คทาสุริยันจันทราในมือของเอลาริสส่องประกายเจิดจ้า แสงสีทองและเงินหมุนวนรอบกายเธอราวกับพายุแห่งพลังงาน เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับคทา ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณเธอ พลังมหาศาลที่เคยรู้สึกว่ายิ่งใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้ บัดนี้กลับรู้สึกคุ้นเคยและเป็นธรรมชาติ
“เจ้าได้ครอบครองคทาแห่งสุริยันจันทราแล้วเอลาริส” ชายชราผู้พิทักษ์วิหารกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แต่การครอบครองคทาเป็นเพียงก้าวแรก การจะใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่ เจ้ายังต้องปลุก ‘จิตวิญญาณแห่งมังกรแสง’ ที่หลับใหลอยู่ในคทาให้ตื่นขึ้น”
“จิตวิญญาณแห่งมังกรแสง?” เอลาริสทวนคำอย่างประหลาดใจ
“ใช่แล้ว” ชายชราพยักหน้า “ตำนานเล่าว่า คทาสุริยันจันทราถูกสร้างขึ้นจากเกล็ดของมังกรแสงตัวสุดท้ายที่ยอมสละชีวิตเพื่อผนึกมาลากอร์เมื่อครั้งอดีตกาล ดวงวิญญาณของมันถูกผนึกไว้ในคทา เพื่อรอคอยผู้ที่คู่ควรมาปลุกให้ตื่นขึ้น”
เมอร์ลินมองไปยังคทาในมือของเอลาริสด้วยความสนใจ “ข้าเคยอ่านพบในบันทึกโบราณว่า มังกรแสงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยพลังเวทมนตร์และปัญญา มันคือผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่างที่แท้จริง”
“แล้วข้าจะปลุกจิตวิญญาณแห่งมังกรแสงได้อย่างไรคะ” เอลาริสถาม
ชายชราผู้พิทักษ์เดินนำพวกเขาไปยังอีกห้องหนึ่งของวิหาร ห้องนั้นมีแท่นบูชาขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และบนแท่นบูชามีอัญมณีสีขาวบริสุทธิ์เรืองแสงจางๆ วางอยู่
“นี่คือ ‘ไข่มังกรแห่งแสง’!” อาจารย์เอเธลอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง!”
“ไข่มังกรแห่งแสงนี้คือส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของมังกรแสง” ชายชราผู้พิทักษ์อธิบาย “เจ้าต้องใช้พลังแห่งสุริยันจันทราในตัวเจ้า ผสานเข้ากับคทา แล้วส่งพลังนั้นเข้าไปในไข่มังกรแห่งแสง เพื่อปลุกมันให้ตื่นขึ้น”
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอวางคทาสุริยันจันทราลงบนไข่มังกรแห่งแสงอย่างช้าๆ ทันใดนั้นเอง คทาก็เรืองแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองและเงินจากคทาไหลเวียนเข้าสู่ไข่มังกรแห่งแสงอย่างรวดเร็ว
เอลาริสหลับตาลง เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีในกาย ส่งพลังแห่งสุริยันและจันทราออกจากจิตวิญญาณของเธอ ผสานเข้ากับพลังของคทา และส่งผ่านไปยังไข่มังกรแห่งแสง เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนผ่านตัวเธอ ราวกับเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคทาและไข่มังกร
ไข่มังกรแห่งแสงเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างที่เปล่งออกมาจากมันยิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด เสียงคำรามอันศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นจากภายในไข่มังกร เสียงนั้นเต็มไปด้วยพลังและอำนาจ ราวกับเสียงของฟ้าผ่า
ทุกคนต่างถอยห่างออกมาด้วยความตกใจและอัศจรรย์ใจ
“มันกำลังจะตื่นขึ้นแล้ว!” อาจารย์เอเธลอุทานด้วยความตื่นเต้น
ทันใดนั้นเอง ไข่มังกรแห่งแสงก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับแสงสว่างที่พวยพุ่งขึ้นไปบนเพดานวิหาร แสงนั้นรวมตัวกันก่อร่างสร้างตัวเป็นมังกรขนาดใหญ่ มังกรตัวนั้นมีเกล็ดสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ ดวงตาของมันส่องประกายสีทองและเงิน ปีกของมันแผ่กว้างออกไปจนเต็มห้องโถง มันคือ ‘มังกรแสง’ ในตำนาน
มังกรแสงคำรามอีกครั้ง เสียงคำรามนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความดุร้าย แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกของการปลดปล่อยและอิสรภาพ มันบินวนไปรอบๆ ห้องโถงสองสามรอบ ก่อนจะลดตัวลงมาเบื้องหน้าเอลาริส
เอลาริสยืนจ้องมองมังกรแสงด้วยความอัศจรรย์ใจ เธอรู้สึกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งกับมัน ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของเธอ
“เจ้าคือผู้ปลุกข้าให้ตื่นขึ้น เด็กสาวแห่งสุริยันจันทรา” เสียงของมังกรแสงดังก้องในห้วงความคิดของเอลาริส เสียงนั้นเต็มไปด้วยปัญญาและความเมตตา “ข้าคือ ‘ลูซิอัส’ ผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง ข้าได้หลับใหลมานานนับพันปี เพื่อรอคอยการมาถึงของเจ้า”
เอลาริสเอื้อมมือออกไปสัมผัสเกล็ดของมังกรแสง มันเย็นเฉียบและแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากภายใน
“ท่านลูซิอัส” เอลาริสกล่าวด้วยความเคารพ “ข้าเอลาริส ขอความช่วยเหลือจากท่านในการต่อสู้กับมาลากอร์”
มังกรแสงพยักหน้า “ข้ารู้ถึงภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง และข้ารู้ถึงพันธะที่เจ้าต้องแบกรับไว้ ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า จะมอบพลังและปัญญาของข้าให้แก่เจ้า เพื่อต่อสู้กับความมืดมิด”
มันก้มหัวลงเล็กน้อย “จงขึ้นมาบนหลังข้าเถิดเอลาริส ข้าจะนำเจ้าไปสู่การฝึกฝนขั้นสุดท้าย”
เอลาริสหันไปมองเพื่อนๆ ของเธอ อาจารย์เอเธล เซริอุส ลีลาวดี และเมอร์ลินต่างพยักหน้าให้กำลังใจ
เอลาริสปีนขึ้นไปบนหลังของมังกรแสง ลูซิอัสแผ่ปีกกว้าง แล้วพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ทะลุผ่านเพดานวิหารที่เปิดออกอย่างอัศจรรย์ พุ่งทะยานขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเหนือทะเลทรายแห่งประกายดาว
การเดินทางบนหลังมังกรแสงนั้นเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่าอัศจรรย์ใจ เอลาริสรู้สึกราวกับกำลังโบยบินอยู่เหนือโลก มองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างที่กลายเป็นภาพเล็กๆ มังกรแสงนำเธอไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังม่านเมฆขนาดใหญ่ เป็นวิหารลอยฟ้าที่ทำจากหินสีขาวบริสุทธิ์ แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังวิหารแห่งนั้นอย่างงดงาม
“นี่คือ ‘วิหารแห่งท้องฟ้า’!” เสียงของลูซิอัสดังก้องในห้วงความคิดของเอลาริส “ที่นี่คือสถานที่ฝึกฝนของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต และที่นี่คือที่ที่เจ้าจะได้ฝึกฝนพลังของเจ้าให้ถึงขีดสุด”
เมื่อมังกรแสงลงจอดบนลานกว้างของวิหารลอยฟ้า เอลาริสก็ลงจากหลังของมัน เธอรู้สึกถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ
“ที่นี่เจ้าจะได้เรียนรู้วิธีการควบคุมพลังแห่งคทาสุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์” ลูซิอัสกล่าว “เจ้าจะได้เรียนรู้วิธีการผสานพลังของเจ้าเข้ากับพลังของข้า และเจ้าจะได้เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับมาลากอร์”
ตลอดเวลาหลายวันที่วิหารแห่งท้องฟ้า เอลาริสได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นจากมังกรแสง ลูซิอัสสอนให้เธอควบคุมพลังแห่งสุริยันและจันทราให้แม่นยำยิ่งขึ้น สอนให้เธอสร้างเกราะพลังงานที่แข็งแกร่ง สร้างลำแสงทำลายล้างที่ทรงพลัง และเรียนรู้วิธีการรักษาบาดแผลด้วยพลังแห่งจันทรา
เธอได้เรียนรู้วิธีการบินบนหลังมังกรแสง และวิธีการเชื่อมโยงจิตวิญญาณกับลูซิอัส ทำให้พวกเขาสามารถสื่อสารกันได้โดยตรง และใช้พลังร่วมกันได้อย่างราบรื่น
นอกจากนี้ เอลาริสยังได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สุริยันจันทรา และความจริงเกี่ยวกับมาลากอร์จากลูซิอัส มังกรแสงเล่าให้เธอฟังว่ามาลากอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ราชาปีศาจธรรมดา แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความมืดมิดและความสิ้นหวังของโลกใบนี้ และมันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ความมืดมิดยังคงอยู่ในจิตใจของผู้คน
“การจะเอาชนะมาลากอร์ได้นั้น เจ้าไม่เพียงแต่ต้องมีพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น” ลูซิอัสกล่าว “แต่เจ้าต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยศรัทธา เจ้าต้องเป็นแสงสว่างที่จะนำทางผู้คนให้พ้นจากความมืดมิด”
เอลาริสฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เธอรู้ว่าเวลาที่เหลือไม่มากนัก สัญญาณของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ปรากฏชัดเจนขึ้นในทุกๆ วัน ท้องฟ้ายามค่ำคืนมักจะมีดวงจันทร์สองดวงปรากฏขึ้น ดวงหนึ่งถูกกลืนกินด้วยเงามืด อีกดวงหนึ่งส่องประกายสีแดงก่ำ ราวกับดวงตาของมาลากอร์ที่กำลังจ้องมองลงมา
เธอรู้สึกถึงพลังของมาลากอร์ที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันพยายามจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้เอลาริสไม่ได้หวาดกลัว เธอใช้พลังแห่งสุริยันจันทราและปัญญาที่ได้รับจากลูซิอัสขับไล่มันออกไป
ในที่สุด หลังจากฝึกฝนมาอย่างยาวนาน เอลาริสก็รู้สึกว่าเธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตา คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเรืองแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าเธอได้ควบคุมพลังของมันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
“เจ้าพร้อมแล้วเอลาริส” ลูซิอัสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “บัดนี้เจ้าคือผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทราที่แท้จริง เจ้าคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้”
เอลาริสพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว เธอขึ้นไปบนหลังของมังกรแสง ลูซิอัสแผ่ปีกกว้าง แล้วพุ่งทะยานลงมาจากวิหารแห่งท้องฟ้า มุ่งหน้ากลับสู่โลกเบื้องล่าง ที่ซึ่งสหายของเธอกำลังรอคอยอยู่ และที่ซึ่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก