หลังจากที่เอลาริสได้ดูดซับพลังจากทะเลสาบแห่งจันทราและป่าแห่งสุริยันจนเต็มเปี่ยมแล้ว พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอและคทาสุริยันจันทราก็ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น รัศมีสีทองและสีเงินเปล่งประกายออกจากตัวเธออย่างเห็นได้ชัด แม้ในยามปกติ คทาในมือของเธอก็ส่องแสงเรืองรองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
กลุ่มของเอลาริสมุ่งหน้ากลับสู่หอคอยแห่งความทรงจำอีกครั้ง เพื่อรายงานความสำเร็จและเตรียมตัวสำหรับภารกิจสุดท้าย เมื่อพวกเขากลับมาถึง วิญญาณเอราเดียก็ปรากฏกายขึ้นมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น "ข้าสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งของเจ้าเอลาริส เจ้าได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองแล้ว" เอราเดียกล่าว "เจ้าได้รวมพลังสุริยันและจันทราเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์" เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเธอเอง พลังทั้งสองที่เคยแยกจากกัน ตอนนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน ทำให้เธอสามารถใช้เวทมนตร์ได้หลากหลายและทรงพลังยิ่งขึ้น "แต่การรวมพลังนี้ยังไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง" เอราเดียกล่าวต่อ "พลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทราไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่การรวมพลังของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เข้าด้วยกัน แต่มันคือการรวม 'จิตวิญญาณ' ของผู้พิทักษ์เข้าไว้ด้วยกันต่างหาก" "จิตวิญญาณของผู้พิทักษ์?" เอลาริสถามด้วยความสงสัย "ใช่" เอราเดียอธิบาย "คทาสุริยันจันทราถูกสร้างขึ้นจากแก่นแท้ของดวงวิญญาณของผู้พิทักษ์ในอดีตทุกคนที่เคยถือครองมัน และผู้ที่ปรารถนาจะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด พลังที่แท้จริงของมันจะตื่นขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเจ้าสามารถเชื่อมโยงกับดวงวิญญาณเหล่านั้น และดึงพลังของพวกเขามาใช้ให้ได้"
เอราเดียพาเอลาริสไปยังห้องโถงลับอีกแห่งหนึ่งภายในหอคอยแห่งความทรงจำ ห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยรูปปั้นของเหล่านักรบและจอมเวทในอดีต แต่ละรูปปั้นสวมชุดเกราะและถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไป ดวงตาของรูปปั้นเหล่านั้นดูมีชีวิตชีวา ราวกับว่าพวกเขากำลังจับจ้องมองมาที่เอลาริส "นี่คือผู้พิทักษ์ในอดีตทุกคน" เอราเดียกล่าว "พวกเขาได้สละชีวิตเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากมาลากอร์ และทิ้งมรดกแห่งพลังและจิตวิญญาณของพวกเขาไว้เบื้องหลัง" "แล้วฉันจะเชื่อมโยงกับพวกเขาได้อย่างไรคะ?" เอลาริสถาม "จงใช้คทาสุริยันจันทรา" เอราเดียสั่ง "จงหลับตาลง และเชื่อมโยงจิตใจของเจ้าเข้ากับคทา จงรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวมัน และจงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้พิทักษ์ในอดีตเหล่านั้น"
เอลาริสพยักหน้า เธอหลับตาลง กำคทาสุริยันจันทราไว้แน่น เธอพยายามทำสมาธิ พยายามเชื่อมโยงจิตใจของเธอเข้ากับคทา และกับดวงวิญญาณของผู้พิทักษ์ที่อยู่ในห้องโถงนั้น ในตอนแรก เธอรู้สึกถึงความว่างเปล่า แต่ไม่นานเธอก็เริ่มรู้สึกถึงพลังงานที่อ่อนโยนแต่ทรงพลังไหลผ่านเข้ามาในตัวเธอ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและคุ้นเคย ราวกับว่าเธอกำลังถูกโอบกอดโดยครอบครัวที่หายไปนาน เธอรู้สึกถึงความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความปรารถนาที่จะปกป้องโลกใบนี้ ที่ส่งผ่านมาจากดวงวิญญาณเหล่านั้น ภาพในอดีตฉายผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของเธออีกครั้ง เธอเห็นผู้พิทักษ์ในอดีตต่อสู้กับมาลากอร์ เห็นความกล้าหาญของพวกเขา เห็นความเสียสละของพวกเขา และเห็นความรักที่พวกเขามีต่อโลกใบนี้ น้ำตาไหลรินลงมาจากดวงตาของเอลาริส เธอรู้สึกถึงความผูกพันที่แข็งแกร่งกับผู้พิทักษ์เหล่านั้น เธอรู้ว่าเธอไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่เธอมีพวกเขาคอยเคียงข้างเสมอ
"พวกเราอยู่กับเจ้าเอลาริส...จงอย่ากลัว..." เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ทรงพลังดังขึ้นในหูของเธอ "จงเชื่อในตัวเจ้าเอง...และจงปกป้องโลกใบนี้ไว้ให้ได้..." ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากคทาสุริยันจันทรา มันเป็นแสงสีรุ้งที่งดงามและทรงพลัง แสงนั้นแผ่ขยายออกไป ปกคลุมทั่วทั้งห้องโถง รูปปั้นของผู้พิทักษ์ทุกคนส่องแสงเรืองรอง เปล่งประกายแห่งพลังและจิตวิญญาณ เอลาริสเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ เธอรู้สึกว่าเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้พิทักษ์เหล่านั้นแล้ว และพวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอ "ขอบคุณค่ะ...ทุกคน..." เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ฉันจะไม่มีวันทำให้พวกท่านผิดหวัง"
พลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเอลาริสตอนนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ เธอสามารถควบคุมธาตุทั้งห้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสามารถใช้พลังสุริยันและจันทราได้อย่างไร้ขีดจำกัด "เจ้าได้ทำสำเร็จแล้วเอลาริส เจ้าได้รวมจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์" เอราเดียกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ "ตอนนี้เจ้าได้กลายเป็น 'ผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทรา' อย่างแท้จริงแล้ว" เอลาริสมองไปยังเลโอนาร์ด ซาเรล และเฟย์ร่าที่ยืนมองเธออยู่ห่างๆ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความเคารพ "ฉันรู้สึกถึงมันเอลาริส" เฟย์ร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "พลังของเจ้ามัน...ยิ่งใหญ่มากจริงๆ" "เจ้าพร้อมแล้วเอลาริส" เลโอนาร์ดกล่าว "เจ้าพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์"
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเฉลิมฉลองอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นมาจากระยะไกล เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหอคอยแห่งความทรงจำ ทำให้ผนังหินสั่นสะเทือนและเศษหินร่วงหล่นลงมา "นั่นมัน...เสียงของมาลากอร์" ซาเรลกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "มันใกล้เข้ามาแล้ว" เอราเดียกล่าว "สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า มาลากอร์กำลังจะปลดปล่อยตัวเองออกมาจากยอดเขาเงาเพลิง" เอลาริสมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์สองดวงบนท้องฟ้ากำลังเคลื่อนตัวเข้าหากันช้าๆ แสงของพวกมันเริ่มถูกบดบังด้วยเงาอันมืดมิดของสุริยคราส "เราต้องไปที่นั่นเดี๋ยวนี้" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราต้องหยุดมันให้ได้" "ใช่" เลโอนาร์ดพยักหน้า "พวกเราจะไปกับเจ้าเอลาริส"
พวกเขาทั้งหมดเตรียมตัวออกเดินทางสู่ยอดเขาเงาเพลิง จุดหมายสุดท้ายของการเดินทางของพวกเขา เอลาริสกอดคทาสุริยันจันทราไว้แน่น เธอรู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมอยู่ในตัว เธอรู้ว่าเธอได้กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทราอย่างแท้จริงแล้ว เธอไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่เธอมีเพื่อนพ้อง มีบรรพบุรุษ และมีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ทุกคนคอยเคียงข้าง เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมาลากอร์ พร้อมแล้วที่จะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ และพร้อมแล้วที่จะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด
การเดินทางสู่ยอดเขาเงาเพลิงนั้นเป็นไปอย่างเร่งรีบและเต็มไปด้วยความตึงเครียด อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ และมีกลิ่นกำมะถันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำทะมึน และมีฟ้าผ่าสลับกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อพวกเขามาถึงเชิงเขายอดเขาเงาเพลิง พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ภูเขาไฟที่เคยสงบเงียบ ตอนนี้กำลังปะทุอย่างรุนแรง ลาวาเดือดปุดๆ ไหลลงมาตามไหล่เขา เปลวไฟสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และมีควันดำทะมึนลอยขึ้นไปบดบังดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าหากัน "มันเริ่มแล้ว!" เฟย์ร่าตะโกน "เราต้องรีบขึ้นไปบนยอดเขา" เลโอนาร์ดสั่ง "ก่อนที่มาลากอร์จะปลดปล่อยตัวเองออกมาได้สมบูรณ์"
พวกเขาทั้งหมดเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขาเงาเพลิง เส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย ลาวาที่ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว หินที่ร่วงหล่นลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน และลมพายุที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อ เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราสร้างโล่ป้องกันเพื่อปกป้องเพื่อนๆ จากลาวาและหินที่ร่วงหล่น ซาเรลใช้ความว่องไวของเขาในการนำทาง เฟย์ร่าใช้เวทมนตร์เพื่อสร้างทางเดิน และเลโอนาร์ดคอยปกป้องพวกเขาจากปีศาจที่เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาโจมตี เมื่อพวกเขามาถึงใกล้กับยอดเขา พวกเขาก็ได้ยินเสียงคำรามที่น่าสะพรึงกลัวดังขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความแค้น ราวกับว่ามาลากอร์กำลังจะตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
"มันใกล้จะถึงเวลาแล้ว!" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราต้องหยุดมันให้ได้!" พวกเขาทั้งหมดเร่งฝีเท้าขึ้นไปบนยอดเขา เมื่อมาถึงยอดเขา พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น กลางปล่องภูเขาไฟขนาดมหึมา มีเงาร่างขนาดใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นจากลาวาที่เดือดปุดๆ เงาร่างนั้นปกคลุมด้วยความมืดมิด ดวงตาของมันเป็นสีแดงฉานราวกับถ่านเพลิงที่ลุกโชน มันคือมาลากอร์ ราชาปีศาจที่กำลังจะปลดปล่อยตัวเองออกมาจากห้วงลึกของโลก เหนือหัวของมาลากอร์ ดวงจันทร์สองดวงกำลังเคลื่อนตัวเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ แสงของพวกมันถูกบดบังด้วยเงาอันมืดมิดของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ "ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ในที่สุด...ข้าก็เป็นอิสระแล้ว!" มาลากอร์ส่งเสียงหัวเราะอันชั่วร้าย เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก
เอลาริสก้าวเดินออกไปยืนเบื้องหน้ามาลากอร์ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า แสงสีทองและสีเงินหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว "ข้าจะไม่มีวันยอมให้แกทำร้ายโลกใบนี้ มาลากอร์!" เอลาริสตะโกนเสียงดัง มาลากอร์หันมามองเอลาริส ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม "เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ? เจ้ามันก็แค่เด็กสาวที่ไร้เดียงสา ไม่มีทางที่จะต้านทานพลังของข้าได้หรอก!" "ข้าไม่ใช่เด็กสาวที่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว มาลากอร์" เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทรา และข้าจะปกป้องโลกใบนี้ไว้ให้ได้!"

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก