คทาสุริยัน

ตอนที่ 56 — วิหารดาราพราย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,711 คำ

ลมหายใจของเอลาริสสั่นพร่าขณะก้าวเข้าสู่เขตแดนของวิหารดาราพราย สถานที่ซึ่งเลือนหายไปจากตำนานนับพันปี บัดนี้ปรากฏเบื้องหน้าด้วยความโอ่อ่าและปริศนาที่ยากจะหยั่งถึง ผืนป่ารอบด้านที่เคยเขียวขจีราวกับพรมกำมะหยี่ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยหมู่แมกไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้า ลำต้นบิดเกลียวราวกับงูยักษ์ที่หลับใหล ปกคลุมด้วยมอสและไลเคนเรืองแสงสีเงินยวงยามต้องแสงจันทร์ทอประกายเรื่อเรือง ความเงียบสงบที่นี่ไม่ใช่ความสงบของธรรมชาติทั่วไป ‌หากแต่เป็นความเงียบงันที่หนักอึ้ง เปี่ยมไปด้วยพลังเวทมนตร์อันเก่าแก่ที่แผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ทั่วสรรพางค์กาย

เบื้องหน้าของพวกเขามีซุ้มประตูหินอ่อนสีนวลผ่องขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านอยู่ราวกับประตูสู่มิติอื่น แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงเป็นรูปดวงดาว กลุ่มกาแล็กซี และเทหวัตถุในห้วงอวกาศที่หมุนวนอย่างไม่สิ้นสุด ประตูบานคู่ทำจากโลหะผสมสีดำสนิทที่ดูคล้ายอุกกาบาต ​ถูกประดับด้วยอัญมณีสีครามเข้มที่ส่องประกายระยิบระยับคล้ายดวงตาแห่งรัตติกาล มันไม่ได้ปิดสนิท แต่แง้มออกเพียงเล็กน้อยพอให้สายลมเย็นยะเยือกที่พัดพาเอากลิ่นอายของความเก่าแก่และเวทมนตร์โบราณเล็ดลอดออกมาทักทาย

“นี่คือวิหารดาราพรายอย่างนั้นหรือ…” เฟย์พึมพำ น้ำเสียงเจือความทึ่งและหวาดระแวง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทาง มือขวาจับคันธนูแน่น “ดูเหมือนไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คนทั่วไปจะพึงประสงค์จะเข้ามาสักเท่าไร”

ไครานที่ยืนระวังหลังให้เอลาริสก็พยักหน้าเห็นด้วย ‍สีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ “พลังเวทที่นี่หนาแน่นมาก ข้าไม่เคยสัมผัสได้ถึงพลังที่เข้มข้นขนาดนี้มาก่อนเลย” เขาถอนดาบออกมาจากฝักช้าๆ แสงสะท้อนจากคมดาบวูบไหวในความมืด “พวกเราต้องระมัดระวังให้มาก”

ลอร์เดน ผู้คงแก่เรียนและนักเวทประจำคณะ ก้าวเข้ามาใกล้เอลาริส ‌ดวงตาที่มักจะเต็มไปด้วยประกายแห่งความอยากรู้อยากเห็น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง “ตำนานเล่าว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์สุริยันจันทราแต่ครั้งบรรพกาล เพื่อเป็นสถานที่บ่มเพาะพลังและเชื่อมโยงกับห้วงจักรวาล เชื่อกันว่าที่นี่คือจุดบรรจบของสายธารเวทมนตร์จากดวงดาวและดวงจันทร์ทั้งสองดวง” เขากวาดมือไปทางซุ้มประตู “แต่ไม่มีใครเคยพบมันอีกเลยหลังจากกาลเวลาล่วงเลยไปหลายพันปี จนกระทั่งแผนที่โบราณที่ท่านราชินีเคยใช้ได้ชี้ทางมา”

เอลาริสเงยหน้ามองประตูบานใหญ่ ‍ความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าครอบงำเธอ ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เหมือนมีบางสิ่งดึงดูดเธอจากภายใน เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ ตอบสนองต่อพลังเวทอันเก่าแก่ของวิหารอย่างรุนแรง คทาสุริยันจันทราที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเธอเริ่มเปล่งประกายเรืองรองสีทองอ่อนๆ และสีเงินจางๆ ​สลับกัน

“ข้ารู้สึก… เหมือนมีบางสิ่งเรียกหาข้าจากข้างใน” เอลาริสกล่าวเสียงแผ่วเบา “มันไม่ใช่แค่พลังเวท แต่มันเป็นเหมือนเสียงกระซิบจากบรรพบุรุษ”

“นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดี” ลอร์เดนพยักหน้า “วิหารแห่งนี้อาจจดจำทายาทของราชวงศ์ได้”

ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวผ่านประตูนั้นเอง ทันใดนั้น ​แสงสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ก่อตัวเป็นร่างโปร่งแสงของสตรีผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์พลิ้วไหวราวกับเมฆหมอก รูปร่างงดงามราวภาพวาด ดวงตาของนางสุกใสราวกับดวงดาวนับพันที่รวมกันอยู่ในความมืด นางยืนอยู่เบื้องหน้าประตู ราวกับผู้พิทักษ์ไร้กาลเวลา

“ผู้ใดบังอาจรุกล้ำเขตแดนศักดิ์สิทธิ์?” เสียงของนางก้องกังวาน ​นุ่มนวลทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจ ราวเสียงเพลงจากสรวงสวรรค์ที่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา

ไครานก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ตั้งท่าเตรียมพร้อม “พวกเรามาที่นี่ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ขออภัยหากเป็นการรบกวน แต่พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากพลังของวิหารแห่งนี้”

สตรีโปร่งแสงกวาดสายตามาที่เอลาริส นัยน์ตาของนางหยุดนิ่งที่คทาสุริยันจันทราที่เรืองรองในมือของเอลาริส รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง ก่อนที่นางจะโค้งคำนับอย่างสง่างาม “ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเจ้า ท่านทายาทแห่งสุริยันจันทรา”

เอลาริสตกตะลึงกับคำกล่าวของนาง “ท่าน… ท่านรู้จักข้าหรือ”

“ข้าคือเอเธล ผู้พิทักษ์วิญญาณแห่งวิหารดาราพราย ข้าเฝ้ารอคอยการกลับมาของท่านมานานแสนนาน” เอเธลตอบ “พลังของท่าน… ข้าสัมผัสได้ถึงสายเลือดของราชวงศ์โบราณที่ไหลเวียนอยู่ในตัวท่านอย่างเข้มข้น” นางยื่นมือโปร่งแสงออกมา “จงตามข้ามาเถิด ท่านจะต้องฝึกฝนตนเองให้พร้อม สำหรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่”

เอลาริสพยักหน้าอย่างช้าๆ ความตื่นเต้นและความหวาดหวั่นผสมปนเปกันไปหมด เธอรู้สึกว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธอ เธอหันไปมองสหายของเธอ

“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไร” เธอพยายามส่งยิ้มให้ทุกคน แต่ก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย

“พวกเราจะรออยู่ตรงนี้” ไครานตอบ “หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล พวกเราจะเข้าไปช่วยท่านทันที”

“เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก” เอเธลกล่าวเสียงนุ่มนวล “ภายในวิหารดาราพรายนี้ ปลอดภัยจากภัยภายนอกทุกประการ แต่สิ่งที่ท่านจะต้องเผชิญนั้น อาจจะท้าทายยิ่งกว่าศัตรูใดๆ ที่เคยเจอมา”

จากนั้น เอเธลก็โบกมือ แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็พุ่งออกจากร่างของนาง โอบล้อมเอลาริสไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะลอยผ่านซุ้มประตูเข้าไปในวิหารอย่างช้าๆ ประตูโลหะสีดำสนิทก็ปิดลงอย่างเงียบเชียบ ราวกับไม่เคยมีใครเปิดมันมาก่อน

ภายในวิหารดาราพรายนั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่คาดไว้มาก มันไม่ใช่แค่ห้องโถง แต่เป็นเหมือนโลกอีกใบที่ถูกสร้างขึ้นจากเวทมนตร์และจินตนาการ ผนังวิหารสูงเสียดฟ้าประดับประดาด้วยอัญมณีเรืองแสงที่จำลองกลุ่มดาวต่างๆ แสงสว่างภายในวิหารมาจากหินผลึกขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ส่องประกายระยิบระยับคล้ายดวงอาทิตย์ขนาดเล็กที่ถูกตรึงไว้กับที่ พื้นวิหารทำจากหินอ่อนสีดำขลับ สะท้อนแสงดาวและกลุ่มกาแล็กซีที่ประดับอยู่บนเพดานได้ราวกับผิวน้ำที่นิ่งสงบ

เอเธลนำทางเอลาริสเดินลึกเข้าไปในวิหาร ผ่านทางเดินที่คดเคี้ยวและห้องโถงต่างๆ ที่เต็มไปด้วยวัตถุเวทมนตร์โบราณ รูปปั้นเทพเจ้าแห่งดวงดาว และภาพวาดฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต ภาพเหล่านั้นแสดงถึงเหล่ากษัตริย์และราชินีผู้ทรงพลัง ผู้ใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อปกป้องโลกจากความมืดมิด และภาพของมาลากอร์ ราชาปีศาจผู้ซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยพลังของคทานี้

“วิหารแห่งนี้คือห้องสมุดแห่งกาลเวลา เป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมความรู้และพลังของราชวงศ์สุริยันจันทรา” เอเธลอธิบายขณะที่พวกเขากำลังเดิน “ท่านจะต้องเชื่อมโยงกับพลังเหล่านี้ ทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษ และปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรา”

พวกเขามาถึงห้องโถงใหญ่ที่สุดใจกลางวิหาร ที่นี่มีแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตั้งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยวงแหวนเวทมนตร์ที่เรืองแสงไม่หยุดหย่อน เหนือแท่นบูชานั้นมีแท่งผลึกขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่เพดาน ราวกับเสาแห่งแสงที่เชื่อมโยงวิหารเข้ากับห้วงจักรวาล

“จงขึ้นไปยืนบนแท่นบูชานั้น” เอเธลบอกเอลาริส “แล้วจงปล่อยใจให้ว่างเปล่า เปิดรับพลังจากวิหาร ปล่อยให้มันไหลเวียนเข้าสู่จิตวิญญาณของท่าน”

เอลาริสก้าวขึ้นไปบนแท่นบูชาอย่างช้าๆ เธอวางคทาสุริยันจันทราลงบนแท่นหินที่ถูกเจาะไว้สำหรับคทานี้โดยเฉพาะ ทันทีที่คทาแตะกับแท่นบูชา แสงสีทองและเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ผสานรวมกับแสงจากวงแหวนเวทมนตร์และแท่งผลึกกลางห้อง แสงเหล่านั้นล้อมรอบตัวเอลาริส ราวกับเกราะแห่งพลังงาน

“จงหลับตาลง” เอเธลสั่ง “และจงฟังเสียงกระซิบของดวงดาว จงสัมผัสถึงลมหายใจของจักรวาล”

เอลาริสหลับตาลงอย่างช้าๆ ความรู้สึกอบอุ่นและเย็นยะเยือกในเวลาเดียวกันเข้าครอบคลุมเธอ เสียงกระซิบแผ่วเบาเริ่มดังขึ้นในหัวของเธอ ไม่ใช่เสียงที่ชัดเจน แต่เป็นเหมือนคลื่นแห่งความทรงจำและอารมณ์ที่ไหลบ่าเข้ามา เธอเห็นภาพลางๆ ของผู้คนในอดีต เห็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ เห็นเวทมนตร์ที่เคยรุ่งเรืองและบัดนี้กำลังจะเลือนหายไป

เธอรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเธอกำลังลอยหลุดออกจากร่างกาย ล่องลอยไปในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล เธอเห็นดวงดาวนับพันล้านดวง หมุนวนรอบตัวเธอ เห็นกาแล็กซีที่ส่องประกายระยิบระยับ และเห็นดวงจันทร์คู่ที่โคจรอยู่เคียงข้างกันอย่างเงียบงัน

ภาพเหล่านั้นสลับซับซ้อนและรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะประมวลผลได้ทั้งหมด แต่ในห้วงลึกของจิตใจ เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ไม่อาจปฏิเสธได้กับทุกสิ่งที่เธอเห็น เธอคือส่วนหนึ่งของมัน และมันคือส่วนหนึ่งของเธอ

พลังเวทมนตร์จากวิหารเริ่มไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างไม่ขาดสาย มันไม่ใช่แค่การเติมเต็มพลัง แต่เป็นการปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ภายในตัวเธอให้ตื่นขึ้นมา แสงสีทองและสีเงินเริ่มเปล่งประกายออกมาจากตัวเธอ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลืนกินร่างของเธอไปทั้งหมด

“จงเชื่อมโยงกับแก่นแท้แห่งสุริยันและจันทรา” เสียงของเอเธลดังก้องในหัวของเอลาริส “สุริยันคือพลังแห่งชีวิต แสงสว่าง และการสร้างสรรค์ จันทราคือพลังแห่งจิตวิญญาณ ความลึกลับ และการทำลายล้าง จงรวมพลังทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวในตัวเจ้า”

เอลาริสพยายามทำตามคำแนะนำของเอเธล เธอจดจ่อกับพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ พลังแห่งสุริยันอันร้อนแรงและพลังแห่งจันทราอันเยือกเย็น เธอนึกถึงแสงอาทิตย์ยามเช้าที่อบอุ่น นึกถึงความงดงามของแสงจันทร์ในคืนไร้ดาว เธอพยายามผสานรวมความรู้สึกทั้งสองเข้าด้วยกัน

มันยากลำบากยิ่งกว่าที่คิด ราวกับพยายามจับดวงดาวสองดวงที่โคจรไปคนละทิศทางให้มาบรรจบกัน ความขัดแย้งภายในจิตใจของเธอเริ่มก่อตัวขึ้น เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกดึงรั้งจากสองขั้วพลัง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอรู้ว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ เธอต้องทำมันให้ได้

เธอระลึกถึงใบหน้าของสหาย ระลึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ถูกมาลากอร์คุกคาม ระลึกถึงความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินโลก ความมุ่งมั่นของเธอแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี พยายามดึงพลังทั้งสองเข้ามารวมกันที่จุดศูนย์กลางของจิตวิญญาณ

ทันใดนั้นเอง ภาพของมาลากอร์ก็แวบเข้ามาในห้วงความคิดของเธอ ใบหน้าอันชั่วร้าย ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำเธอ ความสงสัยในตัวเองเริ่มกัดกินจิตใจของเธอ ‘ข้าจะทำได้จริงๆ หรือ ข้ามีพลังมากพอที่จะต่อกรกับปีศาจร้ายเช่นนั้นหรือ’

“อย่าให้ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของเจ้า” เสียงของเอเธลดังก้องขึ้นอีกครั้ง “ความมืดมิดจะพยายามแทรกซึมเข้ามาในห้วงจิตวิญญาณของเจ้าเสมอ จงเข้มแข็งและจงเชื่อมั่นในตนเอง”

เอลาริสพยายามสะบัดภาพของมาลากอร์ออกไปจากความคิด เธอจดจ่ออยู่กับความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับสุริยันและจันทราอีกครั้ง เธอเริ่มมองเห็นภาพของราชวงศ์สุริยันจันทราในอดีต พวกเขาไม่ได้มีพลังที่ไร้ขีดจำกัด แต่พวกเขามีหัวใจที่กล้าหาญและความเชื่อมั่นในความถูกต้อง พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่ต่อสู้เคียงข้างกับผู้คนของพวกเขา

เธอไม่ใช่แค่ทายาท เธอคือผู้พิทักษ์ เธอคือความหวังสุดท้าย

ในที่สุด เธอก็สัมผัสได้ถึงจุดที่พลังทั้งสองผสานรวมกันได้สำเร็จ ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการยอมรับซึ่งกันและกัน สุริยันไม่ได้ครอบงำจันทรา และจันทราก็ไม่ได้บดบังสุริยัน ทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นพลังใหม่ที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม

แสงสีทองและสีเงินที่ล้อมรอบตัวเอลาริสเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม ก่อนที่มันจะพุ่งขึ้นสู่เพดานวิหาร และกระจายออกไปทั่วทั้งวิหารดาราพราย อัญมณีที่ประดับอยู่บนผนังและเพดานส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ตื่นจากการหลับใหล เสียงดนตรีอันไพเราะราวกับเสียงจากสวรรค์ดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ราวกับวิหารทั้งวิหารกำลังขับขานบทเพลงแห่งการตื่นขึ้น

เอลาริสลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทองและสีเงินที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เธอรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่ไม่ใช่เพียงแค่พลังกาย แต่เป็นความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ เธอรู้สึกถึงความชัดเจนในภารกิจของเธอ และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รออยู่

คทาสุริยันจันทราที่วางอยู่บนแท่นบูชาเปล่งประกายสุกใสยิ่งกว่าเดิม มันไม่ได้เป็นเพียงแค่คทาอีกต่อไป แต่มันคือส่วนหนึ่งของเธอ เป็นเหมือนแขนขาที่สามที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของเธออย่างสมบูรณ์

“ยินดีด้วย ท่านเอลาริส” เอเธลกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ท่านได้เชื่อมโยงกับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทราแล้ว พลังที่แท้จริงของท่านได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น”

เอลาริสมองไปที่คทาสุริยันจันทรา เธอเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา คทาสุริยันจันทราตอบสนองต่อการสัมผัสของเธอ มันรู้สึกเบาและทรงพลังในเวลาเดียวกัน ราวกับมันถูกสร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

“ข้ารู้สึกได้” เอลาริสกล่าวเสียงแผ่วเบา “ข้ารู้สึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็รู้สึกถึงความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง”

“นั่นคือภาระของทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เอเธลตอบ “พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ท่านมีสหายผู้กล้าหาญอยู่เคียงข้าง และที่สำคัญที่สุด ท่านมีหัวใจที่บริสุทธิ์และมุ่งมั่น นั่นคือพลังที่แท้จริงที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ในเวลานี้ เธอรู้สึกพร้อมมากกว่าที่เคยเป็นมา เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ค้นหาคำตอบ และทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์

“ข้าพร้อมแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “โปรดบอกข้าเถิดว่าข้าควรจะทำสิ่งใดต่อไป”

เอเธลยิ้มอีกครั้ง “ยังมีอีกหลายสิ่งที่ท่านต้องเรียนรู้ และอีกหลายสถานที่ที่ท่านต้องไป แต่ตอนนี้… ท่านได้ก้าวข้ามผ่านบททดสอบแรกที่สำคัญที่สุดแล้ว” นางกวาดมือไปทางประตูทางเข้า “สหายของท่านกำลังรออยู่”

เอลาริสรู้สึกถึงความปีติยินดีที่ได้กลับไปหาเพื่อนๆ ของเธอ เธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เธอมีไครานผู้ภักดี ลอร์เดนผู้ชาญฉลาด และเฟย์ผู้คล่องแคล่วคอยอยู่เคียงข้าง การเดินทางของพวกเขายังไม่สิ้นสุด แต่วันนี้ เธอได้พบกับส่วนหนึ่งของตัวเองที่เคยหายไป และเธอก็พร้อมที่จะใช้พลังที่ค้นพบใหม่นี้ เพื่อปกป้องโลกที่เธอรักจากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เมื่อเอลาริสเดินออกจากวิหารดาราพราย แสงสว่างจากคทาสุริยันจันทราส่องนำทางเธอ เธอมองเห็นแสงดาวที่ระยิบระยับบนท้องฟ้า และรู้สึกได้ถึงลมหายใจของจักรวาลที่พัดผ่านเข้ามาในวิหาร เธอรู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่แท้จริง แต่เธอก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เธอจะไม่ยอมให้ความมืดมิดเข้าครอบงำโลกนี้ได้ง่ายๆ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!