คทาสุริยัน

ตอนที่ 180 — อาณาจักรลอยฟ้าและพันธกิจสุดท้าย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,102 คำ

เมื่อเอลาริสฟื้นคืนสติ เธอก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงนุ่มสบายในห้องโถงที่สว่างไสว เพดานห้องทำจากผลึกใส เผยให้เห็นห้วงอวกาศอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ แสงจากดวงดาวสาดส่องเข้ามาในห้อง สร้างบรรยากาศที่เหนือจริงและงดงามราวกับความฝัน “เอลาริส! เจ้าฟื้นแล้ว!” เสียงของไลราดังขึ้นด้วยความโล่งใจ เธอหันไปมอง ‌เห็นไลรา คาเอล และฟาเอลันกำลังยืนอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของพวกเขามีแต่ความห่วงใย “ข้าอยู่ที่ไหน” เอลาริสถาม เสียงของเธอแหบแห้ง “เจ้าอยู่ใน ‘บัลลังก์แห่งดวงดาว’ ” ​ฟาเอลันกล่าว “หลังจากที่เจ้าใช้พลังผนึกมาลากอร์ชั่วคราว พวกเราก็ช่วยกันนำเจ้าเข้ามาที่นี่” เอลาริสพยายามลุกขึ้นนั่ง ร่างกายของเธอยังคงรู้สึกอ่อนล้า แต่บาดแผลภายนอกได้หายดีแล้ว “มาลากอร์ล่ะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง “มันถูกผนึกไว้ได้ชั่วคราว” คาเอลตอบ “แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะอยู่ได้นานนัก” “เราต้องรีบทำอะไรบางอย่าง” ‍เอลาริสกล่าว “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ยังคงสมบูรณ์อยู่ใช่ไหม” ฟาเอลันพยักหน้า “ใช่เอลาริส นี่คือช่วงเวลาที่พลังแห่งสุริยันจันทราจะแข็งแกร่งที่สุด และเป็นเวลาเดียวที่เราจะสามารถผนึกมาลากอร์ได้อย่างถาวร”

เอลาริสมองไปรอบๆ ห้องโถง มันเป็นสถานที่ที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ผนังห้องประดับด้วยภาพสลักของเทพเจ้าและวีรบุรุษโบราณ ‌แท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องโถงมีสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์สลักอยู่ และเหนือแท่นบูชานั้น มีช่องเปิดขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และดวงจันทร์ทั้งสองดวงที่รวมเป็นหนึ่งเดียว “นี่คือ ‘แท่นบูชาแห่งพันธสัญญา’ ” ฟาเอลันอธิบาย “เป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษของเจ้าเคยใช้เพื่อติดต่อกับพลังแห่งดวงดาว ‍และเป็นสถานที่ที่เจ้าจะต้องทำตามพันธสัญญาสุดท้ายของราชวงศ์สุริยันจันทรา” เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากมัน มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ “คทาของข้าอยู่ไหน” เธอถาม ไลรายื่นคทาสุริยันจันทราคืนให้เธอ คทาเปล่งประกายอ่อนๆ ในมือของเอลาริส ราวกับกำลังรอคอยภารกิจสุดท้าย

“คทากำลังบอกข้าว่า” เอลาริสกล่าว ​“การผนึกมาลากอร์อย่างถาวรนั้น ต้องการมากกว่าพลังเวทมนตร์ มันต้องการการเสียสละ และการเชื่อมโยงกับแก่นแท้ของโลกใบนี้” “การเสียสละ?” คาเอลถามด้วยความเป็นห่วง “ใช่” ฟาเอลันกล่าว “ตามตำนานโบราณ การผนึกปีศาจที่ทรงพลังอย่างมาลากอร์นั้น ​ต้องใช้พลังงานจาก ‘ดวงจิตแห่งชีวิต’ ที่หลับใหลอยู่ในบัลลังก์แห่งดวงดาวแห่งนี้” “ดวงจิตแห่งชีวิต?” ไลราถาม “มันคือแก่นแท้ของพลังงานแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง” ฟาเอลันอธิบาย “มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และเป็นอมตะ และมันถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่เพื่อใช้ในยามที่โลกเผชิญกับภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด” เอลาริสเดินไปที่แท่นบูชา เธอวางคทาสุริยันจันทราลงบนแท่น ​ทันใดนั้น แท่นบูชาก็เรืองแสงขึ้น แสงนั้นสว่างจ้าจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร เสียงกระซิบจากบรรพบุรุษดังก้องอยู่ในจิตใจของเอลาริสอีกครั้ง “จงเชื่อมโยงกับดวงจิตแห่งชีวิต... จงใช้พลังของเจ้าเพื่อนำพาความสมดุลกลับคืนสู่โลก... และจงเป็นแสงสว่างนิรันดร์”

เอลาริสหลับตาลง เธอสัมผัสถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในบัลลังก์แห่งดวงดาว มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และอบอุ่น เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ ราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เธอรวบรวมพลังทั้งหมดในกาย เธอชูมือขึ้นเหนือศีรษะ และร่ายมนตร์แห่งการเชื่อมโยงกับดวงจิตแห่งชีวิต “โอ้ ดวงจิตแห่งชีวิต! จงตื่นขึ้น! จงมอบพลังแก่ข้า! เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด!” ทันใดนั้น แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็พุ่งขึ้นมาจากแท่นบูชา มันไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่มันเป็นพลังงานที่จับต้องได้ พลังงานนั้นพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเอลาริส ทำให้เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่างกาย ราวกับดวงจิตของเธอกำลังถูกฉีกกระชากออกจากกัน การเชื่อมโยงกับพลังงานอันมหาศาลนี้มันยากลำบากเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ “เอลาริส!” ไลราร้องด้วยความเป็นห่วง “อย่าหยุดเอลาริส!” ฟาเอลันเตือน “เจ้าต้องอดทน!” เอลาริสกัดฟัน เธอรู้ว่าเธอต้องทำสำเร็จ เธอไม่สามารถทำให้โลกใบนี้ผิดหวังได้ เธอไม่สามารถทำให้เพื่อนๆ ของเธอผิดหวังได้ และเธอไม่สามารถทำให้บรรพบุรุษของเธอผิดหวังได้

เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมด เธอควบคุมพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอนำพลังงานนั้นเข้าสู่คทาสุริยันจันทรา คทาเปล่งประกายเจิดจรัสกว่าที่เคย สัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนคทาหมุนวนอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น เสียงคำรามอันชั่วร้ายก็ดังก้องไปทั่วบัลลังก์แห่งดวงดาว มาลากอร์ได้หลุดพ้นจากการผนึกชั่วคราวแล้ว! ร่างของมันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเบื้องนอก ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงฉาน และปีกของมันแผ่ขยายออกไปจนบดบังแสงของดวงจันทร์

“เจ้าคิดว่าจะหนีข้าพ้นงั้นหรือ ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” มาลากอร์คำราม “บัลลังก์แห่งดวงดาวก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้!” มาลากอร์พุ่งเข้าใส่บัลลังก์แห่งดวงดาว มันปล่อยพลังงานมืดเข้าใส่เกราะป้องกันของป้อมปราการนั้น เกราะนั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง คาเอลและไลราเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ พวกเขาหยิบอาวุธขึ้นมา แต่พวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถสู้กับมาลากอร์ได้ “พวกเจ้าถ่วงเวลาให้ข้า!” เอลาริสตะโกน “ข้าต้องการเวลาอีกนิดเดียว!” คาเอลและไลราพยักหน้า พวกเขาพุ่งออกไปเผชิญหน้ากับมาลากอร์อย่างกล้าหาญ ฟาเอลันร่ายมนตร์ป้องกันเสริม เพื่อให้บัลลังก์แห่งดวงดาวสามารถทนทานการโจมตีได้นานที่สุด

เอลาริสยังคงยืนอยู่บนแท่นบูชา เธอหลับตาลง เธอสัมผัสได้ถึงการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นข้างนอก เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดของโลกใบนี้ที่กำลังถูกคุกคาม แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่น เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะ “จงรวมเป็นหนึ่งเดียว! พลังแห่งสุริยันจันทรา! พลังแห่งดวงจิตแห่งชีวิต! จงผนึกความมืดมิดนิรันดร์!” แสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกจากคทาของเอลาริส มันไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่เป็นกระแสพลังงานอันมหาศาลที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันพุ่งทะลุเพดานผลึกออกไปสู่ห้วงอวกาศ และพุ่งเข้าใส่มาลากอร์โดยตรง

มาลากอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากแสงนั้นได้ แสงนั้นห่อหุ้มร่างของมันไว้ ราวกับกำลังกลืนกินมันเข้าไป ร่างของมาลากอร์เริ่มแตกสลายเป็นเศษเสี้ยวของความมืดมิด มันพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อแสงสว่างจางลง มาลากอร์ก็หายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าบนห้วงอวกาศ และความเงียบสงัด เอลาริสทรุดตัวลงบนแท่นบูชา คทาในมือของเธอหลุดออกจากมือและตกลงบนพื้น เธอรู้สึกอ่อนเพลียอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับพลังชีวิตของเธอได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น

คาเอล ไลรา และฟาเอลันรีบวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเป็นห่วง “เอลาริส!” ไลราร้อง เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนแรง “ข้า... ข้าทำสำเร็จแล้ว” เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงจันทร์ทั้งสองดวงยังคงรวมเป็นหนึ่งเดียว แสงของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่สาดส่องลงมาบนบัลลังก์แห่งดวงดาว โลกใบนี้ได้รับการปกป้องแล้ว ความมืดมิดได้ถูกผนึกไว้ได้สำเร็จ แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ เอลาริสก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มันเป็นพลังงานมืดที่แผ่วเบา แต่ก็มุ่งร้าย “มันยังไม่จบ” เอลาริสพึมพำ “มาลากอร์อาจจะถูกผนึก แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความมืดมิดยังคงอยู่”

ฟาเอลันมองไปยังดวงจันทร์ทั้งสองดวงที่กำลังจะแยกจากกัน “สุริยคราสกำลังจะสิ้นสุดลง” เอลาริสรู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เธอพยายามลุกขึ้นยืน เธอหยิบคทาสุริยันจันทราขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าต้องใช้พลังของคทาเพื่อชำระล้างพลังงานมืดที่หลงเหลืออยู่” เธอกล่าว เธอชูคทาขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง เธอรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ แสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกจากคทาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันพุ่งกระจายออกไปทั่วห้วงอวกาศ ราวกับกำลังชำระล้างทุกสิ่งทุกอย่าง

แสงนั้นสว่างไสวและอบอุ่น มันไม่ใช่แค่การชำระล้าง แต่เป็นการเยียวยา มันนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่โลกใบนี้ เมื่อแสงสว่างจางลง เอลาริสก็ทรุดตัวลงอีกครั้ง คทาในมือของเธอกลายเป็นเพียงแท่งไม้ธรรมดา มันไม่มีแสงสว่าง ไม่มีความรู้สึกใดๆ ราวกับพลังของมันได้หมดลงแล้ว “คทา...” เอลาริสพึมพำ ฟาเอลันเดินเข้ามาใกล้ “มันได้ทำตามพันธสัญญาของมันแล้วเอลาริส มันได้มอบพลังทั้งหมดให้แก่เจ้า และตอนนี้มันก็กลับสู่สภาพเดิม” เอลาริสมองไปยังคทาในมือของเธอ แม้จะไม่มีพลังงานหลงเหลืออยู่ แต่มันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางของเธอ สัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และมิตรภาพ

“เราทำสำเร็จแล้ว” ไลรากล่าว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข คาเอลพยักหน้า เขาวางมือบนไหล่ของเอลาริส “เจ้าคือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงเอลาริส” เอลาริสมองไปยังเพื่อนๆ ของเธอ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดหายไปในทันที เหลือไว้เพียงความสุขและความอิ่มเอมใจ เธอได้ทำตามพันธสัญญาของบรรพบุรุษแล้ว เธอได้ปกป้องโลกใบนี้แล้ว และเธอได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเธอแล้ว ดวงจันทร์ทั้งสองดวงได้แยกจากกันแล้ว แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามาในบัลลังก์แห่งดวงดาวอีกครั้ง การเดินทางของเอลาริสอาจจะจบลงแล้ว แต่เรื่องราวของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เธอคือแสงสว่างแห่งความหวัง ผู้ที่จะนำพาโลกใบนี้ไปสู่อนาคตที่สดใส

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!