หลังจากเดินทางผ่านอุโมงค์ใต้ดินอันมืดมิดและเต็มไปด้วยอันตรายมาหลายวัน คณะผู้กล้าก็ในที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปากถ้ำที่เปิดออกสู่โลกภายนอก แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องเข้ามา ทำให้ดวงตาของพวกเขาต้องปรับตัวกับความสว่างจ้า เบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจของเทือกเขาอาร์คาเดีย
ยอดเขาหินปูนสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนในบางส่วน และมีต้นสนโบราณยืนต้นอย่างโดดเดี่ยวตามไหล่เขา ก้อนเมฆลอยต่ำคลอเคลียยอดเขา สร้างภาพที่ดูราวกับสรวงสวรรค์ที่ถูกซ่อนเร้น อากาศบนที่สูงเย็นยะเยือกและบริสุทธิ์ กลิ่นหอมของสนและดินปะปนกันอย่างลงตัว
"ในที่สุดเราก็มาถึงเทือกเขาอาร์คาเดีย" อาจารย์เอลดรินกล่าวด้วยน้ำเสียงโล่งอก "หอคอยแห่งปราชญ์ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่สุดนั่น" ท่านชี้ไปยังยอดเขาสูงลิบลิ่วที่โดดเด่นกว่ายอดเขาอื่นๆ ราวกับเป็นผู้เฝ้ามองโลกเบื้องล่าง
เอลาริสแหงนมองยอดเขาด้วยความรู้สึกทึ่งและหวาดหวั่น หอคอยแห่งปราชญ์นั้นดูเหมือนเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนยอดเขา แต่มันก็แผ่รัศมีแห่งความลึกลับและพลังงานโบราณออกมาอย่างชัดเจน เธอรู้สึกได้ถึงพลังเวทที่หนาแน่นขึ้นในอากาศ ราวกับว่าเทือกเขาแห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดของเวทมนตร์
"มันสูงเสียดฟ้าขนาดนั้นเลยหรือคะ?" ไลร่าพึมพำ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจไม่แพ้กัน "เราจะปีนขึ้นไปถึงได้ยังไงกัน?"
"เส้นทางสู่หอคอยแห่งปราชญ์ไม่ใช่แค่การปีนเขาธรรมดาไลร่า" เซราฟิน่าอธิบาย "มันเป็นการเดินทางที่ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อ่อนแอจะไม่สามารถไปถึงที่นั่นได้"
เคเลนก้าวออกนำหน้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองไปยังยอดเขาด้วยแววตาที่มุ่งมั่น "ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เราก็จะไปถึงที่นั่นให้ได้"
พวกเขาเริ่มออกเดินทาง สภาพเส้นทางเป็นทางลาดชันและขรุขระ เต็มไปด้วยก้อนหินและรากไม้ที่โผล่ขึ้นมา เทือกเขาอาร์คาเดียเป็นสถานที่ที่งดงาม แต่ก็เป็นอันตรายเช่นกัน อากาศที่เบาบางทำให้หายใจลำบาก และความหนาวเย็นที่กัดกินกระดูกก็เริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกายของพวกเขา
เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อส่องทางในบางครั้งที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง และใช้พลังเวทเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับตัวเองและเพื่อนพ้อง เธอรู้สึกได้ว่าเธอสามารถควบคุมพลังของคทาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่
ในระหว่างการเดินทาง พวกเขาพบกับสิ่งมีชีวิตวิเศษมากมาย บางตัวเป็นสัตว์ป่าที่ไม่เป็นอันตราย เช่น กวางขนสีขาวที่วิ่งเล่นอยู่ตามเนินเขา หรือนกอินทรีขนาดมหึมาที่โฉบเฉี่ยวอยู่บนท้องฟ้า แต่บางตัวก็เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ "โทรลล์ภูเขา" สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่มีผิวหนังแข็งราวกับหิน และมีพละกำลังมหาศาล โทรลล์เหล่านี้มักจะซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินและโจมตีผู้เดินทางที่ผ่านไปมา เคเลนต้องใช้ทักษะดาบของเขาอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับพวกมัน ในขณะที่ไลร่าใช้ความว่องไวของเธอเพื่อล่อหลอกและโจมตีจุดอ่อนของโทรลล์ อาจารย์เอลดรินและเซราฟิน่าใช้มนตร์โจมตีและมนตร์ป้องกันเพื่อสนับสนุนการต่อสู้
เอลาริสเองก็ใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อสร้าง "โล่แสง" ป้องกันเพื่อนพ้อง และใช้ "ลำแสงสุริยันจันทรา" ที่เธอเพิ่งค้นพบเพื่อทำลายโทรลล์ที่เข้ามาใกล้เกินไป การต่อสู้กับโทรลล์ภูเขาทำให้พวกเขาเหนื่อยล้า แต่ก็ทำให้เอลาริสได้ฝึกฝนการใช้พลังของคทาในสถานการณ์จริง
หลังจากผ่านพ้นอุปสรรคมาหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็มาถึงจุดพักแรมที่อาจารย์เอลดรินเคยใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นถ้ำเล็กๆ ที่อบอุ่นและปลอดภัยจากลมหนาว อาจารย์เอลดรินจุดกองไฟขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนและคลายความหนาว
ในขณะที่พวกเขากำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟ อาจารย์เอลดรินก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเทือกเขาอาร์คาเดียและหอคอยแห่งปราชญ์
"เทือกเขาอาร์คาเดียเป็นที่ตั้งของพลังเวทที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้" อาจารย์เอลดรินกล่าว "หอคอยแห่งปราชญ์ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหลายพันปีก่อน เพื่อเป็นศูนย์รวมของความรู้และเวทมนตร์ และเป็นที่ที่พวกเขาศึกษาเกี่ยวกับสมดุลของจักรวาลและพลังแห่งสุริยันจันทรา"
"แล้วอาจารย์ธอร์นอยู่ที่นั่นมานานแค่ไหนแล้วคะ?" เอลาริสถาม
"นานกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้เอลาริส" อาจารย์เอลดรินตอบ "ท่านเป็นผู้พิทักษ์ของหอคอยแห่งปราชญ์มาหลายศตวรรษแล้ว ท่านได้เห็นการขึ้นลงของอาณาจักรมากมาย และเป็นผู้ที่รู้ความลับของโลกนี้มากที่สุด"
"แล้วความลับนั้นคืออะไรคะ?" เซราฟิน่าถามด้วยความอยากรู้
อาจารย์เอลดรินถอนหายใจ "ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนี้คือความจริงที่ว่าเวทมนตร์กำลังเลือนหายไปเรื่อยๆ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลังของมาลากอร์ที่พยายามจะกลืนกินโลก และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนละทิ้งศรัทธาในเวทมนตร์ไป หอคอยแห่งปราชญ์เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงรักษาแก่นแท้ของเวทมนตร์เอาไว้ได้"
คำพูดของอาจารย์เอลดรินทำให้เอลาริสรู้สึกหนักใจ เธอเข้าใจแล้วว่าภารกิจของเธอนั้นไม่ใช่แค่การผนึกมาลากอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเวทมนตร์กลับคืนสู่โลกนี้อีกด้วย
"แล้วอาจารย์ธอร์นจะช่วยเราได้จริงๆ หรือคะ?" ไลร่าถามด้วยความไม่มั่นใจ "ถ้าเวทมนตร์กำลังเลือนหายไป ท่านจะทำอะไรได้บ้าง?"
"ท่านอาจารย์ธอร์นมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณสำหรับการผนึกมาลากอร์อย่างสมบูรณ์" อาจารย์เอลดรินกล่าว "และท่านยังเป็นผู้เดียวที่สามารถสอนเอลาริสให้ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทราได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้มันสามารถสร้าง 'ผนึกสุริยันจันทรา' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากด้านนอกถ้ำ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
"เสียงอะไรน่ะ?" เคเลนถาม เขารีบชักดาบออกไปดู
เมื่อออกไปนอกถ้ำ พวกเขาก็พบกับภาพที่น่าตกใจ เบื้องหน้าของพวกเขาคือ "ฮาร์ปี้" สิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งนกที่น่ากลัวกำลังโจมตีกลุ่มนักเดินทางที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ฮาร์ปี้มีปีกขนาดใหญ่และกรงเล็บแหลมคม พวกมันส่งเสียงกรีดร้องที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวและอ่อนแรง
"ฮาร์ปี้! พวกมันไม่เคยลงมาต่ำขนาดนี้มาก่อน!" อาจารย์เอลดรินพึมพำด้วยความตกใจ "มาลากอร์กำลังส่งกองกำลังของมันเข้ามาในเทือกเขาอาร์คาเดียแล้ว"
"เราต้องช่วยพวกเขา!" เอลาริสกล่าว เธอไม่สามารถทนดูผู้คนถูกทำร้ายได้อีกต่อไป
เคเลนพยักหน้า เขารีบพุ่งเข้าไปช่วยเหลือนักเดินทางทันที ไลร่าและเซราฟิน่าเองก็รีบตามไป อาจารย์เอลดรินร่ายมนตร์ป้องกันเพื่อคุ้มครองพวกเขา
เอลาริสชูคทาสุริยันจันทราขึ้น พลังเวทแสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทา แผ่กระจายเป็นวงกว้าง ฮาร์ปี้ที่ถูกแสงนั้นสัมผัสตัวต่างส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและถอยร่นไป พวกมันเกลียดแสงสว่างของสุริยันจันทรา
"ถอยไปซะ เจ้าปีศาจร้าย!" เอลาริสตวาดเสียงดัง เธอใช้พลังของคทาเพื่อสร้าง "พายุแสง" พายุแสงนั้นพัดกระหน่ำใส่ฝูงฮาร์ปี้ ทำให้พวกมันไม่สามารถเข้าใกล้เหล่านักเดินทางได้
เคเลนใช้โอกาสนี้เพื่อปกป้องนักเดินทางที่บาดเจ็บ ไลร่าใช้ความคล่องตัวของเธอเพื่อจัดการกับฮาร์ปี้ที่พยายามจะหลบพายุแสง เซราฟิน่าร่ายมนตร์รักษาให้กับผู้บาดเจ็บ อาจารย์เอลดรินใช้มนตร์ลมเพื่อเพิ่มความรุนแรงของพายุแสง
ในที่สุด ฝูงฮาร์ปี้ก็ล่าถอยไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด พวกมันไม่สามารถทนทานต่อพลังของคทาสุริยันจันทราได้
เหล่านักเดินทางที่รอดชีวิตต่างมองเอลาริสด้วยความขอบคุณและทึ่งในพลังของเธอ
"ขอบคุณมากท่านผู้กล้า!" หนึ่งในนักเดินทางกล่าว "ท่านได้ช่วยชีวิตพวกเราไว้"
เอลาริสยิ้ม เธอรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือผู้คน แต่ก็ตระหนักว่าภัยคุกคามจากมาลากอร์นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม
"เราต้องไปกันต่อ" อาจารย์เอลดรินกล่าว "หอคอยแห่งปราชญ์คือความหวังเดียวของเรา"
พวกเขาทิ้งเหล่านักเดินทางไว้เบื้องหลัง และเดินทางต่อขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ การเผชิญหน้ากับฮาร์ปี้ทำให้พวกเขารู้ว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว มาลากอร์กำลังจะเคลื่อนไหว และพวกเขาต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมัน
เอลาริสจ้องมองไปยังหอคอยแห่งปราชญ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา เธอรู้ว่าการฝึกฝนที่นั่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งมาลากอร์ และนำความสงบสุขกลับคืนสู่โลกนี้

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก