คทาสุริยัน

ตอนที่ 268 — บันทึกแห่งดวงดาวที่สาบสูญ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,008 คำ

ข่าวการเร่งเร้าสุริยคราสแห่งจันทร์คู่และการตื่นขึ้นของกองทัพปีศาจของมาลากอร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกดดันอย่างมหาศาลให้กับเอลาริสและสหาย หลังจากที่ได้รับ ‘น้ำแข็งจันทรา’ จากหอคอยแห่งจันทรา พวกเขาก็รีบออกจากหอคอยทันที มุ่งหน้าไปยัง ‘ศูนย์รวมแห่งดวงดาว’ ‌ซึ่งเป็นสถานที่ซ่อนของ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ตามที่ระบุไว้ในบันทึกโบราณ

การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบและอันตราย พวกเขาต้องหลบหนีการตามล่าของปีศาจที่กระจายตัวออกไปทั่วทุกทิศทาง และต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยพลังความมืดมิดที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว เอลาริสใช้พลังสุริยันจันทราของเธอในการนำทางและปกป้องสหาย เธอรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพลังของราชวงศ์ของเธอหลังจากที่ได้รับ ‘เพลิงสุริยัน’ ​และ ‘น้ำแข็งจันทรา’

“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในอีกสามวัน” ฟินน์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่เขากำลังตรวจสอบแผนที่แห่งดวงดาวในบันทึกโบราณ “เราไม่มีเวลามากนัก เราต้องไปให้ถึงศูนย์รวมแห่งดวงดาวให้เร็วที่สุด”

“แต่ทางไปศูนย์รวมแห่งดวงดาวนั้นต้องผ่าน ‘หุบเขาแห่งเสียงกระซิบ’ นะฟินน์” ‍ไลร่าเตือน “มันเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งลวงตาและเสียงกระซิบที่ทำให้ผู้คนเสียสติ”

“เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เอลาริสกล่าว “เราต้องไป”

เซอร์เคเอลพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับหุบเขาแห่งเสียงกระซิบ”

พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย ฟินน์ปรุงยาสมุนไพรที่จะช่วยให้จิตใจสงบและต้านทานเสียงกระซิบได้ชั่วคราว ไลร่าตรวจสอบอาวุธและอุปกรณ์ทั้งหมด เอลาริสใช้พลังของเธอในการสร้างเกราะป้องกันจิตใจให้กับทุกคน

เมื่อเข้าสู่หุบเขาแห่งเสียงกระซิบ ‌บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป อากาศที่นี่อบอ้าวและเงียบสงบอย่างน่าขนลุก ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจนแสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึง พื้นดินปกคลุมด้วยมอสและเถาวัลย์ที่เลื้อยพันกันยุ่งเหยิง

ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็เริ่มดังขึ้น มันเป็นเสียงที่เหมือนจะมาจากทุกทิศทาง เสียงที่เรียกชื่อพวกเขา เสียงที่เล่าเรื่องราวในอดีตที่น่าเจ็บปวด ‍และเสียงที่พยายามจะล่อลวงให้พวกเขาก้าวเข้าไปในความมืดที่มองไม่เห็น

“อย่าฟังเสียงนั้น!” ฟินน์เตือน “จงจดจ่ออยู่กับลมหายใจของตัวเอง”

เอลาริสพยายามจดจ่ออยู่กับพลังสุริยันจันทราในกายของเธอ เธอสร้างม่านพลังแห่งแสงขึ้นรอบตัวเธอและสหาย เพื่อช่วยต้านทานเสียงกระซิบเหล่านั้น แม้จะไม่สามารถต้านทานได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นบ้าง

การเดินทางผ่านหุบเขาแห่งเสียงกระซิบเป็นไปอย่างช้าๆ และทรมาน ​เสียงกระซิบเหล่านั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จิตใจของพวกเขาเริ่มสั่นคลอน บางครั้งพวกเขาก็เห็นภาพลวงตาปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับภาพสะท้อนของความกลัวและความกังวลในจิตใจของพวกเขาเอง

เซอร์เคเอลต้องใช้ความเข้มแข็งของจิตใจทั้งหมดเพื่อต้านทานเสียงกระซิบ ไลร่าต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้หลงทาง ฟินน์ต้องใช้คาถาป้องกันจิตใจอย่างต่อเนื่อง ส่วนเอลาริส เธอต้องใช้พลังสุริยันจันทราของเธอในการสร้างแสงสว่างเพื่อขับไล่ภาพลวงตาและเสียงกระซิบที่พยายามจะเข้ามารบกวนจิตใจของพวกเขา

ในที่สุด ​หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงของการเดินทางที่ยาวนานและทรมาน พวกเขาก็มาถึงใจกลางของหุบเขา ที่นั่นมีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ แท่นหินนั้นถูกแกะสลักเป็นรูปดวงดาวและกลุ่มดาวต่างๆ อย่างสวยงาม และบนแท่นหินนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่

“นั่นคือ…‘บันทึกแห่งดวงดาวที่สาบสูญ’” ฟินน์กล่าวด้วยความตื่นเต้น “มันเป็นบันทึกที่บรรพบุรุษของเจ้าใช้ในการศึกษาพลังแห่งดวงดาวและ ​‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’!”

เอลาริสก้าวเข้าไปใกล้แท่นหิน เธอสัมผัสได้ถึงพลังเวทที่เข้มข้นที่แผ่ออกมาจากบันทึกเล่มนั้น มันเป็นพลังที่เงียบสงบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความลึกลับและขลัง

เมื่อเอลาริสเปิดบันทึกออก แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็สาดส่องไปทั่วห้อง มันเป็นบันทึกที่แตกต่างจากบันทึกโบราณเล่มก่อนหน้านี้ หน้ารวมไปด้วยภาพวาดของดวงดาว กลุ่มดาว และแผนที่ของจักรวาลที่ซับซ้อน

“บันทึกนี้บอกว่า ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ไม่ได้เป็นวัตถุ” เอลาริสอ่านออกเสียงจากอักขระที่เธอพอจะเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณ “มันคือ ‘แก่นแท้ของจิตวิญญาณแห่งดวงดาว’ ซึ่งเป็นพลังบริสุทธิ์ที่เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลเข้าด้วยกัน และมันถูกซ่อนอยู่ในตัวของทายาทราชวงศ์สุริยันจันทราเอง”

คำพูดของเอลาริสทำให้ทุกคนตกตะลึง

“หมายความว่า…‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ อยู่ในตัวเจ้าหรือเอลาริส” ไลร่าถามด้วยความประหลาดใจ

“จากบันทึกนี้ใช่” เอลาริสตอบ “มันบอกว่า ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ จะตื่นขึ้นเมื่อทายาทแห่งราชวงศ์สามารถหลอมรวม ‘เพลิงสุริยัน’ และ ‘น้ำแข็งจันทรา’ เข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์”

“นั่นหมายความว่าเจ้ามีพลังของคทาสุริยันจันทราอยู่แล้วในตัวเจ้า!” ฟินน์อุทานด้วยความตื่นเต้น “เจ้าไม่จำเป็นต้องตามหามันอีกต่อไป!”

เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนในกายของเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันเป็นพลังที่มหาศาลเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ เธอมีทั้งเพลิงสุริยันและน้ำแข็งจันทราอยู่ในตัวเธอ และตอนนี้แก่นแท้แห่งดวงดาวก็กำลังตื่นขึ้นพร้อมกับพลังเหล่านั้น

“แต่บันทึกนี้ยังกล่าวถึง ‘การปลุกพลังครั้งสุดท้าย’ ด้วย” เอลาริสกล่าว “มันบอกว่าทายาทจะต้องไปที่ ‘วิหารแห่งแสงนิรันดร์’ ในคืนสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ เพื่อหลอมรวมพลังทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว และปลุกคทาสุริยันจันทราให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์”

“วิหารแห่งแสงนิรันดร์” เซอร์เคเอลทวนคำ “นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกซ่อนไว้ในตำนาน มันคือสถานที่ที่บรรพบุรุษของเจ้าใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญ”

“และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” ฟินน์กล่าว “เราต้องไปที่นั่นให้ได้ ก่อนที่มาลากอร์จะปลดปล่อยความมืดมิดสู่โลก”

ขณะที่พวกเขากำลังวางแผนการเดินทาง เสียงคำรามที่รุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังพุ่งตรงมายังพวกเขา

“พวกมันตามมาแล้ว!” ไลร่าตะโกน

ทันใดนั้น กำแพงหินของหุบเขาก็พังทลายลง เผยให้เห็นปีศาจรูปร่างประหลาดตัวหนึ่ง มันมีร่างกายเป็นหินสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉาน และมือที่ถือดาบปีศาจขนาดมหึมา มันคือ ‘อสูรแห่งหินทมิฬ’ หนึ่งในขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์

“หาเจอแล้ว ทายาทแห่งสุริยัน!” อสูรแห่งหินทมิฬคำรามเสียงดังก้องกังวาน “มาลากอร์สั่งให้ข้ามาหยุดยั้งเจ้า!”

“เราไม่ยอมให้พวกเจ้าหยุดยั้งเราได้หรอก!” เอลาริสคำรามกลับ เธอรวบรวมพลังสุริยันจันทราไว้ในกาย สร้างคลื่นแสงที่พุ่งเข้าใส่อสูรแห่งหินทมิฬ

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและรุนแรง อสูรแห่งหินทมิฬแข็งแกร่งและทนทาน ดาบปีศาจของมันสามารถสร้างคลื่นพลังทำลายล้างที่น่ากลัว เอลาริสใช้พลังสุริยันจันทราของเธอในการสร้างแสงสว่างและเปลวไฟ เพื่อโจมตีและป้องกันตัวเอง

เซอร์เคเอล, ไลร่า, และฟินน์ พยายามช่วยเหลือเอลาริส พวกเขาใช้ทักษะการต่อสู้และเวทมนตร์ทั้งหมดที่พวกเขามี เพื่อชะลอการโจมตีของอสูรแห่งหินทมิฬ และช่วยให้เอลาริสมีโอกาสในการโจมตี

เอลาริสรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลในกายของเธอ เธอกำลังเรียนรู้ที่จะควบคุม ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ที่เพิ่งตื่นขึ้น เธอบังคับให้พลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สร้างพลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจที่สุด

เธอพุ่งฝ่ามือออกไป แสงสุริยันจันทราที่ผสมผสานกับพลังแห่งดวงดาวพุ่งเข้าใส่อสูรแห่งหินทมิฬ แสงนั้นปะทะเข้ากับร่างของมัน ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มแตกสลายกลายเป็นก้อนหินที่ร่วงหล่นลงพื้น

“เจ้า…เจ้าแข็งแกร่งเกินไป!” อสูรแห่งหินทมิฬคำราม ก่อนที่ร่างของมันจะสลายกลายเป็นฝุ่นผง

เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง เธอได้ปลดปล่อย ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ออกมาแล้ว และได้เอาชนะขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ได้

“เราสำเร็จแล้ว!” ไลร่ากล่าวด้วยความยินดี

“แต่เรายังไม่มีเวลาฉลอง” เอลาริสกล่าว “เราต้องไปที่วิหารแห่งแสงนิรันดร์ให้ได้ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”

พวกเขาออกจากหุบเขาแห่งเสียงกระซิบ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่บันทึกโบราณระบุว่าเป็น ‘วิหารแห่งแสงนิรันดร์’ การเดินทางครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และมันจะต้องเป็นการเดินทางที่ตัดสินชะตากรรมของโลกใบนี้

เอลาริสกำบันทึกแห่งดวงดาวที่สาบสูญในมือแน่น ในใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและหวัง เธอจะปลุกพลังของคทาสุริยันจันทราให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ และจะหยุดยั้งมาลากอร์ให้จงได้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะอันตรายเพียงใดก็ตาม

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!