ในขณะที่เอลาริสและสหายกำลังมุ่งหน้าสู่เทือกเขาอัศนีบาต ณ อีกฟากหนึ่งของโลกที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืดของหอคอยทมิฬอันสูงเสียดฟ้า ใจกลางอาณาจักรแห่งความมืดมิด มาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่แกะสลักจากกระดูกและโลหะสีดำสนิท ดวงตาที่แดงฉานของเขาส่องประกายเย็นชาในความมืดมิด เบื้องหน้าของเขาคือภาพสะท้อนของโลกที่กำลังถูกรุกรานด้วยเงาอันดำมิดที่เขาเป็นผู้สร้าง
มาลากอร์สัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของพลังเวทโบราณที่หอสมุดแห่งความทรงจำ เขาเฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของเอลาริสมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่เธอปลดปล่อยพลังที่ Sanctuary แห่งเอเทเรียส เขารู้ดีว่าเด็กสาวผู้นี้คือทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์ที่เขาเคยพยายามกวาดล้างให้สิ้นซาก และเธอกำลังจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุแผนการอันชั่วร้ายของเขา
"อสูรเงาที่ไร้ประโยชน์!" มาลากอร์คำรามเสียงต่ำจนหอคอยสั่นสะเทือน "พวกแกปล่อยให้เด็กสาวคนนั้นหลบหนีไปได้อย่างไร! นางกำลังจะไปถึงวิหารแห่งลมหายใจแรก!"
เบื้องหน้าของบัลลังก์ อสูรเงาตัวหนึ่งที่รอดชีวิตจากการต่อสู้ที่หอสมุดแห่งความทรงจำทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของมันสั่นเทาด้วยความพรั่นพรึง
"ขออภัยท่านราชาปีศาจ!" อสูรเงากล่าวเสียงสั่น "พลังของนางแข็งแกร่งเกินกว่าที่เราจะรับมือได้ นางใช้พลังแห่งเงาจันทราในการพลางกายและหลบหนีไปได้"
"พลังแห่งเงาจันทรา?" มาลากอร์แสยะยิ้ม "ดูเหมือนว่านางจะตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ ทายาทแห่งราชวงศ์ที่โง่เขลา... พวกมันคิดว่าพลังของจันทราจะสามารถหยุดยั้งข้าได้หรือ?"
มาลากอร์หัวเราะเสียงดังสนั่น เสียงหัวเราะของเขาฟังดูน่าขนลุกและเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย เขาหันไปมองร่างเงาที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์ ร่างเงานั้นสูงใหญ่และเต็มไปด้วยพลังที่มืดมิด มันคือ "คาร์นัส" แม่ทัพปีศาจผู้ทรงอำนาจที่สุดของมาลากอร์ เป็นผู้ที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอสูรเงาทั่วไปหลายเท่า
"คาร์นัส" มาลากอร์กล่าว "เจ้าจงนำกองทัพอสูรเงาและปีศาจแห่งน้ำแข็งออกไปจากหอคอยทมิฬ จงตามล่าเด็กสาวผู้นั้น และนำคทาสุริยันจันทรามาให้ข้า ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง"
"พะยะค่ะ ท่านราชาปีศาจ" คาร์นัสรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและไร้อารมณ์ "ข้าจะนำหัวของนางและคทามาถวายแด่ท่าน"
คาร์นัสโค้งคำนับ ก่อนจะหายตัวไปในเงามืด มาลากอร์จ้องมองภาพสะท้อนของโลกที่กำลังถูกปกคลุมด้วยเงาของเขา เขารู้สึกถึงชัยชนะที่ใกล้จะมาถึง
"สุริยคราสแห่งจันทร์คู่..." มาลากอร์พึมพำ "เมื่อถึงเวลานั้น โลกใบนี้จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของข้าอย่างสมบูรณ์ และจะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งข้าได้อีกต่อไป"
ในขณะเดียวกัน เอลาริสและสหายกำลังเดินทางผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ทอดไปสู่เชิงเขาของเทือกเขาอัศนีบาต อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ และพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหิมะที่ลอยมากับสายลม
"เราใกล้จะถึงเทือกเขาอัศนีบาตแล้ว" ลีโอชี้ไปยังยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะที่ปรากฏอยู่ลิบๆ "วิหารแห่งลมหายใจแรกคงจะอยู่บนยอดเขานั้น"
"แต่ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้อยู่คนเดียว" ควิลล์กล่าว เขาหยุดเดินและชี้ไปทางป่าที่อยู่เบื้องหน้า "ข้ารู้สึกได้ถึงพลังที่มืดมิด มันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้"
เอลาริสใช้พลังแห่งเงาจันทราของเธอสัมผัสกับสิ่งรอบตัว เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ผิดปกติ ความมืดมิดที่แผ่ซ่านออกมาจากป่าเบื้องหน้า มันเป็นพลังที่เข้มข้นและน่าสะพรึงกลัวกว่าอสูรเงาที่พวกเขาเคยเผชิญหน้ามา
"มันไม่ใช่แค่อสูรเงาธรรมดา" เอลาริสกล่าว "มันมีอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งกว่านั้น มันกำลังนำทัพมา"
ทันใดนั้น เสียงคำรามของปีศาจก็ดังขึ้นมาจากป่าเบื้องหน้า กองทัพปีศาจแห่งน้ำแข็งปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดของต้นไม้ พวกมันมีร่างกายสีฟ้าอ่อนที่แข็งแกร่งราวกับน้ำแข็ง และมีดวงตาสีฟ้าอ่อนที่เปล่งประกายเย็นชา พวกมันเดินนำโดยคาร์นัส แม่ทัพปีศาจผู้ทรงอำนาจ ร่างกายของคาร์นัสปกคลุมด้วยเกราะน้ำแข็งสีดำสนิท และมือของเขาถือดาบขนาดใหญ่ที่ทำจากน้ำแข็งสีดำ
"คาร์นัส!" เซร่าอุทานด้วยความตกใจ "ข้าเคยได้ยินชื่อของมันในตำนาน มันเป็นแม่ทัพปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์!"
"ดูเหมือนว่ามาลากอร์จะส่งของขวัญต้อนรับมาให้เรา" ลีโอชักดาบของเขาออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คาร์นัสหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากองทัพปีศาจแห่งน้ำแข็ง ดวงตาที่เย็นชาของเขามองตรงมาที่เอลาริส
"ทายาทแห่งราชวงศ์ที่สาบสูญ" คาร์นัสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน "มาลากอร์ได้ส่งข้ามาเพื่อนำตัวเจ้าไป และนำคทาสุริยันจันทรามาให้เขา"
"ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำเช่นนั้น!" เอลาริสกล่าว เธอรวบรวมพลังเวทสีเงินยวงไว้ที่ฝ่ามือ แสงนั้นเปล่งประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา
"โง่เขลา!" คาร์นัสหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "เจ้าคิดว่าพลังอันน้อยนิดของเจ้าจะสามารถต่อกรกับกองทัพของมาลากอร์ได้หรือ?"
"ข้าไม่รู้ว่าข้าจะทำได้หรือไม่" เอลาริสกล่าว "แต่ข้าจะสู้จนกว่าจะถึงที่สุด!"
การต่อสู้ครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้น กองทัพปีศาจแห่งน้ำแข็งถาโถมเข้าใส่พวกเขาอย่างไม่หยุดยั้ง ลีโอและควิลล์ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ลีโอใช้ดาบของเขาฟันฝ่าปีศาจแห่งน้ำแข็งอย่างดุดัน ส่วนควิลล์ยิงธนูได้อย่างแม่นยำ สังหารปีศาจแห่งน้ำแข็งทีละตัว
เซร่าร่ายมนตร์ไฟและน้ำแข็งเพื่อสร้างกำแพงป้องกันและโจมตีปีศาจแห่งน้ำแข็ง แต่พลังของปีศาจแห่งน้ำแข็งนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะรับมือได้ทั้งหมด
เอลาริสใช้พลังแห่งเงาจันทราของเธอในการสร้างภาพลวงตาเพื่อล่อหลอกปีศาจแห่งน้ำแข็ง และใช้พลังในการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกมัน ทำให้เธอสามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่างคล่องแคล่ว เธอพยายามใช้พลังในการสร้างเกราะป้องกันเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมทางของเธอ และใช้พลังในการสร้างคลื่นพลังเวทสีเงินยวงเพื่อผลักดันปีศาจแห่งน้ำแข็งออกไป
แต่คาร์นัสคือคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วและโจมตีด้วยดาบน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลังที่มืดมิด ทุกครั้งที่ดาบของเขากระแทกเข้ากับพื้นดิน มันจะสร้างรอยร้าวขนาดใหญ่และปล่อยพลังน้ำแข็งที่เยือกเย็นออกมา
เอลาริสพยายามที่จะเข้าใกล้คาร์นัส แต่เขาแข็งแกร่งและว่องไวเกินไป เธอแทบจะมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขา
"เจ้าอ่อนแอเกินไป ทายาทแห่งราชวงศ์!" คาร์นัสกล่าวขณะฟาดดาบของเขาเข้าใส่เอลาริส เอลาริสกระโดดหลบได้ทันท่วงที แต่พลังของดาบนั้นก็สร้างแรงกระแทกที่รุนแรงจนเธอปลิวไปกระแทกกับต้นไม้
"เอลาริส!" ลีโอตะโกนด้วยความเป็นห่วง
เอลาริสพยายามลุกขึ้นยืน ร่างกายของเธอเจ็บปวดไปหมด เธอรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่เริ่มคืบคลานเข้ามา เธอจะสามารถเอาชนะแม่ทัพปีศาจที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่ในขณะนั้นเอง ภาพของอิลาเนียก็แวบเข้ามาในห้วงความคิด "จงอย่ากลัวพลังของเจ้า เอลาริส จงเชื่อมั่นในตัวเอง"
เอลาริสหลับตาลง เธอรวบรวมพลังแห่งเงาจันทราทั้งหมดที่มีอยู่ในกาย เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงกับพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอ พลังแห่งแสงสุริยันที่ยังคงหลับใหล
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายสีเงินยวงที่เจิดจ้ายิ่งขึ้น พลังเวทสีเงินยวงแผ่ออกมาจากร่างของเธออย่างรุนแรง สร้างคลื่นพลังงานที่ผลักดันปีศาจแห่งน้ำแข็งที่อยู่รอบๆ ตัวเธอกระเด็นออกไป
"อะไรกัน!" คาร์นัสอุทานด้วยความตกใจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด
เอลาริสพุ่งตัวเข้าใส่คาร์นัสด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม เธอใช้พลังแห่งเงาจันทราในการสร้างภาพลวงตาเพื่อล่อหลอกเขา และโจมตีเขาด้วยคลื่นพลังเวทสีเงินยวงที่รุนแรง คาร์นัสพยายามที่จะป้องกันตัวเองด้วยดาบน้ำแข็งของเขา แต่พลังของเอลาริสนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้
ในที่สุด เอลาริสก็สามารถโจมตีคาร์นัสด้วยคลื่นพลังเวทสีเงินยวงที่รุนแรง ทำให้เขากระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยร้าว และดาบน้ำแข็งของเขาก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"นี่มันเป็นไปไม่ได้!" คาร์นัสคำรามด้วยความเจ็บปวดและความโกรธ
"พลังของข้าจะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดของมาลากอร์!" เอลาริสกล่าว
คาร์นัสพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินกว่าที่จะต่อสู้ต่อไปได้ เขาจ้องมองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้น
"นี่ไม่ใช่จุดจบ ทายาทแห่งราชวงศ์!" คาร์นัสกล่าว "มาลากอร์จะกลับมา และเมื่อถึงเวลานั้น โลกใบนี้จะตกเป็นของเขา!"
คาร์นัสพยายามที่จะรวบรวมพลังเวทที่เหลืออยู่เพื่อโจมตีเอลาริสอีกครั้ง แต่ในขณะนั้นเอง เซร่าก็ร่ายมนตร์ไฟขนาดใหญ่เข้าใส่เขา เปลวไฟลุกโชนเผาผลาญร่างของคาร์นัสจนมอดไหม้ไปในที่สุด
เมื่อคาร์นัสถูกกำจัด กองทัพปีศาจแห่งน้ำแข็งก็เริ่มแตกทัพและหลบหนีไปในความมืดมิด พวกเขาทั้งสี่ต่างรู้สึกโล่งใจที่การต่อสู้สิ้นสุดลง
"เราทำสำเร็จ" ลีโอกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เหนื่อยล้า
"ใช่ แต่เรายังคงมีภารกิจที่ต้องทำต่อไป" เอลาริสกล่าว เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับมาลากอร์
พวกเขาเก็บสัมภาระและออกเดินทางอีกครั้ง สู่เทือกเขาอัศนีบาต ดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะ ที่ซึ่ง "วิหารแห่งลมหายใจแรก" และ "คทาสุริยันจันทรา" กำลังรอคอยพวกเขาอยู่

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก