คทาสุริยัน

ตอนที่ 179 — บททดสอบแห่งวิหารวารี

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,086 คำ

เสียงคำรามของปีศาจก้องกังวานไปทั่วหอสมุดแห่งเงาจันทรา ทันทีที่แผนที่วิหารแห่งแสงสุดท้ายปรากฏขึ้น ปีศาจที่มาลากอร์ส่งมาก็ปรากฏกายขึ้นราวกับถูกเรียกขานจากความมืดมิด ร่างกายของมันสูงใหญ่ราวภูผา ผิวหนังเป็นเกล็ดสีดำสนิท มีปีกค้างคาวขนาดมหึมาแผ่กว้าง และดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกายความชั่วร้าย มันคือ ‌‘บาลาธอร์’ หนึ่งในแม่ทัพปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์

“พวกเจ้าไม่มีวันได้ไปถึงวิหารแห่งแสงสุดท้าย!” บาลาธอร์คำราม เสียงของมันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหอสมุด

คาเอลไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าใส่บาลาธอร์ทันที ดาบของเขาฟาดฟันเข้าใส่เกล็ดแข็งของปีศาจ แต่กลับทำได้เพียงแค่สร้างประกายไฟเล็กน้อย ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้เลย

ฟาเอลยิงธนูไฟเข้าใส่ดวงตาของบาลาธอร์ ​แต่ปีศาจก็สะบัดศีรษะหลบได้อย่างรวดเร็ว

ลีออนใช้เวทมนตร์สายฟ้าโจมตีใส่บาลาธอร์ แต่พลังของมันก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่เวทมนตร์ของเขาจะทำอะไรได้

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของคทาสุริยันจันทราให้เต็มที่ เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานสีทองและเงินที่หมุนวนออกมาจากปลายคทาก่อตัวเป็นลูกบอลพลังงานขนาดใหญ่ เธอร่ายเวทมนตร์อันทรงพลังที่เพิ่งเรียนรู้มาจากการเชื่อมโยงกับคทา

“จงสลายไปในแสงแห่งสุริยันจันทรา!” เอลาริสตวาดเสียงก้อง เธอปล่อยลูกบอลพลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่บาลาธอร์

ลูกบอลพลังงานปะทะเข้ากับร่างของบาลาธอร์ เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ‍แสงสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้องโถง บาลาธอร์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เกล็ดสีดำของมันเริ่มหลุดลอกออกไป เผยให้เห็นเนื้อหนังที่ลุกไหม้

แต่บาลาธอร์ก็ไม่ใช่ปีศาจธรรมดา มันทนทานต่อพลังของคทาสุริยันจันทราได้นานกว่าปีศาจตัวก่อนหน้านี้มาก มันยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส

“เจ้า… เจ้ามีพลังที่น่ากลัว… ‌แต่ก็ยังไม่พอที่จะหยุดยั้งข้าได้!” บาลาธอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่โกรธแค้น มันพยายามจะพุ่งเข้ามาโจมตีเอลาริสอีกครั้ง

แต่ก่อนที่มันจะทำได้ พื้นห้องก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงกว่าเดิม เพดานหอสมุดเริ่มพังทลายลงมา

“หอสมุดกำลังจะพังทลายแล้ว!” ลีออนตะโกน “เราต้องรีบออกไปจากที่นี่!”

เอลาริสรู้ว่าเธอไม่สามารถสู้กับบาลาธอร์ได้นานกว่านี้ เธอต้องปกป้องแผนที่และสหายของเธอ

เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเข้าสู่คทาอีกครั้ง ‍คราวนี้เธอไม่ได้ปล่อยพลังโจมตี แต่เธอใช้พลังเวทมนตร์ในการสร้างเกราะป้องกันขนาดใหญ่ขึ้นมาครอบคลุมตัวเธอและสหาย เกราะพลังงานนั้นเป็นสีทองและเงินที่หมุนวนผสมผสานกันอย่างงดงาม

“รีบตามข้ามา!” เอลาริสตะโกน เธอใช้พลังของคทาเปิดทางหนีออกจากหอสมุดที่กำลังพังทลาย

บาลาธอร์พยายามจะตามพวกเขามา แต่มันก็ถูกเศษซากหอสมุดที่พังทลายลงมาทับถมไว้

พวกเขาหนีออกมาจากหอสมุดแห่งเงาจันทราได้ทันเวลา หอสมุดทั้งหลังพังทลายลงมากลายเป็นซากปรักหักพังภายในไม่กี่วินาที เสียงของบาลาธอร์ที่กรีดร้องด้วยความกราดเกรี้ยวค่อยๆ ​จางหายไปภายใต้กองซากปรักหักพัง

เอลาริสและสหายยืนหายใจหอบอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก พวกเขาเหนื่อยล้าอย่างมาก แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่รอดมาได้

“มันรอดไปได้อีกครั้ง” คาเอลกล่าวด้วยความเจ็บใจ “บาลาธอร์เป็นปีศาจที่แข็งแกร่งมาก”

“แต่เราก็ได้แผนที่มาแล้ว” ลีออนกล่าว เขาหยิบแผนที่สามมิติที่เอลาริสเก็บไว้ในกระเป๋าออกมา “นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด”

แผนที่นั้นแสดงตำแหน่งของวิหารแห่งแสงสุดท้าย ​ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกซ่อนเร้นไว้ในหุบเขาลึก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักร

“เราต้องไปที่นั่นให้เร็วที่สุด” เอลาริสกล่าว “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว”

พวกเขาเริ่มเดินทางลงจากยอดเขาทันที มุ่งหน้าสู่ทิศทางที่แผนที่ชี้บอก

การเดินทางครั้งนี้ยากลำบากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พวกเขาต้องผ่านป่าที่หนาทึบ ภูเขาที่สูงชัน และแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ​พวกเขาต้องหลบหนีจากการตามล่าของปีศาจที่มาลากอร์ส่งมาอย่างไม่หยุดหย่อน เอลาริสต้องใช้พลังของคทาในการต่อสู้และปกป้องสหายของเธอหลายครั้ง

หลายวันผ่านไป ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงหุบเขาลึกที่แผนที่ชี้บอก หุบเขานั้นเต็มไปด้วยพืชพรรณที่เขียวขจี มีน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงมาจากหน้าผาสูง สร้างลำธารที่ใสสะอาดไหลคดเคี้ยวไปตามหุบเขา อากาศที่นี่บริสุทธิ์และสดชื่น ราวกับว่าความมืดมิดของมาลากอร์ไม่อาจเข้าถึงได้

“นี่คือหุบเขาที่ซ่อนวิหารแห่งแสงสุดท้ายไว้” ลีออนกล่าว “ดูเหมือนว่าเวทมนตร์โบราณจะปกป้องสถานที่แห่งนี้ไว้”

พวกเขาเดินสำรวจไปตามลำธาร จนกระทั่งมาถึงบริเวณน้ำตกขนาดใหญ่ เบื้องหลังม่านน้ำตกที่ใสสะอาด มีทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง ทางเข้าถ้ำนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสสีเขียวชอุ่ม

“นั่นคือวิหารแห่งแสงสุดท้าย” เอลาริสกล่าวด้วยความตื่นเต้น

แต่ก่อนที่พวกเขาจะเข้าไป เสียงของมาลากอร์ก็ดังก้องขึ้นมาในหัวของเอลาริสอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าจะหาศิลาแห่งแสงนิรันดร์ได้ง่ายๆ หรือ… มันถูกปกป้องโดยพลังที่เจ้าไม่อาจจินตนาการได้… เจ้าจะไม่มีวันได้มันไป!”

เอลาริสกำคทาแน่น เธอไม่สนใจเสียงของมาลากอร์อีกต่อไปแล้ว เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไร

พวกเขาเดินผ่านม่านน้ำตกเข้าไปในถ้ำ ภายในถ้ำนั้นมืดมิด แต่ก็มีแสงเรืองรองสีฟ้าอ่อนๆ ที่มาจากผลึกที่ฝังอยู่ตามผนังถ้ำ ทำให้มองเห็นทางเดินได้

ทางเดินในถ้ำวกวนและแคบ บางครั้งก็ต้องปีนป่ายไปตามโขดหินที่ลื่นและขรุขระ พวกเขาต้องระวังตัวจากกับดักที่ซ่อนอยู่ตามทาง

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงโถงกว้างแห่งหนึ่ง ใจกลางห้องโถงมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ใสสะอาดราวกับกระจก เบื้องบนของสระน้ำมีรูปปั้นของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ นางสวมชุดคลุมที่ดูคล้ายกับชุดของราชินีเอเธล มือของนางกอดศิลาที่เปล่งแสงสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์

“นั่นคือศิลาแห่งแสงนิรันดร์!” เอลาริสอุทาน

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เข้าไปใกล้ สระน้ำก็เริ่มสั่นสะเทือน น้ำในสระเริ่มหมุนวนเป็นเกลียว ก่อนที่จะพุ่งขึ้นมาเป็นรูปร่างของมังกรน้ำขนาดมหึมา ดวงตาของมังกรน้ำเป็นสีฟ้าเข้มที่จ้องมองมายังพวกเขา

“ผู้ใดมิใช่สายเลือดแห่งสุริยันจันทรา ไม่อาจก้าวล่วงสู่ศิลาแห่งแสงนิรันดร์” เสียงของมังกรน้ำดังก้องไปทั่วโถง “จงกลับไปเสีย ก่อนที่พวกเจ้าจะต้องพบกับความพินาศ”

“เราคือผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทรา” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “เรามาที่นี่เพื่อนำศิลาแห่งแสงนิรันดร์ไปหยุดยั้งมาลากอร์”

“พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ” มังกรน้ำกล่าว “จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าคู่ควรที่จะเป็นผู้ถือครองศิลาแห่งแสงนิรันดร์”

มังกรน้ำพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาอย่างรวดเร็ว มันพ่นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากเข้าใส่ พวกเขาต้องหลบหลีกอย่างยากลำบาก

คาเอลพยายามจะฟันดาบเข้าใส่ แต่ดาบของเขาก็ผ่านทะลุร่างของมังกรน้ำไปราวกับอากาศธาตุ

ฟาเอลยิงธนูเข้าใส่ แต่ลูกธนูก็ทำอะไรมังกรน้ำไม่ได้เลย

ลีออนใช้เวทมนตร์น้ำแข็งพยายามจะตรึงมังกรน้ำไว้ แต่มันก็สามารถหลุดพ้นออกมาได้อย่างง่ายดาย

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังของคทาสุริยันจันทราในการต่อสู้กับมังกรน้ำ เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานสีทองและเงินพุ่งออกมาจากปลายคทา เธอร่ายเวทมนตร์สายฟ้าเข้าใส่ร่างของมังกรน้ำ

กระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างของมังกรน้ำ ทำให้มันส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ยังคงไม่ยอมแพ้

เอลาริสรู้ว่าเธอไม่สามารถเอาชนะมังกรน้ำด้วยพลังโจมตีเพียงอย่างเดียว เธอต้องหาวิธีที่จะพิสูจน์ให้มันเห็นว่าเธอคู่ควร

เธอหลับตาลง พยายามที่จะเชื่อมโยงกับพลังงานของน้ำในสระ พลังงานของธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเธอ เธอรู้สึกถึงความสงบและความบริสุทธิ์ของน้ำ

เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีฟ้าอ่อนๆ เธอชูคทาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้ปล่อยพลังโจมตี แต่เธอใช้พลังของคทาในการควบคุมธาตุน้ำ เธอร่ายเวทมนตร์แห่งการเชื่อมโยงเข้าสู่สระน้ำ

น้ำในสระเริ่มสั่นสะเทือน มันไม่ได้โจมตีมังกรน้ำ แต่มันกลับโอบล้อมมังกรน้ำไว้ ราวกับจะปลอบประโลม

มังกรน้ำหยุดการโจมตี มันจ้องมองเอลาริสด้วยความประหลาดใจ

“เจ้า… เจ้าเข้าใจพลังของน้ำ” มังกรน้ำกล่าว “เจ้าไม่ได้พยายามที่จะทำลายข้า แต่เจ้าพยายามที่จะเชื่อมโยงกับข้า”

เอลาริสพยักหน้า “เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำลาย แต่เรามาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ เราต้องการศิลาแห่งแสงนิรันดร์เพื่อปกป้องโลก”

มังกรน้ำมองเอลาริสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆ สลายร่างกลายเป็นน้ำในสระดังเดิม

น้ำในสระกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง รูปปั้นหญิงสาวเบื้องบนสระก็เปล่งแสงสีทองอร่ามออกมา ศิลาแห่งแสงนิรันดร์ที่อยู่ในมือของรูปปั้นก็ส่องประกายเจิดจ้าขึ้น

“เจ้าผ่านบททดสอบแล้ว ผู้สืบทอดแห่งสุริยันจันทรา” เสียงของมังกรน้ำดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง “จงนำศิลาแห่งแสงนิรันดร์ไปทำตามพันธสัญญาของเจ้า”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้รูปปั้น ค่อยๆ หยิบศิลาแห่งแสงนิรันดร์ออกมาจากมือของรูปปั้น ศิลาขนาดเท่ากำปั้นมือเปล่งแสงสีทองอร่าม มันเป็นพลังงานที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

เมื่อเธอถือศิลาแห่งแสงนิรันดร์ไว้ในมือ เธอรู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง พลังของคทาสุริยันจันทราที่สมบูรณ์ กับพลังของศิลาแห่งแสงนิรันดร์ มันคือพลังที่จะสามารถหยุดยั้งมาลากอร์ได้

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่เธอต้องแบกรับไว้บนบ่า

สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว และเธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!