การเดินทางขึ้นสู่หอสมุดแห่งเงาจันทรานั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค ภูเขาหินผาที่สูงชันปกคลุมไปด้วยพืชพรรณที่แปลกตาและหนาทึบ ซ่อนเร้นกับดักธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอันตตรายที่ถูกพลังงานมืดมิดของมาลากอร์กระตุ้นให้ดุร้ายยิ่งขึ้น ม่านหมอกหนาทึบลอยอ้อยอิ่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทัศนวิสัยจำกัดและยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับเส้นทาง
เอลาริสและสหายต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็มในการปีนป่ายและบุกป่าฝ่าดงขึ้นมาตามไหล่เขา คาเอลใช้กำลังและความคล่องตัวในการนำทางและเคลียร์เส้นทาง ฟาเอลใช้ทักษะการสอดแนมและยิงธนูจัดการกับสัตว์ร้ายที่เข้ามาใกล้ ลีออนใช้ความรู้เรื่องพืชสมุนไพรและเวทมนตร์พื้นฐานเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเล็กน้อย และเอลาริสก็ใช้คทาสุริยันจันทราส่องนำทางและขับไล่พลังงานมืดมิดที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามา
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงบริเวณยอดเขาที่สูงที่สุด ใจกลางของยอดเขานั้นเป็นลานหินกว้างใหญ่ มีโครงสร้างโบราณที่ดูเหมือนเป็นซากปรักหักพังของวิหารเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ รายล้อมไปด้วยเสาหินที่สลักลวดลายอันวิจิตรแต่เลือนรางไปตามกาลเวลา ตรงกลางของลานมีประตูหินขนาดมหึมาที่ถูกปิดตายด้วยแผ่นหินที่สลักอักษรโบราณไว้เต็มไปหมด
“นี่แหละคือทางเข้าหอสมุดแห่งเงาจันทรา” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขารีบเข้าไปสำรวจจารึกบนแผ่นหิน
“มันดูเหมือนไม่มีทางเปิดได้เลย” ฟาเอลพึมพำ เขาพยายามผลักประตูหิน แต่ไม่ว่าเขาจะออกแรงเท่าไหร่ ประตูนั้นก็ยังคงนิ่งสนิท
คาเอลใช้ดาบเคาะไปที่ประตูหิน “มันแข็งแกร่งมาก เหมือนกับถูกสร้างขึ้นจากหินที่แข็งที่สุดในโลก”
ลีออนจดจ่ออยู่กับการอ่านจารึกโบราณ “มันบอกว่า ‘ผู้ใดมิใช่สายเลือดแห่งสุริยันจันทรา ไม่อาจก้าวล่วงสู่ความลับที่ซ่อนเร้น… ผู้ใดมิได้ถือครองแสงแห่งอรุณและรัศมีแห่งรัตติกาล ไม่อาจเปิดประตูสู่ปัญญา… ผู้ใดมิได้มีหัวใจที่กล้าแกร่งและจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ ไม่อาจเข้าถึงความจริง’”
เอลาริสรู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร เธอเดินเข้าไปใกล้ประตูหิน ชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีทองและสีเงินที่หมุนวนออกมาจากปลายคทาส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้น ลวดลายบนประตูหินก็เริ่มเรืองแสงขึ้นมาอย่างช้าๆ อักษรโบราณที่เคยเลือนรางกลับปรากฏชัดเจนขึ้น สีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์ และสีเงินนวลราวกับดวงจันทร์ แสงเหล่านั้นหมุนวนเป็นเกลียว คล้ายกับพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในคทาของเอลาริส
เอลาริสหลับตาลง เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างเธอกับประตูหิน ราวกับว่าประตูนี้เป็นส่วนหนึ่งของเธอเอง เธอนึกถึงคำพูดของบรรพบุรุษ นึกถึงพันธสัญญาที่เธอต้องทำ และความหวังที่จะปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอรัก
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทองและสีเงินที่ผสมผสานกันอย่างงดงาม เธอเอื้อมมือไปแตะที่ประตูหิน พลังเวทมนตร์จากคทาและจากตัวเธอเองไหลทะลักเข้าสู่ประตูหินอย่างต่อเนื่อง
เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นจากภายในประตูหิน แผ่นหินขนาดมหึมาเริ่มสั่นสะเทือนอย่างช้าๆ ก่อนที่จะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางเข้าที่มืดมิดและลึกลับเบื้องหลัง
กลิ่นอายของความเก่าแก่และฝุ่นผงคละคลุ้งออกมาจากภายใน แต่ก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและกระดาษเก่าๆ ปะปนอยู่ด้วย
“สำเร็จแล้ว!” ฟาเอลอุทานด้วยความดีใจ
“เจ้าเปิดมันได้แล้ว เอลาริส” คาเอลมองเอลาริสด้วยความชื่นชม
ลีออนยิ้มกว้าง “ยินดีต้อนรับสู่หอสมุดแห่งเงาจันทรา แหล่งรวมความรู้และประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สุริยันจันทรา”
พวกเขาเดินผ่านประตูหินเข้าไปในหอสมุดทันที ภายในนั้นมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไรเลย เอลาริสจึงชูคทาขึ้น แสงสว่างจากปลายคทาพุ่งออกไป ส่องสว่างให้เห็นภายในหอสมุด
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าของพวกเขาคือห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้า หนังสือเก่าแก่นับพันเล่มเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ที่แกะสลักอย่างประณีต ฝุ่นผงจับหนาตามกาลเวลา แต่ก็ไม่อาจบดบังความงดงามและความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ได้
ใจกลางห้องโถงมีโต๊ะขนาดใหญ่ที่วางแผนที่โบราณและลูกโลกจำลองที่ทำจากคริสตัลส่องแสงระยิบระยับ รอบๆ ห้องมีรูปปั้นของเหล่านักปราชญ์และผู้กล้าในอดีตยืนเรียงราย ราวกับกำลังเฝ้าระวังความลับที่ซ่อนอยู่ในที่แห่งนี้
“น่าทึ่งมาก!” ฟาเอลอุทาน เขาไม่เคยเห็นสถานที่ใดที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยหนังสือมากมายขนาดนี้มาก่อน
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาเห็นสถานที่แห่งนี้ด้วยตาของตัวเอง” ลีออนกล่าวด้วยความตื่นเต้น เขารีบเดินเข้าไปสำรวจชั้นหนังสืออย่างกระตือรือร้น
คาเอลยืนเฝ้าระวังอยู่ใกล้ประตู “เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ในนี้บ้าง ระวังตัวไว้ด้วย”
เอลาริสเดินสำรวจไปรอบๆ เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในหนังสือแต่ละเล่ม ราวกับว่าหนังสือเหล่านั้นมีชีวิตและกำลังกระซิบเรื่องราวในอดีตให้เธอฟัง
ทันใดนั้น ลูกโลกคริสตัลที่อยู่กลางห้องโถงก็เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงนั้นพุ่งขึ้นสู่เพดาน ก่อนที่จะฉายภาพแผนที่ของอาณาจักรทั้งหมดขึ้นไปบนเพดาน
ในแผนที่นั้น มีจุดสีแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาหลายจุด จุดเหล่านั้นกระพริบเป็นจังหวะ ราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัย
“นั่นคืออะไรกัน” เอลาริสถาม
ลีออนรีบเข้ามาดูแผนที่บนเพดาน “นั่นคือจุดที่พลังงานมืดมิดของมาลากอร์กำลังแผ่ขยายไปถึง… ดูเหมือนว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะใกล้เข้ามาเร็วกว่าที่เราคิด”
จุดสีแดงเหล่านั้นเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินอาณาจักรให้มืดมิด
“เราต้องรีบหาข้อมูลให้ได้” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เรามีเวลาน้อยลงทุกที”
พวกเขาเริ่มค้นหาหนังสือในหอสมุด ลีออนใช้ความรู้ของเขาในการอ่านจารึกโบราณและค้นหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์สุริยันจันทรา มาลากอร์ และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ คาเอลและฟาเอลช่วยกันค้นหาหนังสือเล่มอื่นๆ และเฝ้าระวังภัย
เอลาริสเองก็ใช้พลังของคทาเพื่อช่วยในการค้นหา เธอปล่อยกระแสพลังงานสีทองและเงินออกไปสำรวจชั้นหนังสือ เมื่อใดที่คทาตอบสนองต่อหนังสือเล่มใด เธอก็จะหยิบเล่มนั้นออกมาอ่าน
หลายชั่วโมงผ่านไป พวกเขาพบหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในช่องลับหลังชั้นหนังสือ หนังสือเล่มนั้นดูเก่าแก่และบอบบางมาก ปกของมันทำจากหนังที่บัดนี้แตกร้าวไปตามกาลเวลา
ลีออนค่อยๆ เปิดหนังสือเล่มนั้นออก หน้ากระดาษข้างในเป็นสีเหลืองซีด แต่ตัวอักษรยังคงอ่านได้ชัดเจน มันเป็นบันทึกส่วนตัวของราชินีเอเธล ผู้สร้างหอสมุดแห่งนี้
“มันเป็นบันทึกของราชินีเอเธล!” ลีออนอุทานด้วยความตื่นเต้น “เธอเขียนเกี่ยวกับมาลากอร์และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
เขารีบอ่านบันทึกนั้นออกเสียง ทุกคนจดจ่ออยู่กับคำพูดของราชินีเอเธล
บันทึกนั้นเล่าถึงการกำเนิดของมาลากอร์ มันไม่ใช่ปีศาจที่มาจากต่างมิติ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความมืดมิดและความสิ้นหวังของโลกเอง เมื่อความขัดแย้งและความเกลียดชังสะสมมากขึ้น มาลากอร์ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง
ราชินีเอเธลได้ค้นพบว่าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่มันคือช่วงเวลาที่มิติระหว่างโลกแห่งแสงสว่างและโลกแห่งความมืดมิดจะเชื่อมโยงกัน ทำให้มาลากอร์สามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดของมันออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด และเมื่อถึงเวลานั้น โลกก็จะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดตลอดกาล
แต่ในบันทึกนั้น ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ศิลาแห่งแสงนิรันดร์’ ซึ่งเป็นศิลาอีกก้อนหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพแห่งสุริยันและจันทรา เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสุดท้ายในการผนึกมาลากอร์ ศิลานี้ถูกซ่อนอยู่ใน ‘วิหารแห่งแสงสุดท้าย’ สถานที่ที่ถูกปกป้องโดยเวทมนตร์อันแข็งแกร่ง และมีเพียงผู้สืบทอดสายเลือดสุริยันจันทราที่สมบูรณ์เท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้
“ศิลาแห่งแสงนิรันดร์…” เอลาริสพึมพำ “มันคือสิ่งที่เราต้องการ”
“แต่ราชินีเอเธลไม่ได้บอกว่าวิหารแห่งแสงสุดท้ายอยู่ที่ไหน” ลีออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง
ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันอยู่นั้น ลูกโลกคริสตัลกลางห้องก็เปล่งแสงจ้าขึ้นอีกครั้ง แผนที่บนเพดานเปลี่ยนไป ปรากฏภาพของสัญลักษณ์โบราณที่สลักอยู่บนผนังหอสมุดแห่งนี้
เอลาริสหันไปมองสัญลักษณ์เหล่านั้น มันเป็นสัญลักษณ์ที่เธอคุ้นเคย เหมือนกับที่เคยเห็นในความฝัน
เธอเดินเข้าไปใกล้สัญลักษณ์เหล่านั้น ชูคทาขึ้น แสงสีทองและเงินจากคทาพุ่งเข้าไปยังสัญลักษณ์ ทำให้สัญลักษณ์เหล่านั้นเรืองแสงขึ้นมา
ทันใดนั้น สัญลักษณ์เหล่านั้นก็ลอยขึ้นจากผนัง หมุนวนอยู่กลางอากาศ ก่อนที่จะรวมตัวกันเป็นแผนที่สามมิติขนาดเล็กที่ลอยอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ในแผนที่นั้น มีจุดสว่างเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาตรงกลางของแผนที่ นั่นคือวิหารแห่งแสงสุดท้าย!
“เจอแล้ว!” ฟาเอลอุทานด้วยความดีใจ
“ราชินีเอเธลได้ซ่อนแผนที่ไว้ในหอสมุดแห่งนี้” ลีออนกล่าว “เธอรู้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีผู้สืบทอดมาค้นพบมัน”
เอลาริสจ้องมองไปที่แผนที่ เธอรู้สึกถึงความหวังที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจ นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกเขาในการหยุดยั้งมาลากอร์
แต่ขณะที่พวกเขากำลังดีใจอยู่นั้น เสียงคำรามอันชั่วร้ายของมาลากอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ดังมาจากภายนอก แต่ดังมาจากภายในหอสมุดเอง
พื้นห้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผนังเริ่มแตกร้าว ชั้นหนังสือล้มครืนลงมา
“มันมาแล้ว!” คาเอลตะโกน “มันรู้ว่าเราเจอแผนที่แล้ว!”
เบื้องหน้าของพวกเขา เงาดำขนาดใหญ่เริ่มก่อตัวขึ้น กลายเป็นร่างของปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวกว่าปีศาจตัวก่อนหน้านี้หลายเท่า
มาลากอร์กำลังส่งกองทัพของมันมาขัดขวางพวกเขา และดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมให้พวกเขาไปถึงวิหารแห่งแสงสุดท้ายได้ง่ายๆ
เอลาริสกำคทาแน่น เธอรู้ว่าการต่อสู้ครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเธอจะต้องปกป้องแผนที่นี้ไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก