หลังจากที่ค้นพบว่า ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ สถิตอยู่ในตัวเธอเอง และได้เอาชนะอสูรแห่งหินทมิฬได้ เอลาริสและสหายก็เร่งรุดเดินทางไปยัง ‘วิหารแห่งแสงนิรันดร์’ ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่จะสามารถปลุกคทาสุริยันจันทราให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ แต่การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความตึงเครียด เพราะสุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ขณะที่พวกเขาเดินทางผ่านทุ่งราบโล่งกว้าง ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมฆหมอกสีดำมืดมิดคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังกลืนกินแสงสว่างของโลกใบนี้ เสียงคำรามของปีศาจดังก้องมาจากทุกทิศทาง เสียงฝีเท้าของกองทัพปีศาจนับไม่ถ้วนที่กำลังเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
“พวกมันมาแล้ว!” ไลร่าตะโกน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “กองทัพของมาลากอร์!”
เอลาริสรู้สึกถึงคลื่นพลังความมืดมิดที่ถาโถมเข้ามา มันเป็นพลังที่มหาศาลเกินกว่าที่เธอเคยสัมผัสมา เธอรู้ดีว่ามาลากอร์กำลังจะเริ่มแผนการสุดท้ายของมันแล้ว
“เราต้องเร่งความเร็วให้มากกว่านี้” เอลาริสกล่าว “เราต้องไปให้ถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์ให้ได้ ก่อนที่พวกมันจะมาถึง!”
เซอร์เคเอลพยักหน้า เขาดึงดาบแสงออกมาจากฝัก “ข้าจะคอยคุ้มกันพวกท่านเอง”
ฟินน์ร่ายเวทมนตร์เร่งความเร็วให้กับทุกคน ทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น แต่ถึงกระนั้น กองทัพปีศาจก็ยังคงตามมาอย่างกระชั้นชิด พวกมันมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะนับได้ มีทั้งปีศาจหมาป่า วาริธแห่งรัตติกาล อสูรแห่งหินทมิฬตัวอื่นๆ และปีศาจรูปร่างประหลาดอีกมากมายที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“มันคือ ‘การรุกรานแห่งรัตติกาล’!” ฟินน์อุทาน “มาลากอร์กำลังปลดปล่อยกองทัพทั้งหมดของมันออกมาแล้ว!”
เอลาริสรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามา เธอรู้ดีว่าเธอคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้ เธอต้องไม่ยอมแพ้
ทันใดนั้น เสียงคำรามที่รุนแรงก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ตามมาด้วยคลื่นพลังงานสีดำที่พุ่งเข้าใส่พวกเขา
“หลบ!” เซอร์เคเอลตะโกน เขาใช้โล่ของเขาบังคลื่นพลังงานนั้นไว้ แต่แรงปะทะก็ทำให้เขากระเด็นออกไป
เมื่อพวกเขาล้มลง ก็พบว่ามีปีศาจตัวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า มันมีรูปร่างสูงใหญ่คล้ายมนุษย์ แต่มีผิวหนังสีแดงเข้ม ดวงตาสีเพลิง และมีเขาขนาดมหึมาบนศีรษะ มันคือ ‘บัลลาร็อก’ หนึ่งในขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ และเป็นผู้ที่นำทัพปีศาจมาในครั้งนี้
“หาเจอแล้ว ทายาทแห่งสุริยัน!” บัลลาร็อกคำรามเสียงดังก้องกังวาน “มาลากอร์สั่งให้ข้ามาหยุดยั้งเจ้าไม่ให้ไปถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์!”
“เราไม่ยอมให้พวกเจ้าหยุดยั้งเราได้หรอก!” เอลาริสคำรามกลับ เธอรวบรวมพลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวไว้ในกาย สร้างคลื่นแสงที่พุ่งเข้าใส่บัลลาร็อก
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและรุนแรง บัลลาร็อกแข็งแกร่งและทนทาน พลังไฟในตัวมันสามารถสร้างเปลวเพลิงที่ร้อนแรงและลูกไฟที่สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ เอลาริสใช้พลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวของเธอในการสร้างแสงสว่าง เปลวไฟ และคลื่นพลังงาน เพื่อโจมตีและป้องกันตัวเอง
เซอร์เคเอล, ไลร่า, และฟินน์ พยายามช่วยเหลือเอลาริส พวกเขาใช้ทักษะการต่อสู้และเวทมนตร์ทั้งหมดที่พวกเขามี เพื่อชะลอการโจมตีของบัลลาร็อก และช่วยให้เอลาริสมีโอกาสในการโจมตี
แต่บัลลาร็อกแข็งแกร่งเกินไป พวกมันมีพลังที่มหาศาล และสามารถต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้ เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา พลังของเธอกำลังจะหมดลง
“เราต้องถอย!” ไลร่าตะโกน “เราสู้พวกมันไม่ได้หรอก!”
แต่เอลาริสไม่ยอมแพ้ เธอรู้ดีว่าเธอคือความหวังสุดท้าย เธอต้องสู้จนถึงที่สุด
ทันใดนั้น เสียงคำรามที่รุนแรงกว่าเดิมก็ดังขึ้นจากเบื้องบน ตามมาด้วยคลื่นพลังงานสีดำที่พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว คลื่นพลังงานนั้นปะทะเข้ากับพื้นดิน ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ และเผยให้เห็นปีศาจตัวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
มันคือมาลากอร์ ราชาปีศาจที่แท้จริง!
มาลากอร์มีรูปร่างสูงใหญ่และน่าเกรงขาม มีผิวหนังสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกายความชั่วร้าย และมีปีกค้างคาวขนาดมหึมาบนหลัง มันคือปีศาจที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา
“เจ้าคิดว่าจะไปถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์ได้งั้นหรือ ทายาทแห่งสุริยัน” มาลากอร์คำรามเสียงดังก้องกังวาน “เจ้าโง่เขลานัก! สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว และข้าจะใช้พลังของมันเพื่อปกครองโลกใบนี้!”
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที พลังความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมาลากอร์นั้นมหาศาลเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถเอาชนะมันได้ในตอนนี้
“เราต้องหนี!” เซอร์เคเอลตะโกน “เอลาริส! เจ้าต้องไปให้ถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์!”
เซอร์เคเอล, ไลร่า, และฟินน์ พุ่งเข้าปะทะกับมาลากอร์อย่างกล้าหาญ พวกเขาพยายามชะลอการโจมตีของมัน เพื่อให้เอลาริสมีโอกาสหนี
“ไม่นะ!” เอลาริสตะโกน “ข้าไม่ทิ้งพวกท่านหรอก!”
“ไปเถอะเอลาริส!” ไลร่าตะโกนกลับ “นี่คือคำสั่ง! เจ้าคือความหวังสุดท้ายของเรา!”
เอลาริสรู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอต้องเชื่อมั่นในสหายของเธอ เธอหลับตาลง รวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี สร้างคลื่นแสงที่พุ่งเข้าใส่มาลากอร์ เพื่อช่วยให้สหายของเธอมีโอกาสหนี
จากนั้น เธอก็หันหลังกลับและวิ่งไปทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปยังวิหารแห่งแสงนิรันดร์ โดยมีเสียงคำรามของมาลากอร์และเสียงการต่อสู้ของสหายดังก้องอยู่เบื้องหลัง
เธอวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าเธอต้องไม่ทำให้สหายของเธอต้องเสียสละอย่างเปล่าประโยชน์ เธอต้องไปให้ถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์ให้ได้
เมื่อวิ่งมาได้ไกลพอสมควร เธอก็ได้ยินเสียงคำเตือนสุดท้ายจากอาจารย์มาธาร์ดที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของเธอ
“เอลาริส! เจ้าต้องไปให้ถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์!” เสียงของอาจารย์มาธาร์ดดังก้องขึ้นในจิตใจของเธอ “ที่นั่นเจ้าจะพบกับ ‘บันทึกแห่งมิติ’ มันจะบอกวิธีที่เจ้าจะสามารถรวมพลังทั้งหมดเข้าด้วยกัน และปลุกคทาสุริยันจันทราให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าเธอต้องทำตามคำสั่งของอาจารย์มาธาร์ด เธอต้องไปให้ถึงวิหารแห่งแสงนิรันดร์ให้ได้
ในที่สุด เธอก็ได้เห็นเงารางๆ ของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุด มันคือวิหารโบราณที่ทำจากหินสีขาวนวล เปล่งประกายเรืองรองราวกับถูกสร้างขึ้นจากแสงสว่าง มันคือ ‘วิหารแห่งแสงนิรันดร์’
แต่เมื่อเข้าใกล้ วิหารแห่งแสงนิรันดร์ก็พลันถูกปกคลุมด้วยม่านพลังงานสีดำมืดมิด ที่แผ่ขยายออกมาจากตัววิหารเอง มันเป็นพลังที่มหาศาลและชั่วร้าย ราวกับมาลากอร์ได้ส่งสมุนที่แข็งแกร่งที่สุดมาเฝ้าอยู่แล้ว
และเหนือวิหารนั้น ดวงจันทร์ทั้งสองดวงก็กำลังเคลื่อนตัวเข้าหากันอย่างช้าๆ แสงของพวกมันเริ่มถูกบดบังด้วยเงาแห่งสุริยคราสแห่งจันทร์คู่
เวลาของเธอกำลังจะหมดลงแล้ว เอลาริสรู้ดีว่าเธอต้องรีบเข้าไปในวิหารแห่งแสงนิรันดร์ให้ได้ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง และก่อนที่มาลากอร์จะสามารถปลดปล่อยความมืดมิดสู่โลกใบนี้ได้
เธอรวบรวมพลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวไว้ในกาย เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมของเธอ เธอพร้อมที่จะปกป้องโลกใบนี้ให้จงได้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะอันตรายเพียงใดก็ตาม

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก