คทาสุริยัน

ตอนที่ 119 — เงากระซิบแห่งความมืดมิด

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,030 คำ

หลังจากได้รับหินแห่งบรรพกาลชิ้นแรกที่ป่าพฤกษาอมตะ พลังแห่งจันทราในตัวเอลาริสก็ตื่นขึ้นอย่างชัดเจน เธอรู้สึกถึงความสงบเยือกเย็นที่แผ่ซ่านอยู่ในกาย และสามารถควบคุมพลังน้ำและพลังการเยียวยาได้ดีขึ้น ทำให้การเดินทางของพวกเขาคล่องตัวขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ดูเหมือนว่าการตื่นขึ้นของพลังนี้จะดึงดูดความสนใจจากราชาปีศาจมาลากอร์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลังจากออกจากป่าพฤกษาอมตะ ‌พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสมุนปีศาจของมาลากอร์บ่อยครั้งขึ้น ปีศาจเหล่านั้นดูเหมือนจะแข็งแกร่งและฉลาดขึ้นกว่าเดิม ราวกับมาลากอร์กำลังเฝ้ารอคอยและวางแผนโจมตีพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังพักแรมอยู่กลางป่าโปร่งใกล้เชิงเขาเมฆา เอลาริสก็ต้องประสบกับฝันร้ายที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง เธอฝันเห็นโลกทั้งใบตกอยู่ในความมืดมิด ดวงจันทร์สองดวงกลายเป็นสีแดงฉาน และดวงอาทิตย์ถูกกลืนหายไปโดยเงาของมาลากอร์ ​เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายก้องกังวานไปทั่วผืนฟ้า และในฝันนั้น เธอเห็นตัวเองล้มลง อ่อนแรง และคทาสุริยันจันทราในมือของเธอก็แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ

“เจ้าไม่อาจหยุดยั้งข้าได้หรอก... ทายาทแห่งราชวงศ์ที่ล่มสลาย” เสียงของมาลากอร์กระซิบในฝัน “พลังของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป... ‍จงยอมจำนนเสียเถิด... แล้วความเจ็บปวดจะสิ้นสุดลง”

เอลาริสสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วร่าง หัวใจเต้นระรัวในอก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองความมืดมิดรอบตัว เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ แต่ภาพฝันร้ายนั้นยังคงติดตาและเสียงของมาลากอร์ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ

ฟินน์ที่นอนอยู่ไม่ไกลจากเธอ ‌ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงเธอขยับตัว เขามองมาที่เธอด้วยความเป็นห่วง

"เอลาริส? เป็นอะไรไปหรือเปล่า" เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

เอลาริสส่ายหน้าเบาๆ "ไม่มีอะไรหรอก... แค่ฝันร้ายน่ะ" เธอโกหก ‍เพราะไม่อยากให้สหายต้องเป็นกังวลไปกับความกลัวของเธอ

แต่ฟินน์ดูเหมือนจะไม่เชื่อ เขาขยับเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย "ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังฝันถึงอะไร... มาลากอร์กำลังพยายามจะเล่นงานจิตใจของเจ้า" เขาเอื้อมมือมาแตะไหล่เธอเบาๆ "อย่าปล่อยให้มันครอบงำเจ้าได้นะเอลาริส เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน เราทุกคนอยู่เคียงข้างเจ้า"

คำพูดของฟินน์ทำให้เอลาริสรู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาบ้าง ​เธอพยักหน้าเล็กน้อย "ขอบคุณนะฟินน์"

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนสังเกตเห็นว่าเอลาริสดูอ่อนเพลียและซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามซ่อนความกังวลและความกลัวไว้ แต่สหายของเธอก็ยังคงสัมผัสได้

"เมื่อคืนเธอคงไม่ได้นอนเลยสินะเอลาริส" อเล็กซ์ถามอย่างอ่อนโยน "ฝันร้ายของมาลากอร์เริ่มรุนแรงขึ้นแล้วใช่ไหม"

เอลาริสพยักหน้าช้าๆ "มันพยายามจะทำให้ข้าท้อแท้... ​บอกว่าข้าไม่มีทางชนะมันได้"

มีอาเดินเข้ามาใกล้เธอ "อย่าไปฟังมันนะเอลาริส มาลากอร์มันแค่ต้องการจะทำลายความเชื่อมั่นของเธอ พลังของเธอแข็งแกร่งขึ้นมากแล้วนะ"

ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากพุ่มไม้ข้างหน้า ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของปีศาจ

"ซุ่มโจมตี!" ​ฟินน์ตะโกน เขารีบชักดาบออกมาทันที

ปีศาจขนาดใหญ่สามตัวกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ พวกมันมีร่างกายที่กำยำปกคลุมด้วยขนสีดำหนา ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำ มีเขี้ยวแหลมคมยื่นออกมาจากปาก และกรงเล็บที่ยาวเฟื้อยที่สามารถฉีกเนื้อได้ พวกมันไม่ใช่ปีศาจระดับล่างที่พวกเขาเคยเจอ แต่เป็นปีศาจนักรบที่แข็งแกร่งกว่ามาก

"พวกมันแข็งแกร่งกว่าเดิม!" อเล็กซ์เอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ เขาร่ายเวทมนตร์ลูกไฟใส่ปีศาจตัวหนึ่ง แต่ลูกไฟนั้นกลับถูกปัดป้องด้วยกรงเล็บของปีศาจอย่างง่ายดาย

ฟินน์พุ่งเข้าปะทะกับปีศาจตัวหนึ่งทันที เสียงดาบปะทะกับกรงเล็บดังสนั่น มีอาเองก็ระดมยิงธนูเข้าใส่จุดอ่อนของปีศาจอย่างแม่นยำ

เอลาริสรู้สึกถึงความลังเลในใจอีกครั้ง ภาพฝันร้ายเมื่อคืนยังคงหลอกหลอนเธอ เธอรู้สึกว่าพลังของเธอยังไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับปีศาจที่แข็งแกร่งเช่นนี้

“เจ้าอ่อนแอ... เจ้าจะล้มเหลว... เหมือนบรรพบุรุษของเจ้า” เสียงของมาลากอร์กระซิบในใจเธอ

แต่แล้ว เธอก็นึกถึงคำพูดของฟินน์ “เราทุกคนอยู่เคียงข้างเจ้า” และคำพูดของเอลานารา “ความกล้าหาญและความรัก... คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

เธอเงยหน้าขึ้นมองสหายของเธอที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด พวกเขากำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อเธอ เพื่อภารกิจนี้ เธอจะยอมแพ้ไม่ได้!

ความมุ่งมั่นกลับคืนมาในดวงตาของเอลาริส เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีเงินและสีทองเปล่งประกายออกมาพร้อมกันในครั้งนี้ ราวกับว่าพลังแห่งสุริยันและจันทรากำลังผสานรวมกันอย่างช้าๆ

"พลังแห่งสุริยันจันทรา... จงขับไล่ความมืดมิด!" เธอร่ายเวทมนตร์ เสียงของเธอหนักแน่นและเต็มไปด้วยพลัง

แสงสีเงินและสีทองจากคทาพุ่งออกไป กลายเป็นคลื่นพลังงานขนาดใหญ่ที่โอบล้อมปีศาจทั้งสามตัว แสงนั้นไม่ได้ทำร้ายพวกมันโดยตรง แต่กลับทำให้พวกมันรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับว่าแสงแห่งความบริสุทธิ์กำลังเผาผลาญความชั่วร้ายในตัวพวกมัน

ปีศาจส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน ร่างกายของพวกมันเริ่มสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ ก่อนที่จะหายไปในอากาศในที่สุด

ทุกคนต่างมองเอลาริสด้วยความทึ่งอีกครั้ง พลังที่เธอแสดงออกมาในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ มันไม่ใช่แค่พลังของสุริยันหรือจันทราเดี่ยวๆ แต่เป็นการรวมพลังทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น

"เธอทำได้แล้วเอลาริส! เธอรวมพลังทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน" อเล็กซ์เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น

เอลาริสเองก็รู้สึกประหลาดใจกับพลังที่เธอเพิ่งแสดงออกมา เธอรู้สึกถึงความสมดุลที่เกิดขึ้นในตัวเธอ พลังแห่งความร้อนและเย็น พลังแห่งแสงสว่างและความมืด ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอแล้ว

"ข้ารู้สึกว่าข้าแข็งแกร่งขึ้น... แต่ก็ยังไม่เพียงพอ" เอลาริสกล่าว "มาลากอร์ยังคงแข็งแกร่งกว่านี้มากนัก เราต้องรีบตามหาหินแห่งบรรพกาลชิ้นต่อไป"

พวกเขาเดินทางต่อไปยังเชิงเขาเมฆา ที่ซึ่งตำนานเล่าขานถึงหุบเหวแห่งความเงียบงัน ที่นั่นเป็นที่อยู่ของแม่มดแห่งหุบเหว ผู้ที่ว่ากันว่าเป็นผู้รู้แจ้งและครอบครองภูมิปัญญาโบราณมากมาย แต่ก็เป็นผู้ที่ยากจะเข้าถึงและคาดเดาได้

ระหว่างทาง เอลาริสพยายามฝึกฝนการรวมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน เธอใช้พลังแห่งสุริยันในการสร้างความอบอุ่นและแสงสว่าง และใช้พลังแห่งจันทราในการสร้างความเย็นและเยียวยา เธอเริ่มเข้าใจถึงความสมดุลของพลังทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่เงากระซิบของมาลากอร์ก็ยังคงตามหลอกหลอนเธอในยามหลับใหล พยายามจะบั่นทอนกำลังใจของเธออยู่เสมอ เธอรู้ว่านี่คือบททดสอบที่สำคัญ ไม่ใช่แค่การต่อสู้กับปีศาจภายนอก แต่เป็นการต่อสู้กับความกลัวและความไม่มั่นใจในตัวเอง

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงขอบหุบเหวแห่งความเงียบงัน หุบเหวนั้นลึกสุดหยั่ง สูงชัน และปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดเวลา ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากหุบเหวนั้น ราวกับว่าทุกสิ่งในหุบเหวได้ถูกกลืนกินไปโดยความเงียบงันอย่างแท้จริง

"น่าขนลุกชะมัด" ฟินน์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขามีแววไม่สบายใจ "ข้าไม่เคยรู้สึกถึงความเงียบที่กดดันขนาดนี้มาก่อนเลย"

มีอาพยักหน้าเห็นด้วย "พลังงานในหุบเหวแห่งนี้แปลกประหลาด... มันไม่ใช่พลังงานชั่วร้าย แต่ก็ไม่ใช่พลังงานที่ดี มันเป็นพลังงานที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทุกสิ่ง"

เอลาริสรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากหุบเหวนั้น คทาสุริยันจันทราในมือของเธออุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เปล่งแสงออกมาอย่างชัดเจน

"เราต้องลงไปในหุบเหวแห่งนี้" เอลาริสกล่าว "แม่มดแห่งหุบเหวคงอยู่ที่นั่น"

อเล็กซ์หยิบแผนที่เก่าๆ ออกมาดู "ตามตำนานแล้ว แม่มดแห่งหุบเหวจะอาศัยอยู่ในถ้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายในหุบเหว การจะเข้าไปในถ้ำนั้นได้ต้องผ่านบททดสอบแห่งความเงียบงัน"

"บททดสอบแห่งความเงียบงัน?" ฟินน์ขมวดคิ้ว "มันคืออะไรกัน"

"ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ตำนานเล่าว่าผู้ใดที่ไม่สามารถทนต่อความเงียบงันของหุบเหวได้ จะถูกความเงียบงันนั้นกลืนกินไปตลอดกาล" อเล็กซ์ตอบ

เอลาริสรู้ดีว่าบททดสอบนี้จะต้องท้าทายจิตใจของเธออย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มาลากอร์พยายามเล่นงานจิตใจของเธอมาตลอด เธอต้องเอาชนะความกลัวและความไม่มั่นใจในตัวเองให้ได้ เพื่อให้สมกับเป็นทายาทแห่งสุริยันจันทรา

"ไม่ว่าบททดสอบจะเป็นอะไรก็ตาม เราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิดลง แสงของดวงจันทร์เริ่มสาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังให้กำลังใจเธอ

การเดินทางสู่หุบเหวแห่งความเงียบงันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเอลาริสก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิดภายในจิตใจของเธอเอง เพื่อค้นหาหินแห่งบรรพกาลชิ้นที่สอง และปลดล็อกพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!