คทาสุริยัน

ตอนที่ 175 — บททดสอบแห่งศรัทธาและอดีต

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,034 คำ

เสียงกึกก้องของชายชราผู้พิทักษ์วิหารยังคงดังก้องอยู่ในห้องโถงใต้พิภพ พลังเวทที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้พื้นหินสั่นสะเทือนเล็กน้อย เอลาริสยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้จะรู้สึกถึงความกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา แต่แววตาของเธอก็ยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

“จงบอกข้ามาเถิด ท่านผู้พิทักษ์” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “ข้าต้องทำอย่างไรเพื่อพิสูจน์ตนเอง”

ชายชราผู้พิทักษ์ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ‌ดวงตาของเขาส่องประกายวาววับ “บททดสอบของคทาสุริยันจันทรา ไม่ใช่การประลองกำลัง ไม่ใช่การต่อสู้กับอสูร แต่เป็นการต่อสู้กับจิตใจของตนเอง การเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ซ่อนเร้น และการยืนหยัดในแสงสว่างแห่งศรัทธา”

เขายกมือขึ้น แสงสีทองและเงินพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ ​พุ่งตรงเข้าสู่ร่างของเอลาริส แสงนั้นไม่ได้ทำร้ายเธอ แต่มันกลับดึงจิตวิญญาณของเธอให้ลอยออกจากกายเนื้อ เอลาริสรู้สึกราวกับกำลังลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง

“เจ้าจะถูกนำพากลับไปสู่อดีต” ชายชราผู้พิทักษ์กล่าวเสียงดังก้องในห้วงความคิดของเอลาริส “เจ้าจะได้เห็นภาพเหตุการณ์สำคัญในอดีตของราชวงศ์สุริยันจันทรา ได้พบกับบรรพบุรุษของเจ้า และได้เผชิญหน้ากับความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ‍จงอย่าหลงกลกับภาพลวงตา จงอย่าจมดิ่งไปกับความสิ้นหวัง จงยึดมั่นในศรัทธาของเจ้า และจงค้นหาแสงสว่างที่แท้จริงในความมืดมิดนั้นให้เจอ”

ทันใดนั้นเอง ภาพรอบตัวเอลาริสก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง เธอพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสวนอันงดงามของพระราชวังโบราณ สถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจง ‌ต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม ดอกไม้นานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว

เธอเห็นภาพของราชินีผู้สง่างามในชุดคลุมสีทองและเงิน พระพักตร์ของพระองค์งดงามและเปี่ยมด้วยเมตตา แต่แววตาของพระองค์กลับฉายแววความกังวล ราชินีกำลังยืนอยู่ข้างชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือราชาผู้กล้าหาญในอดีต พวกเขากำลังโอบอุ้มทารกน้อยผู้หนึ่งไว้ในอ้อมแขน

“นั่นคือราชินีอาราเนียและราชาเธรอน...” เสียงกระซิบดังก้องในห้วงความคิดของเอลาริส ‍“บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเจ้า”

ภาพเหตุการณ์เปลี่ยนไปอีกครั้ง เธอเห็นภาพการเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรภายใต้การปกครองของราชินีอาราเนียและราชาเธรอน ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ เวทมนตร์รุ่งเรือง แสงสว่างแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก

แต่แล้วความมืดมิดก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เอลาริสเห็นภาพของมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ชั่วร้าย ที่เริ่มเผยตัวออกมาจากเงามืด ​มันนำพากองทัพปีศาจเข้าโจมตีอาณาจักร ก่อความหวาดกลัวและความพินาศไปทั่วทุกหนแห่ง

เธอเห็นราชินีอาราเนียและราชาเธรอนนำทัพออกต่อสู้กับมาลากอร์อย่างกล้าหาญ พวกเขาใช้คทาสุริยันจันทราต่อสู้กับราชาปีศาจอย่างดุเดือด พลังของคทานั้นยิ่งใหญ่ สามารถขับไล่กองทัพปีศาจให้ถอยร่นไปได้

แต่แล้วภาพก็เปลี่ยนไปเป็นฉากที่น่าเศร้า เอลาริสเห็นราชินีอาราเนียยืนอยู่เพียงลำพังในห้องบัลลังก์ที่มืดมิด พระพักตร์ของพระองค์เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง

“ราชาเธรอน...พระองค์สิ้นพระชนม์ในการต่อสู้กับมาลากอร์” เสียงกระซิบดังก้องในห้วงความคิดของเอลาริส ​“ราชินีอาราเนียต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดเพียงลำพัง”

เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดราวกับเป็นเรื่องราวของตนเอง เธอเห็นราชินีอาราเนียพยายามใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อผนึกมาลากอร์ แต่พลังของมันกลับไม่เพียงพอ เพราะความโศกเศร้าและความสิ้นหวังในพระทัยของราชินีทำให้พลังแห่งคทาอ่อนแอลง

ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือราชินีอาราเนียผู้โดดเดี่ยว นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ว่างเปล่า คทาสุริยันจันทราอยู่ในมือของพระองค์ แต่แววตาของพระองค์กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดและความพ่ายแพ้

“ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์สุริยันจันทรา” เสียงของชายชราผู้พิทักษ์ดังก้องขึ้น ​“คือการปล่อยให้ความสิ้นหวังครอบงำจิตใจ ราชินีอาราเนียผู้ยิ่งใหญ่ มีพลังเวทมหาศาล แต่เมื่อสูญเสียผู้เป็นที่รักไป พระองค์กลับปล่อยให้ความมืดมิดเข้าครอบงำจิตใจ ทำให้พลังแห่งคทาไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มที่ และนั่นทำให้มาลากอร์ยังคงมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้”

เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดและสับสน เธอเห็นความผิดพลาดของบรรพบุรุษของเธอ และรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่หนักอึ้งที่เธอต้องแบกรับไว้ เธอเริ่มรู้สึกถึงความกลัวที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจ กลัวว่าเธอเองก็จะทำผิดพลาดเหมือนบรรพบุรุษของเธอ กลัวว่าเธอจะไม่สามารถปกป้องผู้คนและโลกใบนี้ได้

“เจ้าจะจมดิ่งไปกับความสิ้นหวังเหมือนบรรพบุรุษของเจ้าหรือไม่ เอลาริส” เสียงของมาลากอร์ดังขึ้นในห้วงความคิดของเธอ “เจ้าจะยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ไร้ทางออกนี้หรือไม่”

เอลาริสรู้สึกเหมือนถูกผลักให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิด เธอเห็นภาพของตัวเองที่ล้มเหลว เห็นภาพของโลกที่ถูกมาลากอร์ครอบงำ เห็นเพื่อนๆ ของเธอที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ความหวาดกลัวเข้ากัดกินจิตใจของเธออย่างช้าๆ

แต่ในขณะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินเธอจนหมดสิ้น แสงสว่างเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของเธอ มันคือภาพของเซริอุส ลีลาวดี เมอร์ลิน และอาจารย์เอเธล ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในตัวเธอ

“ไม่!” เอลาริสตวาดกลับไปในห้วงความคิด “ข้าจะไม่ยอมแพ้! ข้าจะไม่ทำผิดพลาดเหมือนบรรพบุรุษของข้า!”

เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี แสงแห่งสุริยันและจันทราพวยพุ่งออกมาจากกายของเธอในโลกแห่งจิตวิญญาณ แสงนั้นขับไล่ความมืดมิดที่มาลากอร์พยายามจะสร้างขึ้น และขับไล่ความสิ้นหวังที่เคยเกาะกินจิตใจของราชินีอาราเนีย

“ข้าอาจจะเคยกลัว ข้าอาจจะเคยอ่อนแอ” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง “แต่บัดนี้ข้ารู้แล้วว่าความกลัวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้! ความโศกเศร้าไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นพลังที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น!”

เธอจ้องมองไปยังภาพลวงตาของราชินีอาราเนียที่กำลังจมดิ่งในความมืดมิด เธอส่งพลังแห่งความหวังและความเข้าใจไปให้พระองค์

“ท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง” เอลาริสกล่าว “ความรักที่ท่านมีต่อราชาเธรอน ไม่ได้ทำให้ท่านอ่อนแอ แต่มันคือพลังที่แท้จริงของท่าน จงอย่าให้ความโศกเศร้ามาบดบังแสงสว่างในตัวท่าน!”

ทันใดนั้นเอง ภาพของราชินีอาราเนียก็เริ่มเปลี่ยนไป ความมืดมิดที่เคยปกคลุมพระองค์เริ่มจางหายไป แสงสว่างเริ่มเรืองรองออกมาจากพระองค์อีกครั้ง แสงแห่งความหวังและศรัทธา

“เจ้า...เจ้าทำได้แล้ว...” เสียงของราชินีอาราเนียดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของเอลาริส “เจ้าได้ค้นพบแสงสว่างที่แท้จริงแล้ว...”

ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มเลือนหายไป แสงสว่างเจิดจ้าโอบล้อมรอบตัวเอลาริสอีกครั้ง เธอรู้สึกราวกับกำลังถูกดึงกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น เธอก็พบว่าตัวเองยังคงยืนอยู่หน้าแท่นศิลาในห้องโถงของวิหารใต้พิภพ ร่างกายของเธออ่อนล้า แต่จิตใจของเธอเปี่ยมด้วยพลังและความเข้าใจ

ชายชราผู้พิทักษ์มองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชม เขายิ้มอย่างอ่อนโยน

“เจ้าทำได้แล้วเอลาริส” ชายชราผู้พิทักษ์กล่าว “เจ้าได้ผ่านบททดสอบแห่งศรัทธาแล้ว เจ้าได้เผชิญหน้ากับความมืดมิดในอดีต และได้ค้นพบแสงสว่างแห่งความหวังในตัวเจ้าเอง”

เขาก้าวถอยหลังไปจากแท่นศิลา “บัดนี้ คทาสุริยันจันทราเป็นของเจ้าแล้ว จงครอบครองมัน และจงใช้พลังของมันเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา จงอย่าทำผิดพลาดเหมือนบรรพบุรุษของเจ้า อย่าปล่อยให้ความสิ้นหวังครอบงำจิตใจ จงยึดมั่นในแสงสว่างแห่งศรัทธาเสมอไป”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้คทาสุริยันจันทราอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ลังเล เธอเอื้อมมือออกไปจับคทาที่ส่องประกายเจิดจ้า

ทันใดนั้นเอง พลังงานมหาศาลก็ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเธอ คทาสุริยันจันทราเรืองแสงสว่างจ้า แสงสีทองและเงินพวยพุ่งขึ้นไปบนเพดานวิหาร ทะลุผ่านผืนทรายขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับประกาศการมาถึงของราชินีแห่งสุริยันจันทราองค์ใหม่

เอลาริสรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับคทา ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเธอ เธอสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในคทา พลังที่จะใช้เพื่อปกป้องโลกใบนี้

เซริอุส ลีลาวดี เมอร์ลิน และอาจารย์เอเธลต่างยิ้มอย่างโล่งอกและภาคภูมิใจที่เห็นเอลาริสสามารถผ่านบททดสอบที่ยากลำบากนี้มาได้

“บัดนี้เจ้าคือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงแล้วเอลาริส” อาจารย์เอเธลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “เจ้าคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้”

เอลาริสกอดคทาสุริยันจันทราไว้ในอ้อมแขน เธอเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่แท้จริง การต่อสู้กับราชาปีศาจมาลากอร์และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง แต่บัดนี้เธอไม่ได้หวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว ด้วยคทาแห่งสุริยันจันทราในมือ และสหายผู้กล้าหาญที่อยู่เคียงข้าง เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตา.

หน้านิยาย
หน้านิยาย

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!