ผืนนภาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มยามสนธยา ดวงจันทร์คู่ยังคงทาบทับกันอยู่ แต่แสงสีแดงก่ำของพวกมันเริ่มจางลงไปเล็กน้อย บ่งบอกว่าสุริยคราสกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า แรงกดดันจากมาลากอร์ที่เคยแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณก็ดูเหมือนจะเบาบางลงไปบ้าง ทำให้การเดินทางของเอลาริสและสหายราบรื่นขึ้นเล็กน้อย
“ยอดเขาแห่งจันทราคู่” ลีออนทวนคำพลางกางแผนที่เก่าแก่อีกครั้ง “ตามตำราโบราณ มันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหุบเขาเงาจันทรา เป็นเทือกเขาสูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งตลอดทั้งปี”
“นั่นหมายความว่าเราต้องเดินทางผ่านภูมิประเทศที่อันตราย” ฟินิกซ์กล่าว “และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่หนาวจัด”
“เรามีเสื้อผ้ากันหนาวและอุปกรณ์ปีนเขาพอสมควร” เซริสกล่าว “แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือสิ่งที่รอเราอยู่บนยอดเขา”
เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากคทาสุริยันจันทราในมือของเธอ มันกำลังสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับตอบรับกับพลังงานที่อยู่บนยอดเขาแห่งจันทราคู่
“ฉันรู้สึกเหมือนคทากำลังดึงดูดฉันไปที่นั่น” เอลาริสกล่าว “มันเหมือนกับว่ายอดเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของฉัน”
พวกเขาเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เทือกเขาแห่งจันทราคู่ การเดินทางนั้นยากลำบากอย่างที่คาดไว้ ทางเดินเต็มไปด้วยหิมะที่หนาทึบและน้ำแข็งที่ลื่นปรื๊ด อากาศหนาวเย็นยะเยือกจนแทบจะแข็งตัว
“ระวังหิมะถล่ม!” ลีออนตะโกน เมื่อพวกเขาเดินทางผ่านบริเวณที่เป็นหน้าผาสูงชัน
ฟินิกซ์ใช้ทักษะการปีนเขาของเขาในการนำทาง เขาใช้เชือกและตะขอในการสร้างเส้นทางที่ปลอดภัยให้กับทุกคน
เซริสใช้เวทมนตร์เล็กน้อยในการสร้างกำแพงลมเพื่อป้องกันลมหนาวที่พัดกระหน่ำ และใช้เวทมนตร์ไฟเล็กน้อยเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับทุกคน
เอลาริสเองก็ใช้พลังของคทาสุริยันจันทราในการสร้างแสงสว่างนำทาง และใช้พลังเวทของเธอในการสร้างกระแสลมเล็กๆ เพื่อช่วยผลักดันพวกเขาขึ้นไปบนยอดเขา
พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งคืน ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำและลมที่พัดกรรโชกแรง แม้จะเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ เพราะพวกเขารู้ดีว่าเวลาที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก
เมื่อแสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องเข้ามาในวันใหม่ พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่เป็นยอดเขาแห่งจันทราคู่ ที่นั่นมีสภาพอากาศที่แตกต่างจากด้านล่างอย่างสิ้นเชิง พายุหิมะสงบลงแล้ว และอากาศก็ไม่ได้หนาวจัดอย่างที่คิด
บนยอดเขานั้น มีผลึกคริสตัลขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ ผลึกนั้นสูงเสียดฟ้า เปล่งแสงสีทองและสีเงินออกมาอย่างสวยงามราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ถูกหล่อหลอมรวมกัน
“นี่คือผลึกสุริยันจันทรา” เซริสกล่าวด้วยความทึ่ง “มันคือแหล่งพลังงานที่แท้จริงของยอดเขาแห่งนี้”
ผลึกคริสตัลนั้นดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มานานนับพันปี ทำให้มันมีพลังงานเวทมนตร์ที่เข้มข้นอย่างมหาศาล
“ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานของมัน” เอลาริสกล่าว “มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน”
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ผลึกคริสตัลอย่างช้าๆ เมื่อเอลาริสก้าวเท้าเข้าไปใกล้ผลึกคริสตัล แสงจากผลึกคริสตัลก็ส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นมา และพุ่งตรงเข้าสู่คทาสุริยันจันทราในมือของเธอ
“นี่คือที่ที่เธอต้องฝึกฝนเอลาริส” ลีออนกล่าว “พลังของผลึกคริสตัลจะช่วยเสริมพลังให้เธอ”
เอลาริสหลับตาลง เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ และเชื่อมโยงจิตใจของเธอกับพลังงานของผลึกคริสตัล เธอรู้สึกเหมือนมีกระแสพลังงานอันมหาศาลไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอ เธอรู้สึกว่าเธอได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับผลึกคริสตัลและคทาสุริยันจันทราอย่างสมบูรณ์
เธอใช้เวลาอยู่ในสภาวะนั้นนานหลายชั่วโมง เพื่อนๆ ของเธอนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ด้วยความกังวลและหวังว่าการฝึกฝนครั้งนี้จะช่วยให้เอลาริสแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์ได้
ในขณะที่เอลาริสกำลังฝึกฝนอยู่นั้น ท้องฟ้าเหนือยอดเขาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าขนลุก ดวงจันทร์คู่ที่เคยทอแสงสีทองและสีเงินก็เริ่มกลับมาเป็นสีแดงก่ำอีกครั้ง และเงาร่างของมาลากอร์ก็เริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้ง
“มันรู้แล้วว่าเอลาริสอยู่ที่นี่!” ฟินิกซ์ตะโกน
“เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม!” ลีออนกล่าว
พวกเขาเตรียมอาวุธและเวทมนตร์ให้พร้อมรับมือกับการโจมตีของมาลากอร์ มาลากอร์กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ พลังงานแห่งความมืดมิดแผ่ออกมาจากมันอย่างมหาศาล
“เราต้องปกป้องเอลาริส!” เซริสกล่าว “เธอคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้”
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากผลึกคริสตัล และไหลเข้าสู่ร่างกายของเอลาริส เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทองและสีเงินที่เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
“ฉันพร้อมแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว
เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ แสงจากคทาส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งยอดเขา ขับไล่ความมืดมิดของมาลากอร์ออกไปชั่วขณะ
“เจ้าคิดว่าจะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานข้าได้งั้นหรือ?” เสียงของมาลากอร์ดังก้องในจิตใจของทุกคน “เจ้ามันอ่อนหัดเกินไป!”
“ข้าอาจจะอ่อนหัด” เอลาริสตอบ “แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้! ข้าจะสู้เพื่อปกป้องทุกสิ่ง!”
มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ มันตวัดกรงเล็บขนาดมหึมาของมันลงมายังเอลาริสและสหาย คลื่นพลังงานปีศาจสีดำพุ่งเข้าใส่ราวกับพายุทอร์นาโด
“เกราะแสงสุริยันจันทรา!” เอลาริสร่ายมนตร์ สร้างเกราะแสงขนาดใหญ่ขึ้นมาป้องกันตัวเองและเพื่อนๆ
คลื่นพลังงานปีศาจของมาลากอร์พุ่งเข้าปะทะกับเกราะแสงของเอลาริส เสียงปะทะกันดังกึกก้องไปทั่ว แรงกระแทกทำให้ยอดเขาสั่นสะเทือน เกราะแสงของเอลาริสสามารถต้านทานการโจมตีของมาลากอร์ไว้ได้
“ยอดเยี่ยมมากเอลาริส!” ฟินิกซ์ตะโกน
“แต่เราก็ยังไม่สามารถทำอะไรมันได้มากนัก” ลีออนกล่าว
“เราจะต้องรวมพลังกัน!” เอลาริสกล่าว “เราจะใช้พลังของสุริยันจันทราเพื่อทำลายมัน!”
เอลาริสรู้ดีว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เดิมพันด้วยชะตากรรมของโลกใบนี้ เธอจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่เธอมี เพื่อเอาชนะมาลากอร์ให้ได้
บนท้องฟ้า ดวงจันทร์คู่เริ่มเคลื่อนเข้าใกล้กันจนแทบจะทาบทับกันสนิท แสงสีแดงก่ำของพวกมันส่องลงมายังยอดเขา สร้างบรรยากาศที่น่าขนลุก
สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะถึงจุดสูงสุด และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ แสงจากคทาส่องสว่างเจิดจ้า ราวกับเป็นแสงแห่งความหวังสุดท้ายในความมืดมิด.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก