึงความหวังในดวงตาของคาเอล ลีออน และฟาเอล นึกถึงใบหน้าของราชินีเอเธลในความฝัน และนึกถึงคำอวยพรของบรรพบุรุษ
‘จงใช้พลังนี้เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เจ้ารัก’
เอลาริสเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานสีทองและสีเงินที่หมุนวนออกมาจากคทาไม่ได้พุ่งตรงไปข้างหน้า แต่กลับแผ่กระจายออกไปเป็นเกราะป้องกันรอบตัวเธอ
เกราะพลังงานนั้นไม่ได้เพียงแค่ป้องกันการโจมตีทางกายภาพ แต่มันยังป้องกันการโจมตีทางจิตใจจากมาลากอร์ด้วย เสียงกระซิบที่เคยดังก้องอยู่ในหัวของเอลาริสเริ่มจางหายไป ภาพความหวาดกลัวเริ่มสลายตัวไปในอากาศ
“เจ้าไม่อาจทำลายจิตใจของข้าได้!” เอลาริสตวาดเสียงก้อง พลังจากคทาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลวงผ่านเงาที่ปกคลุมผืนป่าให้แตกสลายไป
เงาดำที่เคยคืบคลานอยู่รอบตัวพวกเขาก็เริ่มถอยร่น เสียงคำรามด้วยความกราดเกรี้ยวของมาลากอร์ดังขึ้นก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด
ผืนป่าที่เคยหดหู่กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างช้าๆ ใบไม้ที่เหี่ยวเฉากลับมาเขียวขจีอีกครั้ง แสงแดดสาดส่องลงมาตามช่องว่างระหว่างต้นไม้ เสียงนกร้องเริ่มกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง
เอลาริสหายใจหอบ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอเพิ่งได้รับ
“เจ้าทำได้ดีมาก เอลาริส” ลีออนกล่าวด้วยความภูมิใจ “เจ้าขับไล่พลังของมาลากอร์ได้”
“พลังของเจ้ากำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” คาเอลเสริม
ฟาเอลยิ้มกว้าง “ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่ามาลากอร์กำลังจับตาดูเราอยู่ และมันจะไม่ยอมให้เราไปถึงหอสมุดแห่งเงาจันทราได้ง่ายๆ”
“เราต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “แต่เราก็ไม่อาจหยุดได้ เราต้องไปที่หอสมุดแห่งเงาจันทราให้ได้”
พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางต่อไปโดยไม่หยุดพัก เพื่อให้ไปถึงหอสมุดแห่งเงาจันทราให้เร็วที่สุด ก่อนที่มาลากอร์จะส่งปีศาจที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมาขัดขวาง
ตลอดการเดินทางที่เหลือ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมาย ทั้งภาพลวงตาที่มาลากอร์สร้างขึ้นเพื่อหลอกหลอนจิตใจ การโจมตีจากสัตว์ป่าที่ถูกความมืดมิดครอบงำ และสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดธรรมชาติ
แต่เอลาริสและสหายก็ไม่ย่อท้อ พวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอลาริสใช้พลังของคทาเพื่อขับไล่ความมืดมิดและปกป้องสหาย คาเอลใช้ดาบของเขาฟาดฟันสัตว์ประหลาด ลีออนใช้ความรู้ของเขาในการนำทางและแก้ปริศนา ส่วนฟาเอลก็ใช้ทักษะการยิงธนูและความว่องไวของเขาในการสอดแนมและโจมตีศัตรู
หลายวันผ่านไป พวกเขาก็เดินทางมาถึงเชิงเขาที่สูงชันเบื้องหน้า มีหินผาสีดำทะมึนตั้งตระหง่านอยู่ รายล้อมไปด้วยป่าไม้ที่หนาทึบและม่านหมอกสีเทาอ่อนๆ ที่ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
“นั่นคือที่ตั้งของหอสมุดแห่งเงาจันทรา” ลีออนชี้ไปที่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก “มันถูกซ่อนเร้นไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณมานานนับพันปี”
เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นทางเข้าที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์หนาทึบ ทางเข้าดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งแผ่ออกมาจากที่แห่งนั้น
“เราต้องหาทางเข้าไป” เอลาริสกล่าว “ความจริงที่ซ่อนอยู่ในนั้น อาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งมาลากอร์”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้าไป เสียงกระซิบของมาลากอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้โจมตีจิตใจของเอลาริสโดยตรง แต่มันกลับหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าจะพบคำตอบในหอสมุดโบราณที่ไร้ประโยชน์นั่นหรือ… ความจริงที่แท้จริงจะทำให้เจ้าสิ้นหวัง… เจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้… สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึง… และเมื่อถึงเวลานั้น… โลกนี้จะตกเป็นของข้า!”
เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายของมาลากอร์ดังก้องอยู่ในอากาศ ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
เอลาริสกำคทาแน่น เธอรู้ว่าเวลาของเธอกำลังจะหมดลง และเธอต้องรีบหาคำตอบให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
การเดินทางสู่หอสมุดแห่งเงาจันทรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น และมันจะต้องเป็นการเดินทางที่อันตรายกว่าที่เคยเป็นมา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก