คทาสุริยัน

ตอนที่ 269 — ราชาปีศาจจันทร์โลหิตและการตัดสินใจอันยากยิ่ง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,062 คำ

เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วทั้งยอดเขา ราวกับจะสั่นสะเทือนจิตวิญญาณให้แตกสลาย ร่างของราชาปีศาจที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้งไม่ได้เป็นร่างเดิมที่เคยถูกผนึกไว้ มันเล็กลง แต่กลับเปล่งประกายสีแดงเข้มจากพลังงานมืดมิดที่เข้มข้นกว่าเดิม ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับเลือด และมีรอยแตกบนผิวหนังที่ดูเหมือนจะส่องประกายด้วยพลังงานแห่งดวงจันทร์สีแดง

“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่สามารถผนึกข้าได้อย่างสมบูรณ์!” มาลากอร์คำราม ‌“พลังแห่งสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่ข้า! บัดนี้ข้าคือ ‘ราชาปีศาจแห่งจันทร์โลหิต’! และข้าจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้!”

ความรู้สึกสิ้นหวังเข้าครอบงำเอลาริสและสหาย ทุกคนต่างมองมาที่มาลากอร์ด้วยความหวาดกลัว พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำสำเร็จแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้ปลดปล่อยอสูรร้ายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมออกมา

“มันดูดกลืนพลังของดวงจันทร์คู่เข้าไปในตัวมัน!” ลูน่าอุทานด้วยความตกใจ ​“นี่มัน...เป็นไปไม่ได้!”

“แต่เราผนึกมันได้แล้วนี่นา...” คาเลนพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสน

เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่น เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานจากคทาที่ดูเหมือนจะอ่อนแรงลงไปมาก พลังแห่งแสงแห่งบรรพกาลที่เธอเคยใช้ก็ดูเหมือนจะริบหรี่ลงเมื่อปะทะกับพลังงานมืดมิดของมาลากอร์

“มันใช้สุริยคราสแห่งจันทร์คู่เป็นช่องทางในการเสริมสร้างพลังของมัน” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ไม่ใช่แค่การปลดปล่อย แต่เป็นการวิวัฒนาการ”

มาลากอร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง ‍“ถูกต้องแล้ว! เด็กสาว! เจ้าได้มอบของขวัญอันล้ำค่าให้แก่ข้า! ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้ที่จะสามารถหยุดข้าได้!”

ราชาปีศาจแห่งจันทร์โลหิตชูมือขึ้น พลังงานสีแดงเข้มพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน และพุ่งตรงไปยังยอดเขาที่พวกเขายืนอยู่ แสงนั้นรุนแรงจนสามารถทำลายหินผาให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ได้

“หลบเร็ว!” ‌คาเลนตะโกน

พวกเขาพุ่งตัวหลบการโจมตีอย่างรวดเร็ว พลังงานสีแดงเข้มพุ่งเข้าใส่ยอดเขา ทำให้หิมะละลายกลายเป็นไอน้ำ และหินผาแตกระแหง

เอลาริสรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะมาลากอร์ในสภาพนี้ได้ เธอต้องหาทางอื่น เธอระลึกถึงคำพูดของกษัตริย์อัสตราที่เคยกล่าวไว้ว่า “การผนึกนั้นไม่สมบูรณ์ หากไร้ซึ่งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณแห่งผู้สืบทอดเชื้อสาย” ‍และ “การสละคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะ”

“ฉันต้องทำอะไรบางอย่าง” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “ฉันต้องใช้พลังสุดท้ายของคทา เพื่อผนึกมันให้ได้อย่างสมบูรณ์”

“แต่เธอจะทำยังไงเอลาริส?” ลูน่าถามด้วยความเป็นห่วง “พลังของคทาดูเหมือนจะอ่อนแรงลงมากแล้ว”

เอลาริสหลับตาลง เธอรวบรวมสมาธิ ​พยายามสัมผัสถึงพลังงานที่หลับใหลอยู่ในคทา และพลังงานที่หลับใหลอยู่ในตัวเธอเองอีกครั้ง เธอรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่ยังคงมีอยู่ แต่ถูกปิดกั้นไว้ด้วยบางสิ่งบางอย่าง

ทันใดนั้นเอง ภาพของกษัตริย์อัสตราก็แวบเข้ามาในจิตใจของเธออีกครั้ง ท่านยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าเปื้อนเลือด แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ​และในมือของท่านถือคทาสุริยันจันทราที่กำลังส่องประกายเจิดจ้า

“‘จงใช้เลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเจ้า เพื่อเติมเต็มพลังแห่งคทา’” เสียงของกษัตริย์อัสตราดังก้องอยู่ในจิตใจของเอลาริส “‘จงสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อสร้างสะพานแห่งแสงที่สมบูรณ์แบบ และส่งมาลากอร์กลับสู่ห้วงอวกาศที่มันจากมาอย่างถาวร’”

เอลาริสสะดุ้งตื่นจากนิมิต เธอเข้าใจแล้วว่าเธอจะต้องทำอะไร เธอจะต้องสละชีวิตของเธอ ​เพื่อผนึกมาลากอร์อย่างสมบูรณ์แบบ

“ฉันรู้แล้ว” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันต้องสละชีวิตของฉัน เพื่อผนึกมาลากอร์อย่างถาวร”

เพื่อนๆ ของเธอต่างมองมาที่เธอด้วยความตกใจและหวาดกลัว

“ไม่นะเอลาริส!” ลูน่าร้องลั่น “เธอจะทำอย่างนั้นไม่ได้!”

“มีวิธีอื่นแน่ๆ!” คาเลนตะโกน

“ไม่มีเวลาแล้ว!” เอลาริสเอ่ยเสียงหนักแน่น “มาลากอร์แข็งแกร่งเกินกว่าที่เราจะเอาชนะได้ด้วยวิธีธรรมดา นี่คือหนทางเดียวที่จะปกป้องโลกใบนี้”

เซธเดินเข้ามาหาเอลาริส เขาแตะไหล่ของเธอเบาๆ “เธอแน่ใจนะเอลาริส นี่คือการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่มาก”

เอลาริสพยักหน้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันแน่ใจ ฉันคือทายาทคนสุดท้าย ฉันคือผู้ที่ถูกเลือก นี่คือชะตากรรมของฉัน”

มาลากอร์ที่เห็นพวกเขากำลังปรึกษาหารือกันก็หัวเราะเยาะ “ฮ่าๆๆๆ! พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันอยู่? ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดอะไร ข้าก็ไม่มีทางยอมให้พวกเจ้าทำสำเร็จหรอก!”

ราชาปีศาจแห่งจันทร์โลหิตชูมือขึ้นอีกครั้ง พลังงานสีแดงเข้มพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน และพุ่งตรงเข้าใส่พวกเขา

“เราจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ให้เองเอลาริส!” คาเลนตะโกน “เธอจงรีบทำในสิ่งที่เธอต้องทำ!”

คาเลนชักดาบออกทันที และพุ่งเข้าใส่มาลากอร์อย่างกล้าหาญ เซธเองก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โจมตีจากด้านข้าง ลูน่าร่ายคาถาป้องกันและโจมตีระยะไกลเพื่อสนับสนุนเพื่อนๆ

เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดในใจที่ต้องเห็นเพื่อนๆ ของเธอต้องต่อสู้เพื่อปกป้องเธอ แต่เธอก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องทำ เธอต้องทำมันให้สำเร็จ เพื่อไม่ให้การเสียสละของเพื่อนๆ ของเธอต้องสูญเปล่า

เธอเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาหินอ่อนสีขาวอีกครั้ง เธอวางคทาสุริยันจันทราลงบนแท่นบูชา คทาเปล่งประกายเรืองรองจางๆ

เธอหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมา เธอไม่เคยใช้มีดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เธอรู้ว่ามันจะต้องถูกใช้เพื่ออะไร

“ด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของข้า ข้าขอเติมเต็มพลังแห่งคทาสุริยันจันทรา!” เธอร่ายมนตร์สุดท้าย บทมนตร์ที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณของเธอ

เธอใช้มีดสั้นกรีดลงบนฝ่ามือของเธอ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา เธอวางฝ่ามือลงบนคทาสุริยันจันทรา เลือดของเธอค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในคทา

ทันทีที่เลือดของเธอสัมผัสกับคทา แสงจากคทาก็เปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แสงสีทองและสีเงินพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง ราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้มารวมกันอยู่ที่ปลายคทา

พลังงานจากคทาไหลท่วมท้นเข้าสู่ร่างของเอลาริส เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่รุนแรง แต่ก็รู้สึกถึงพลังอำนาจที่มหาศาลเช่นกัน เธอกำลังหลอมรวมเข้ากับคทาสุริยันจันทรา เธอกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน

มาลากอร์ที่กำลังต่อสู้กับคาเลน เซธ และลูน่าก็หันมามองเอลาริสด้วยความตกใจและโกรธแค้น

“เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า!?” มาลากอร์คำราม “เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าได้ด้วยการสละชีวิตของเจ้าอย่างนั้นหรือ!?”

เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองมาลากอร์ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยแสงสว่าง เธอไม่ได้ตอบอะไร แต่รวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี พลังแห่งแสงแห่งบรรพกาล พลังแห่งเกราะกำบังจิตวิญญาณ พลังแห่งการฟื้นฟู และพลังแห่งเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเธอเอง

เธอชูคทาสุริยันจันทราขึ้นเหนือศีรษะ แสงจากคทาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง แสงนั้นพุ่งตรงไปยังมาลากอร์ และดูดกลืนร่างของมันเข้าไปในแสงสว่างจ้าอีกครั้ง

มาลากอร์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งโลก ราวกับเป็นเสียงสุดท้ายของมัน

ร่างของมาลากอร์ค่อยๆ ถูกดูดกลืนเข้าไปในแสงสว่างจ้าทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งร่างของมันเลือนหายไปในแสงสว่างจ้าอย่างสมบูรณ์

เมื่อมาลากอร์ถูกดูดกลืนเข้าไปในแสงสว่างจ้าอย่างสมบูรณ์ แสงนั้นก็เริ่มหดตัวลง และสลายกลายเป็นละอองแสงที่ลอยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความรู้สึกโล่งใจ

เอลาริสยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าแท่นบูชา ร่างกายของเธออ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดได้

คทาสุริยันจันทราในมือของเธอก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่คทาที่เคยเป็นอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นคทาที่ดูเหมือนจะหลอมรวมเข้ากับร่างของเธออย่างสมบูรณ์ คทาส่องประกายแสงสีทองและสีเงินอ่อนๆ ราวกับมีชีวิตอยู่

เพื่อนๆ ของเธอต่างมองมาที่เธอด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอลาริส แต่พวกเขาก็รู้ว่าเธอทำสำเร็จแล้ว เธอผนึกมาลากอร์ได้อย่างสมบูรณ์

แต่แล้ว แสงสว่างจ้าจากคทาในมือของเอลาริสก็เริ่มจางหายไป ร่างของเธอก็เริ่มเปล่งประกายแสงสีทองและสีเงินอ่อนๆ ราวกับกำลังจะสลายไปในอากาศ

“เอลาริส!” ลูน่าร้องลั่น เธอวิ่งเข้าไปหาเอลาริส

“ฉัน...ฉันทำสำเร็จแล้ว” เอลาริสเอ่ยเสียงแผ่วเบา ร่างของเธอเริ่มโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ “ฉันผนึกมาลากอร์ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”

“ไม่นะเอลาริส!” คาเลนและเซธต่างก็วิ่งเข้ามาหาเธอ

“ไม่ต้องห่วง...” เอลาริสเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ฉันจะยังคงอยู่...ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งโลกใบนี้”

ร่างของเอลาริสค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองและสีเงินที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ละอองแสงเหล่านั้นลอยวนรอบตัวเพื่อนๆ ของเธอชั่วครู่ ก่อนที่จะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และหายไปในแสงตะวันยามเช้าที่เริ่มทอแสงสาดส่องลงมายังโลกอีกครั้ง

ทิ้งไว้เพียงคทาสุริยันจันทราที่ยังคงส่องประกายเรืองรองจางๆ อยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนสีขาว และเพื่อนๆ ของเธอที่ยืนมองการจากไปของเธอด้วยความเศร้าโศก แต่ก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

เอลาริสได้ทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ของเธอแล้ว เธอได้ปกป้องโลกใบนี้ไว้ด้วยชีวิตของเธอเอง


หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!