หลังจากพักผ่อนในถ้ำมืดมิดเพียงชั่วครู่ คณะผู้กล้าก็ตัดสินใจเดินทางต่อ แสงสว่างสลัวๆ จากปากถ้ำที่ถูกปิดด้วยเวทมนตร์ทำให้พวกเขาพอจะมองเห็นทางได้บ้าง แต่เส้นทางข้างหน้ายังคงมืดมิดและไม่คุ้นเคย อาจารย์เอลดรินเป็นผู้นำทาง โดยใช้ความรู้โบราณและสัญชาตญาณอันแก่กล้าของท่านเพื่อนำพวกเขาผ่านอุโมงค์ใต้ดินที่คดเคี้ยวและซับซ้อน
"ถ้ำแห่งนี้เชื่อมต่อกับเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินโบราณที่พวกคนแคระเคยสร้างขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน" อาจารย์เอลดรินอธิบาย เสียงของท่านก้องกังวานในความมืด "มันเป็นเส้นทางที่รวดเร็วที่สุดที่จะพาเราออกจากป่าแห่งเอลดอเรีย และมุ่งหน้าสู่เทือกเขาอาร์คาเดีย แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายที่ซ่อนเร้น"
เคเลนเดินรั้งท้าย คอยระแวดระวังเสียงและเงาที่อาจคุกคามพวกเขาจากด้านหลัง ดาบของเขายังคงถูกชักออกมาจากฝัก พร้อมรับสถานการณ์ทุกเมื่อ ไลร่าใช้ความว่องไวของเธอเพื่อสำรวจทางข้างหน้าเป็นบางครั้ง โดยใช้คบเพลิงที่เธอจุดขึ้นมาใหม่เพื่อส่องทาง เซราฟิน่าเดินอยู่ข้างเอลาริส คอยให้กำลังใจและดูแลเธออย่างใกล้ชิด
เอลาริสยังคงรู้สึกอ่อนเพลียจากการใช้พลังเวทอย่างหนักในการต่อสู้กับฝูงวอร์ก แต่การได้พักผ่อนบ้างก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเรืองรองอย่างสม่ำเสมอ เป็นเหมือนไฟนำทางในความมืดมิด
"ท่านอาจารย์ ธอร์นเป็นคนแบบไหนคะ?" เอลาริสถาม พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากความเหนื่อยล้าของตัวเอง
อาจารย์เอลดรินยิ้มบางๆ "อาจารย์ธอร์นเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นผู้พิทักษ์แห่งความรู้ ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่เพื่อศึกษาเวทมนตร์โบราณและประวัติศาสตร์ของโลก ท่านเป็นคนเคร่งขรึมและลึกลับ แต่ก็ใจดีและมีเมตตา ท่านเป็นคนเดียวที่สามารถสอนเจ้าให้ควบคุมพลังของคทาได้อย่างสมบูรณ์"
"แต่ท่านอยู่ที่หอคอยแห่งปราชญ์เพียงลำพังหรือคะ?" ไลร่าถาม "ไม่กลัวเหงาหรือคะ?"
"ท่านอาจารย์ธอร์นไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวหรอกไลร่า" เซราฟิน่าตอบ "ท่านมีเหล่าภูตแห่งปัญญาและสิ่งมีชีวิตวิเศษมากมายเป็นสหาย หอคอยแห่งปราชญ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และสิ่งมหัศจรรย์"
ขณะที่พวกเขากำลังเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ และกลิ่นอับชื้นก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นแร่ธาตุที่รุนแรง พวกเขาเริ่มเห็นโครงสร้างหินแกะสลักที่ดูเหมือนเมืองใต้ดินโบราณที่ถูกทิ้งร้าง ผนังถ้ำเต็มไปด้วยอักษรรูนและภาพแกะสลักที่เล่าเรื่องราวของคนแคระในอดีต
"ที่นี่คือเมืองโบราณแห่ง 'ธอร์นฮอลล์' ของคนแคระ" อาจารย์เอลดรินกล่าว "ถูกทิ้งร้างไปนานแล้วหลังจากภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อหลายศตวรรษก่อน"
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังขึ้นจากด้านหน้า ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก
"เสียงอะไรน่ะ?" เคเลนถาม ดาบของเขาถูกยกขึ้นสูง
"มันคือ 'กรีม' ปีศาจแห่งความมืดที่อาศัยอยู่ในซากปรักหักพัง" อาจารย์เอลดรินเตือน "พวกมันเกลียดแสงสว่างและทุกสิ่งที่มีชีวิต"
จากเงามืดเบื้องหน้า สิ่งมีชีวิตรูปร่างผอมเกร็ง ผิวหนังซีดเผือด และมีดวงตาสีแดงฉาน ก็ปรากฏตัวขึ้น พวกมันมีกรงเล็บแหลมคมและฟันที่น่ากลัว กรีมตัวแรกที่ปรากฏตัวขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเดียว แต่มีฝูงของมันตามมาด้วย ราวกับว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ในทุกซอกมุมของเมืองใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้
"อย่าให้พวกมันล้อมกรอบเราได้!" เคเลนตะโกน เขารีบก้าวออกไปรับมือกับกรีมที่พุ่งเข้ามาก่อน
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น พลังเวทแสงสีทองพุ่งออกจากคทา สาดส่องไปทั่วบริเวณ กรีมที่ถูกแสงนั้นสัมผัสตัวต่างส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและถอยร่นไปในความมืด พวกมันเกลียดแสงสว่างจริงๆ
"พลังแสงของเจ้าได้ผลกับพวกมัน!" ไลร่าตะโกนด้วยความดีใจ เธอใช้ความคล่องตัวของเธอวิ่งวนไปรอบๆ แล้วใช้มีดสั้นจัดการกับกรีมที่พยายามจะหลบแสง
เซราฟิน่าร่ายมนตร์แสงขนาดเล็กหลายดวงให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ เพื่อเพิ่มความสว่างให้กับบริเวณรอบๆ และทำให้กรีมไม่สามารถซ่อนตัวในเงามืดได้อีกต่อไป อาจารย์เอลดรินใช้มนตร์ไฟเพื่อสร้างกำแพงเพลิงเล็กๆ เพื่อสกัดกั้นพวกมันไม่ให้เข้ามาใกล้
เอลาริสใช้พลังของคทาอย่างต่อเนื่อง เปล่งแสงสว่างออกมาจากคทาเป็นระลอกๆ เพื่อผลักดันกรีมให้ถอยห่างออกไป เธอรู้สึกว่าเธอสามารถควบคุมพลังแสงนี้ได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เธอสามารถควบคุมทิศทางและความรุนแรงของแสงได้ตามต้องการ
แต่ฝูงกรีมก็มีจำนวนมาก พวกมันยังคงพยายามที่จะเข้ามาโจมตีพวกเขาอย่างไม่ลดละ เอลาริสเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียอีกครั้ง แต่เธอก็ยังคงยืนหยัด
"เราต้องหาทางออกจากที่นี่!" อาจารย์เอลดรินกล่าว "เอลาริส ลองใช้พลังที่เจ้าเพิ่งได้รับจากหัวใจศิลาสุริยันดู!"
เอลาริสหลับตาลง เธอจดจ่ออยู่กับพลังของสุริยันและจันทราที่หมุนวนอยู่ในคทา เธอพยายามที่จะเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกันอย่างที่เสียงกระซิบจากหัวใจศิลาสุริยันเคยแนะนำ
เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ รวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี "สุริยันจันทราเอ๋ย จงรวมเป็นหนึ่ง...ปลดปล่อยพลังแห่งความบริสุทธิ์!"
ทันใดนั้น แสงสีทองและสีเงินก็พุ่งออกมาจากคทา แล้วรวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่พุ่งทะลวงผ่านอุโมงค์ใต้ดิน ลำแสงนั้นไม่ได้มีเพียงแค่แสงสว่างเท่านั้น แต่มันยังมีความร้อนและความเย็นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เมื่อลำแสงพุ่งกระทบฝูงกรีม พวกมันต่างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ร่างกายของพวกมันเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นผงในทันที
ลำแสงสุริยันจันทรานี้ทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เอลาริสเคยใช้มา มันสามารถขับไล่และทำลายกรีมได้ในพริบตาเดียว ฝูงกรีมที่เหลืออยู่ต่างหวาดกลัวและหนีหายเข้าไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว
เมื่อลำแสงจางหายไป ความเงียบก็กลับคืนมาสู่เมืองใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างอีกครั้ง เอลาริสรู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนัก เธอทรุดตัวลงคุกเข่า หายใจหอบถี่ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายอ่อนลง
"ยอดเยี่ยมมากเอลาริส!" อาจารย์เอลดรินกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ "เจ้าทำได้แล้ว! นี่คือพลังที่แท้จริงของสุริยันจันทรา!"
เคเลนรีบเข้ามาประคองเธอ "เจ้าเก่งมากเอลาริส แต่เจ้าต้องพักผ่อนแล้ว"
ไลร่าและเซราฟิน่าเองก็เข้ามาดูอาการของเอลาริสด้วยความเป็นห่วง
"ฉันไม่เป็นไรค่ะ" เอลาริสพึมพำ "แค่เหนื่อยนิดหน่อย"
แม้จะเหนื่อยล้า แต่ในใจของเอลาริสก็เต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจและความหวัง เธอรู้แล้วว่าเธอสามารถใช้พลังของคทาได้อย่างแท้จริง และมันก็ทรงพลังอย่างที่เธอจินตนาการไว้
อาจารย์เอลดรินมองไปที่ทางเดินที่ถูกลำแสงสุริยันจันทราเปิดออก มันเป็นทางตรงที่พุ่งลึกเข้าไปในอุโมงค์ มุ่งหน้าสู่เทือกเขาอาร์คาเดีย
"ไปกันเถอะ" อาจารย์เอลดรินกล่าว "เราต้องไปถึงหอคอยแห่งปราชญ์ให้เร็วที่สุด ก่อนที่มาลากอร์จะส่งกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่านี้มาจัดการกับเรา"
พวกเขาลุกขึ้นยืนและเดินทางต่อ แม้จะอ่อนล้า แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น การเผชิญหน้ากับกรีมทำให้พวกเขาได้เห็นพลังที่แท้จริงของเอลาริส และทำให้พวกเขามีความหวังมากขึ้นในการต่อสู้กับมาลากอร์
เส้นทางสู่เทือกเขาอาร์คาเดียยังอีกยาวไกล และอันตรายก็ยังคงรอคอยพวกเขาอยู่ข้างหน้า แต่ตอนนี้พวกเขามีเอลาริส ผู้ถือครองคทาสุริยันจันทรา และมีพลังที่จะส่องสว่างนำทางพวกเขาผ่านความมืดมิดไปได้
ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์อีกครั้ง แสงสว่างจากคทาของเอลาริสก็ส่องนำทางพวกเขาไป ราวกับดวงดาวที่นำทางในยามค่ำคืน

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก