คทาสุริยัน

ตอนที่ 150 — อุโมงค์แห่งรัตติกาล: บทเรียนแห่งความมืดมิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,056 คำ

จากแสงสว่างอบอุ่นของต้นไม้อีเดน เอลาริสและสหายต้องดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งของ "อุโมงค์แห่งรัตติกาล" ทางเข้าอุโมงค์เป็นรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นดินที่ดูเหมือนจะถูกฉีกกระชากออกจากกันด้วยพลังงานมหาศาล ปากอุโมงค์ปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำสนิทที่ดูเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ กำลังกระดุกกระดิกรอคอยเหยื่อ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวเลียปากอุโมงค์ ‌ราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกจองจำ

"คทาพาเรามาที่นี่อีกแล้วหรือเอลาริส?" ลูคัสถามด้วยน้ำเสียงกังวล ดวงตาของเขาสอดส่องไปรอบกายอย่างระมัดระวัง แม้ในความมืด เขาก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงพร้อมกับดาบในมือ

"ใช่" เอลาริสตอบ เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินจากคทาส่องประกายระยิบระยับ ​พุ่งตรงเข้าสู่ความมืดมิดของอุโมงค์ "ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในอุโมงค์แห่งนี้ มันแตกต่างจากพลังงานที่เราเคยเจอมาทั้งหมด"

เซเรน่าพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานแห่งความมืดมิดที่เข้มข้นมากในอุโมงค์แห่งนี้ มันไม่ใช่แค่ความมืดมิดธรรมดา แต่มันเหมือนกับมีชีวิต"

ไครอนซึ่งปกติเป็นคนเงียบขรึมกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติ "อุโมงค์แห่งนี้เป็นตำนานที่เล่าขานกันมานานว่าเป็นทางผ่านสู่โลกใต้พิภพ เป็นที่อยู่ของปีศาจและวิญญาณร้ายมากมาย ‍ไม่มีใครเคยกล้าก้าวเท้าเข้าไปในอุโมงค์แห่งนี้"

"แต่เราต้องไป" เอลาริสกล่าวเสียงมั่นคง "ข้าเชื่อว่าที่นี่มีคำตอบบางอย่างรอเราอยู่"

พวกเขาก้าวเท้าเข้าสู่อุโมงค์แห่งรัตติกาล ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันทีที่พวกเขาเดินพ้นจากแสงสว่างของโลกภายนอก แสงจากคทาสุริยันจันทราของเอลาริสเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ส่องนำทางให้พวกเขาในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง

ภายในอุโมงค์ บรรยากาศเย็นยะเยือกราวกับอยู่ในหลุมศพ ผนังอุโมงค์เป็นหินสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงทุกชนิด ทำให้ความมืดมิดยิ่งหนาทึบมากขึ้นไปอีก ‌พวกเขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากทุกทิศทาง ราวกับเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำกำลังเรียกหา

"ระวังตัวให้ดี" ไครอนกระซิบ "ข้าสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด"

ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบแรก 'ปีศาจเงา' ร่างสีดำทมิฬที่ไม่มีรูปร่างชัดเจน พวกมันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ‍พุ่งเข้าโจมตีพวกเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

"พวกมันคือปีศาจเงา!" เซเรน่าอุทานอย่างตกใจ "พวกมันเกิดจากพลังงานแห่งความมืดมิดที่เข้มข้นมาก และพวกมันก็สามารถดูดกลืนแสงทุกชนิดได้"

ลูคัสชักดาบออก ฟาดฟันเข้าใส่ปีศาจเงาอย่างรวดเร็ว แต่ดาบของเขาก็ผ่านทะลุร่างของปีศาจเงาไปราวกับว่าพวกมันไม่มีตัวตน

"พวกมันไม่มีร่างเนื้อ!" ลูคัสคำรามอย่างตกใจ "เราไม่สามารถทำร้ายพวกมันได้ด้วยอาวุธธรรมดา!"

เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทรา ​ร่ายเวทมนตร์แสง สร้างลูกบอลแสงสีทองและสีเงินพุ่งเข้าใส่ปีศาจเงา แสงสว่างจากลูกบอลแสงทำให้ปีศาจเงาหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่พวกมันก็ไม่ได้สลายไป

"แสงสว่างสามารถทำร้ายพวกมันได้" เอลาริสกล่าว "แต่พวกมันก็ยังคงแข็งแกร่งมาก"

ไครอนใช้ธนูยิงลูกศรที่อาบด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์เข้าใส่ปีศาจเงา ลูกศรพุ่งทะลุร่างของปีศาจเงา ทำให้พวกมันสลายไปในพริบตา

"เราต้องใช้แสงศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น!" ​ไครอนกล่าว

พวกเขาเดินทางต่อไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น ผ่านฝูงปีศาจเงาที่ดาหน้าเข้ามาไม่หยุดหย่อน ผ่านกับดักเวทมนตร์ที่ซับซ้อน และผ่านห้องโถงที่เต็มไปด้วยภาพหลอนที่น่าขนลุกขวัญ

ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมาย ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินจิตใจของพวกเขา ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา

"ข้าไม่แน่ใจว่าเราจะหาอะไรเจอที่นี่" เซเรน่ากล่าวเสียงพร่า ​"ความมืดมิดที่นี่มันน่ากลัวเกินไป"

"เราต้องไปต่อ" เอลาริสกล่าวเสียงมั่นคง "ข้าสัมผัสได้ว่าเราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว"

แต่แล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็เกิดขึ้น พวกเขามาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นของปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัว และใจกลางของห้องโถงนั้น มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เบื้องบนของแท่นบูชามี 'จิตวิญญาณแห่งรัตติกาล' ลอยอ้อยอิ่งอยู่ จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลเป็นร่างโปร่งแสงสีดำทมิฬที่มีดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านไฟที่คุโชน มันเป็นแหล่งรวมพลังงานแห่งความมืดมิดที่เข้มข้นที่สุดในอุโมงค์แห่งนี้

"ในที่สุดก็มาถึง... ทายาทแห่งสุริยันจันทรา" จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลกล่าวเสียงแผ่วเย็นเยือก "เจ้าคิดหรือว่าแสงสว่างของเจ้าจะสามารถขับไล่ความมืดมิดของข้าได้?"

จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลพุ่งเข้าใส่เอลาริสอย่างรวดเร็ว พลังงานแห่งความมืดมิดแผ่ออกมาจากตัวมันอย่างมหาศาล ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่กัดกินกระดูก

"มันคือจิตวิญญาณแห่งรัตติกาล!" ลูคัสคำราม "ระวังตัวให้ดีเอลาริส มันสามารถดูดกลืนพลังงานชีวิตได้!"

เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทรา ร่ายเวทมนตร์แสง สร้างโล่แสงสีทองและสีเงินขึ้นมา ป้องกันการโจมตีของจิตวิญญาณแห่งรัตติกาล แต่โล่แสงก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง

"มันแข็งแกร่งมาก!" เอลาริสกล่าว

ลูคัสและไครอนเข้าโจมตีจิตวิญญาณแห่งรัตติกาลด้วยอาวุธที่อาบด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ แต่จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลก็สามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

เซเรน่าร่ายเวทมนตร์สายลม พัดพาจิตวิญญาณแห่งรัตติกาลออกไป แต่จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลก็สามารถต้านทานพลังของเซเรน่าได้

"เราไม่สามารถทำร้ายมันได้!" เซเรน่าคำรามด้วยความสิ้นหวัง

เอลาริสเห็นดังนั้นก็รู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เธอรู้ว่าเธอต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดด้วยตัวเธอเอง

"ข้าจะจัดการมันเอง!" เอลาริสกล่าวเสียงมั่นคง

เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี แสงสีทองและสีเงินจากคทาสุริยันจันทราส่องประกายสว่างจ้า พลังงานจากคทาพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณแห่งรัตติกาล

จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด แสงสว่างจากคทาเผาผลาญร่างของมันอย่างช้าๆ

"เจ้า... เจ้าเด็กน้อย... เจ้าไม่มีทางทำลายข้าได้!" จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลคำราม

"ข้าจะทำลายเจ้า!" เอลาริสตอบ เธอใช้พลังทั้งหมดที่มี พลังงานจากคทาพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลอย่างไม่หยุดยั้ง

แสงสว่างและดวามมืดมิดปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดคลื่นพลังงานที่แผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ห้องโถงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รูปปั้นปีศาจแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

ในที่สุด แสงสว่างก็เอาชนะความมืดมิดได้ จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลหวีดร้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของมันจะสลายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของเอลาริสและสหายของเธอ

"เราทำได้แล้ว!" เซเรน่าอุทานอย่างดีใจ

ลูคัสเดินเข้ามาหาเอลาริสด้วยรอยยิ้ม "เจ้าทำได้ดีมากเอลาริส เจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้มาก"

เอลาริสยิ้มอย่างโล่งใจ เธอรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้าใส่ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจในตัวเอง เธอได้เผชิญหน้ากับความมืดมิด และเธอก็ได้เอาชนะมันได้

หลังจากที่จิตวิญญาณแห่งรัตติกาลสลายไป ความมืดมิดในอุโมงค์ก็เริ่มจางหายไป แสงสว่างอ่อนๆ จากคทาสุริยันจันทราส่องนำทางให้พวกเขาเดินต่อไป

พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในอุโมงค์ จนกระทั่งมาถึงใจกลางของอุโมงค์ ที่ซึ่งมีแท่นศิลาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เบื้องบนของแท่นศิลามี 'คัมภีร์แห่งเงา' วางอยู่ คัมภีร์แห่งเงาเป็นคัมภีร์โบราณที่ทำจากหนังของปีศาจสีดำสนิท ประดับประดาด้วยอักษรเวทโบราณที่เปล่งแสงสีม่วงเรืองรอง

"นั่นคือคัมภีร์แห่งเงา!" เซเรน่าอุทานอย่างตื่นเต้น "มันเป็นคัมภีร์ที่บันทึกเรื่องราวของโลกใต้พิภพ และเป็นที่รวบรวมเวทมนตร์แห่งความมืดมิดที่ร้ายกาจที่สุด"

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้คัมภีร์แห่งเงา เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานแห่งความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมัน มันเป็นพลังงานที่แตกต่างจากพลังงานแห่งความสิ้นหวังของมาลากอร์ มันเป็นพลังงานแห่งความสมดุล พลังงานที่สามารถใช้เพื่อปกป้องหรือทำลายก็ได้

เธอวางมือลงบนคัมภีร์แห่งเงา คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องประกายสว่างจ้า พลังงานจากคัมภีร์แห่งเงาไหลเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกราวกับว่าเธอได้รับความรู้ใหม่เข้ามาอย่างเต็มเปี่ยม

"ข้าเข้าใจแล้ว" เอลาริสกล่าวเสียงมั่นคง "ความมืดมิดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป มันเป็นส่วนหนึ่งของความสมดุลของโลกใบนี้"

แสงสีทองและสีเงินจากคทาสุริยันจันทราส่องสว่างไปทั่วทั้งอุโมงค์ ความมืดมิดที่เคยปกคลุมอุโมงค์ก็เริ่มจางหายไป เผยให้เห็นความงามของอุโมงค์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดมิด

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงของเอลาริส และเธอก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ด้วยคทาสุริยันจันทราในมือ และสหายผู้กล้าที่ยืนเคียงข้าง เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ และนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลกใบนี้ให้จงได้.

อุโมงค์แห่งรัตติกาลได้สอนบทเรียนอันล้ำค่าให้กับเอลาริสและสหายของเธอ บทเรียนเกี่ยวกับความมืดมิด บทเรียนเกี่ยวกับความสมดุล และเหนือสิ่งอื่นใด บทเรียนเกี่ยวกับความหวังที่สามารถส่องสว่างได้แม้ในความมืดมิดที่มิดมิดที่สุด.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!