คทาสุริยัน

ตอนที่ 236 — คลื่นพลังมรณะจากหอคอยจันทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 975 คำ

เมื่อก้าวผ่านประตูหินเข้าไปในหอคอยแห่งจันทรา ความมืดมิดและเยือกเย็นก็เข้าปกคลุมทันที อากาศภายในหอคอยหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ ราวกับว่าแสงอาทิตย์ไม่เคยสาดส่องเข้ามาถึงที่นี่เลยแม้แต่น้อย ผนังหินสีดำสนิทถูกประดับด้วยอักขระและลวดลายที่ดูน่าขนลุก ดวงตาสีแดงฉานที่สลักอยู่บนผนังราวกับกำลังจ้องมองพวกเขาจากทุกทิศทาง

“ที่นี่มัน…ช่างน่ากลัวเหลือเกิน” ฟินน์พึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ‌“พลังความมืดมิดที่นี่รุนแรงกว่าที่เคยสัมผัสมา”

เอลาริสรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูก เธอรวบรวมพลังสุริยันที่ได้รับจากวิหารสุริยัน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเองและสหายรอบข้าง แสงสีทองอ่อนๆ ส่องประกายออกมาจากร่างของเธอ ช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปได้บ้าง

“ระวังตัวให้ดีทุกคน” เซอร์เคเอลกล่าว ดาบแสงของเขาส่องสว่างนำทาง ​“หอคอยแห่งนี้เต็มไปด้วยกับดักและอันตราย”

ไลร่าเดินสำรวจไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบสอดส่ายไปตามเงาที่เต้นระริก “ข้ารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”

ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ลอยมาตามสายลม มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบและชวนให้ขนลุก ราวกับเสียงของวิญญาณที่กำลังร่ำไห้ เอลาริสรู้สึกราวกับหัวใจของเธอกำลังถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น

“พวกมันคือ ‍‘เงาแห่งวิญญาณ’ ปีศาจที่ถูกสร้างขึ้นจากความสิ้นหวังและความมืดมิด” ฟินน์อธิบาย “พวกมันจะดูดกลืนพลังชีวิตของทุกสิ่งที่เข้าใกล้”

ขณะที่ฟินน์พูดจบ เงาร่างสีดำโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นจากผนังหิน พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ไร้ซึ่งใบหน้า มีเพียงดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกายชั่วร้าย ‌พวกมันพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว

“เตรียมตัว!” เซอร์เคเอลคำราม เขาพุ่งเข้าปะทะกับเงาแห่งวิญญาณตัวแรก ดาบแสงของเขาสามารถขับไล่พวกมันออกไปได้ แต่ดูเหมือนจะทำอะไรพวกมันไม่ได้มากนัก

ไลร่าใช้กริชคู่ในมือฟาดฟันเข้าใส่พวกมันอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่กริชของเธอก็ดูเหมือนจะทะลุผ่านร่างของพวกมันไป

“พวกมันเป็นเพียงจิตวิญญาณ! อาวุธปกติไม่สามารถทำอันตรายพวกมันได้!” ฟินน์ตะโกน ‍“เราต้องใช้เวทมนตร์แห่งแสง!”

เอลาริสพยักหน้า เธอรวบรวมพลังสุริยันไว้ในฝ่ามือ สร้างลูกไฟสีทองที่ลุกโชน พุ่งเข้าใส่เงาแห่งวิญญาณ ลูกไฟนั้นปะทะเข้ากับร่างของพวกมัน ทำให้พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำ

“พลังสุริยันของเจ้าสามารถทำลายพวกมันได้เอลาริส!” เซอร์เคเอลกล่าว

เอลาริสใช้พลังสุริยันของเธออย่างเต็มที่ เธอสร้างคลื่นแสงที่กวาดล้างเงาแห่งวิญญาณที่พยายามจะเข้าใกล้พวกเขาทีละตัว ​แต่พวกมันก็ยังคงปรากฏขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อนจากทุกทิศทาง

“พวกมันมีจำนวนมากเกินไป!” ไลร่าตะโกน “เราต้องหาทางไปต่อ!”

“บันทึกโบราณบอกว่า ‘น้ำแข็งจันทรา’ ถูกซ่อนอยู่บนยอดหอคอย” ฟินน์กล่าว “เราต้องขึ้นไปให้ถึงที่นั่นให้ได้!”

พวกเขาพยายามฝ่าวงล้อมของเงาแห่งวิญญาณ มุ่งหน้าไปยังบันไดวนที่ทอดขึ้นสู่เบื้องบน ​บันไดนั้นมืดมิดและลื่นปรื๊ด เต็มไปด้วยกับดักที่ซ่อนเร้น

ขณะที่พวกเขากำลังปีนขึ้นไปบนบันได เสียงคำรามที่รุนแรงก็ดังขึ้นจากเบื้องบน ตามมาด้วยคลื่นพลังงานสีดำที่พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว

“หลบ!” เซอร์เคเอลตะโกน เขาใช้ร่างของเขาบังเอลาริสไว้ คลื่นพลังงานนั้นปะทะเข้ากับผนังหอคอย ทำให้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่

“เกิดอะไรขึ้น!” ​ไลร่าอุทาน

“มันคือ ‘จิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด’ ผู้พิทักษ์ที่ถูกมาลากอร์ครอบงำ!” ฟินน์อธิบาย “มันคือจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์หอคอยแห่งนี้ที่ถูกทำให้แปดเปื้อน”

ทันใดนั้น เงาร่างขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นบนยอดบันได มันเป็นร่างที่สูงใหญ่และน่าเกรงขาม มีปีกค้างคาวขนาดใหญ่ ดวงตาสีแดงฉาน และมือที่ถือเคียวขนาดมหึมา มันคือ ‘จิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด’ ที่ฟินน์กล่าวถึง

“เจ้าไม่สามารถก้าวข้ามข้าไปได้ ทายาทแห่งสุริยัน” จิตวิญญาณแห่งจันทรากล่าวเสียงดังก้องกังวาน “พลังแห่งจันทราที่แปดเปื้อนจะกลืนกินเจ้า”

เอลาริสรู้สึกถึงความกดดันที่มหาศาลจากจิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด มันเป็นพลังที่เย็นเยียบและชั่วร้ายกว่าปีศาจตัวใดที่เธอเคยเผชิญหน้ามา

“ข้าไม่ยอมแพ้หรอก!” เอลาริสคำราม “ข้าจะปลดปล่อยท่านจากความมืดมิด!”

เอลาริสรวบรวมพลังสุริยันจันทราไว้ในกายอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าเธอต้องใช้พลังทั้งหมดที่เธอมี เธอพุ่งทะยานขึ้นไปบนบันได มุ่งหน้าเข้าปะทะกับจิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและรุนแรง จิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิดแข็งแกร่งและว่องไว เคียวในมือของมันสามารถสร้างคลื่นพลังงานสีดำที่สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ เอลาริสใช้พลังสุริยันของเธอในการสร้างแสงสว่างและเปลวไฟ เพื่อโจมตีและป้องกันตัวเอง

เซอร์เคเอล, ไลร่า, และฟินน์ พยายามช่วยเหลือเอลาริส พวกเขาใช้ทักษะการต่อสู้และเวทมนตร์ทั้งหมดที่พวกเขามี เพื่อชะลอการโจมตีของจิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด และช่วยให้เอลาริสมีโอกาสในการโจมตี

เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอระลึกถึงคำสอนของอาจารย์มาธาร์ด และความหวังของโลกที่ฝากไว้กับเธอ เธอต้องเอาชนะมันให้ได้

เธอหลับตาลง รวบรวมพลังสุริยันและพลังจันทราที่หลับใหลในกายของเธอ เธอบังคับให้ทั้งสองพลังรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สร้างพลังแห่งสมดุลที่บริสุทธิ์ที่สุด

เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองเงินเจิดจ้า เธอพุ่งฝ่ามือออกไป แสงสุริยันจันทราพุ่งเข้าใส่จิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่าง หากแต่เป็นพลังแห่งการชำระล้างที่บริสุทธิ์

แสงสุริยันจันทราปะทะเข้ากับร่างของจิตวิญญาณแห่งจันทราที่มืดมิด ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวนวล เผยให้เห็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของมัน ซึ่งเป็นวิญญาณของหญิงสาวผู้พิทักษ์ที่ดูเศร้าสร้อย

“ข้า…ข้าเป็นอิสระแล้ว” เสียงของหญิงสาวกล่าวแผ่วเบา “ขอบคุณ…ทายาทแห่งสุริยันจันทรา”

จากนั้น จิตวิญญาณของหญิงสาวก็สลายหายไป เหลือเพียงละอองแสงสีขาวนวลที่ลอยขึ้นสู่เบื้องบน

เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก แต่ก็รู้สึกถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง เธอได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ให้เป็นอิสระจากความมืดมิด

เมื่อขึ้นมาถึงยอดหอคอย พวกเขาก็พบห้องโถงขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยแสงจันทร์ ห้องโถงนั้นเงียบสงบและงดงาม ผนังหินสีดำสนิทถูกประดับด้วยอัญมณีสีเงินที่เปล่งประกายระยิบระยับ ตรงกลางห้องโถงมีแท่นบูชาที่ทำจากน้ำแข็งใสราวผลึกแก้ว บนแท่นบูชามีคริสตัลสีน้ำเงินเย็นยะเยือกขนาดเท่าศีรษะคน เปล่งประกายเรืองรองราวกับดวงจันทร์ดวงน้อยๆ

“นั่นคือ…‘น้ำแข็งจันทรา’” เอลาริสกระซิบ

เธอก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชา เมื่อมือของเธอสัมผัสกับคริสตัลสีน้ำเงิน พลังอันเย็นยะเยือกก็พลันไหลเข้าสู่กายของเธอ เธอรู้สึกถึงความสงบและความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ราวกับดวงจันทร์ได้เข้ามาสถิตอยู่ในตัวเธอ

“ข้ารู้สึกได้ถึงมัน” เอลาริสกล่าว “พลังแห่งจันทรา!”

คริสตัลสีน้ำเงินพลันสลายกลายเป็นละอองแสงสีเงิน และหลอมรวมเข้ากับพลังแห่งแสงในกายของเอลาริส ทำให้พลังของเธอสมบูรณ์และทรงอำนาจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“เรามีทั้ง ‘เพลิงสุริยัน’ และ ‘น้ำแข็งจันทรา’ แล้ว” ฟินน์กล่าวด้วยความยินดี “ตอนนี้เราเหลือเพียง ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ เท่านั้น!”

เอลาริสรู้สึกถึงความหวังที่เปี่ยมล้น เธอหันไปมองสหายของเธอด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“เราจะตามหามันให้เจอ” เอลาริสกล่าว “เราจะรวบรวมคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์ และจะหยุดยั้งมาลากอร์ให้จงได้!”

แต่ในขณะที่พวกเขากำลังยินดีกับความสำเร็จ ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทางทิศเหนือ มันเป็นแสงที่รุนแรงและชั่วร้าย ราวกับเลือดที่กำลังไหลริน

“นั่นมันอะไรกัน!” ไลร่าอุทาน

ฟินน์หยิบบันทึกโบราณขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเผือด “แย่แล้ว! นั่นคือ ‘สัญญาณแห่งการปลุก’ มาลากอร์กำลังจะปลุกกองทัพปีศาจทั้งหมดของมันให้ตื่นขึ้น และ…สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!”

ข่าวร้ายนั้นทำให้ทุกคนตกอยู่ในความตื่นตระหนก เวลาของพวกเขากำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว ภารกิจของพวกเขากำลังจะถึงจุดวิกฤต การเดินทางครั้งสุดท้ายเพื่อตามหา ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และมันจะต้องเป็นการเดินทางที่อันตรายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเผชิญมา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!