คทาสุริยัน

ตอนที่ 88 — เสียงกระซิบแห่งอรุณแรก

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,378 คำ

เอลาริสก้าวออกมาจากวิหารดาราพรายด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เธอไม่ได้รู้สึกเพียงแค่มีพลังมากขึ้น แต่ยังรู้สึกถึงความเข้าใจในตัวเองและในโลกใบนี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น แสงสีทองและสีเงินยังคงทอประกายเรืองรองอยู่รอบกายเธอ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอก็ส่องแสงเจิดจ้า ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเธออย่างแท้จริง

ทันทีที่เธอพ้นประตูวิหาร ไคราน ลอร์เดน ‌และเฟย์ก็รีบเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความกังวลและโล่งใจ

“เอลาริส! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ไครานถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เขาจ้องมองเธอด้วยความสงสัย เมื่อเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเธอ

เฟย์เดินเข้ามาใกล้ พินิจมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังที่มหาศาลจากท่าน… มันช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก”

ลอร์เดนยิ้มกว้าง ​“ข้าบอกแล้วว่าวิหารแห่งนี้จะมอบสิ่งล้ำค่าให้แก่ท่าน” เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเวทที่แผ่ซ่านออกมาจากเอลาริส ซึ่งบัดนี้บริสุทธิ์และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจที่ได้เห็นความห่วงใยของสหาย “ข้าสบายดี ยิ่งกว่าสบายดีเสียอีก” เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ วิหารที่เงียบสงบอีกครั้ง ‍ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เธอได้ประสบมาภายในวิหารให้พวกเขาฟัง ตั้งแต่การเชื่อมโยงกับพลังสุริยันและจันทรา ไปจนถึงภาพนิมิตที่เธอได้เห็น

“ข้าได้เห็นอดีต… เห็นราชวงศ์สุริยันจันทราเมื่อครั้งบรรพกาล เห็นพวกเขาใช้คทานี้เพื่อผนึกมาลากอร์” เอลาริสเล่า น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความจริงจัง “มันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ‌แต่ก็เป็นภาระที่หนักอึ้ง”

“แล้วท่านได้เรียนรู้อะไรอีกบ้าง?” ลอร์เดนถามด้วยความกระตือรือร้น

เอลาริสหลับตาลง พยายามรวบรวมความคิดที่ยังคงสับสนอยู่ในหัว “ข้าได้ยินเสียงกระซิบ… มันไม่ใช่คำพูดที่ชัดเจน แต่เป็นเหมือนคลื่นแห่งความรู้ ที่บอกว่าคทาสุริยันจันทราไม่ได้เป็นเพียงแค่อาวุธ แต่มันคือกุญแจสู่สมดุลของจักรวาล” ‍เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความมุ่งมั่น “และที่สำคัญที่สุด… ข้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”

“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่?” ไครานทวนคำ สีหน้าเคร่งเครียด “นั่นคือช่วงเวลาที่มาลากอร์จะถูกปลดปล่อยไม่ใช่หรือ?”

“ใช่” เอลาริสพยักหน้า ​“แต่ในนิมิตของข้า มันไม่ใช่แค่การปลดปล่อย… มันเป็นโอกาสสุดท้าย”

เธอเล่าถึงนิมิตที่สำคัญที่สุดที่เธอได้รับ: สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่มิติระหว่างโลกกับนรกจะเปิดออกและปลดปล่อยมาลากอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาเดียวที่พลังของจักรวาลจะอยู่ในจุดที่อ่อนไหวที่สุด เปิดช่องให้สามารถผนึกมาลากอร์กลับคืนไปได้อีกครั้ง แต่ต้องกระทำด้วยคทาสุริยันจันทราที่ถูกปลุกให้ตื่นอย่างสมบูรณ์ และโดยทายาทผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เท่านั้น

“ดังนั้น… ​สุริยคราสไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคาม” ลอร์เดนพึมพำ “แต่ยังเป็นโอกาสเดียวที่เรามี”

“ถูกต้อง” เอลาริสยืนยัน “แต่คทายังไม่สมบูรณ์ เอเธลบอกว่าข้าจะต้องเชื่อมโยงกับแก่นแท้แห่งสุริยันและจันทราให้ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ มันไม่ใช่แค่พลังในตัวข้า แต่เป็นพลังจากโลกภายนอกที่ต้องนำมารวมกัน”

“แล้วเราจะทำอย่างไรให้คทาสมบูรณ์?” ​เฟย์ถาม

“ในนิมิตของข้า… ข้าเห็นภาพของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่ง” เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง พยายามเรียกคืนภาพที่เลือนลางนั้น “มันเป็นน้ำตกขนาดใหญ่… รายล้อมด้วยแสงเรืองรอง… และมีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถเชื่อมโยงคทาของข้าเข้ากับพลังของโลกได้”

ลอร์เดนขมวดคิ้ว เขาเดินไปหยิบแผนที่โบราณที่พวกเขานำติดตัวมาด้วย และเริ่มพินิจพิจารณามันอย่างละเอียด “น้ำตกศักดิ์สิทธิ์… แสงเรืองรอง…” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้าง “ข้ารู้แล้ว! มันต้องเป็น ‘น้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรีย’ เป็นตำนานที่เล่าขานกันมาว่า ที่นั่นคือจุดที่พลังงานแห่งชีวิตของโลกไหลรวมกัน เป็นเหมือนหัวใจของธรรมชาติ”

“เอลโดเรีย?” ไครานเอ่ยชื่อ “ข้าเคยได้ยินว่ามันเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากมาก รายล้อมด้วยป่าต้องมนตร์และหุบเหวลึก”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเห็น” เอลาริสพยักหน้า “และข้ารู้สึกว่าเราต้องไปที่นั่นให้เร็วที่สุด ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาให้รีรอแล้ว” เฟย์กล่าวอย่างเด็ดขาด “ยิ่งเราไปถึงเร็วเท่าไร เราก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นเท่านั้น”

พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังน้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรียทันที เอเธลปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง และมอบหินนำทางเรืองแสงให้แก่เอลาริส “หินก้อนนี้จะช่วยนำทางท่านไปยังเอลโดเรีย มันจะส่องแสงเจิดจ้าขึ้นเมื่อท่านเข้าใกล้จุดหมาย” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จงระมัดระวังให้มาก หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยภยันตราย มาลากอร์กำลังรู้สึกถึงการตื่นขึ้นของพลังในตัวท่าน และมันจะพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดยั้งท่าน”

เอลาริสรับหินนำทางมาถือไว้ในมือ มันอุ่นและสั่นสะท้านเล็กน้อย “ขอบคุณท่านเอเธล”

“ขอพลังแห่งสุริยันและจันทราจงคุ้มครองท่าน” เอเธลกล่าว ก่อนที่ร่างของนางจะเลือนหายไปในอากาศธาตุอีกครั้ง

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มทอแสงอ่อนๆ ยามเช้าตรู่ พวกเขาก็เริ่มต้นการเดินทางออกจากวิหารดาราพรายอีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมด้วยความหวังและความมุ่งมั่นมากกว่าเดิม เอลาริสรู้สึกว่าเธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รออยู่ ไม่ว่ามันจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม

การเดินทางไปยังน้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรียนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาต้องเดินทางผ่านป่าต้องมนตร์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่จนแสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึง พื้นป่าปกคลุมด้วยพืชพรรณแปลกประหลาดที่เรืองแสงในความมืด และมีเสียงของสิ่งมีชีวิตประหลาดดังแว่วมาเป็นระยะๆ

“ข้าไม่เคยเห็นป่าที่น่าขนลุกเช่นนี้มาก่อน” เฟย์พึมพำขณะเดินนำหน้า คันธนูเตรียมพร้อมในมือ ดวงตาคมกริบสอดส่องไปรอบทิศทาง

ไครานเดินตามหลังเอลาริสอย่างไม่ห่าง ดาบของเขาถูกชักออกมาจากฝักแล้ว เขาคอยระมัดระวังภัยจากทุกทิศทาง “พลังเวทที่นี่ดูแปลกไป มันไม่ใช่พลังธรรมชาติที่บริสุทธิ์ แต่เหมือนมีบางสิ่งปะปนอยู่ด้วย”

ลอร์เดนเดินสำรวจพืชพรรณรอบข้าง “ข้าสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเวทมนตร์ดำ มันเป็นอิทธิพลของมาลากอร์ที่เริ่มแผ่ขยายเข้ามาในพื้นที่เหล่านี้”

เอลาริสใช้คทาสุริยันจันทราส่องนำทาง คทาของเธอส่องแสงสว่างไสว ช่วยขับไล่ความมืดมิดและทำให้พวกเขามองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนขึ้น เธอพยายามใช้พลังที่เพิ่งค้นพบใหม่ของเธอ เธอพยายามดึงพลังจากแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มเล็ดลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมา และพลังจากดวงจันทร์ที่ยังคงสถิตอยู่ในตัวเธอ

เธอเริ่มฝึกฝนการใช้พลังเวทของเธอ เธอสามารถสร้างโล่พลังงานแสงสีทองเพื่อป้องกันการโจมตีจากเถาวัลย์มีพิษที่พุ่งเข้ามา หรือใช้พลังแสงสีเงินเพื่อทำให้สัตว์ป่าที่ดุร้ายสงบลงได้ชั่วขณะ แต่บางครั้งเธอก็ยังควบคุมพลังได้ไม่สมบูรณ์นัก บางครั้งพลังก็พุ่งออกมามากเกินไป บางครั้งก็ไม่เพียงพอ เธอรู้ว่าเธอต้องฝึกฝนอีกมาก

วันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านหุบเหวแคบๆ ที่มีหน้าผาสูงชันทั้งสองข้าง ทันใดนั้น เงาขนาดใหญ่ก็พุ่งลงมาจากด้านบน!

“ระวัง!” ไครานตะโกนเสียงดัง ลากเอลาริสให้หลบพ้นจากกรงเล็บของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่บินลงมา มันคือสัตว์ประหลาดคล้ายค้างคาวขนาดยักษ์ มีผิวหนังสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉาน และกรงเล็บแหลมคมราวใบมีด มันส่งเสียงร้องแหลมสูงน่าขนลุก พุ่งเข้าโจมตีพวกเขาอย่างไม่ลังเล

“พวกมันคือ ‘ชาโดว์วิง’ เป็นสัตว์อสูรที่ถูกมาลากอร์ครอบงำ!” ลอร์เดนตะโกนเตือน “พวกมันเกลียดแสงสว่าง!”

เฟย์ยิงธนูออกไปอย่างรวดเร็ว ธนูแต่ละดอกพุ่งตรงเข้าปักที่ปีกของชาโดว์วิง ทำให้มันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ไครานใช้ดาบฟาดฟันเข้าใส่ชาโดว์วิงที่พยายามพุ่งเข้าโจมตีเอลาริส การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด

เอลาริสพยายามใช้พลังจากคทา เธอรวบรวมพลังแสงสีทองและสีเงินไว้ที่ปลายคทา ก่อนจะกวัดแกว่งออกไป ปลดปล่อยลำแสงพลังงานที่พุ่งเข้าใส่ชาโดว์วิง ทำให้พวกมันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและถอยร่นไป แต่ก็มีชาโดว์วิงอีกตัวที่เล็ดลอดเข้ามาใกล้ตัวเธอ!

มันพุ่งเข้าใส่เธอด้วยความเร็วสูง กรงเล็บของมันหมายจะฉีกกระชากเธอให้เป็นชิ้นๆ เอลาริสตั้งรับไม่ทัน แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เธอนึกถึงคำกล่าวของเอเธล ‘จงเชื่อมโยงกับแก่นแท้แห่งสุริยันและจันทรา’

เธอหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนจะเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม เธอยกคทาสุริยันจันทราขึ้น แสงสีทองและสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากคทา ก่อตัวเป็นโล่พลังงานทรงกลมที่แข็งแกร่ง ปกป้องเธอจากการโจมตีของชาโดว์วิง

ชาโดว์วิงพุ่งชนเข้ากับโล่พลังงานด้วยความรุนแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่โล่พลังงานก็ไม่บุบสลาย ชาโดว์วิงตัวนั้นกระเด็นถอยหลังไป ก่อนจะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและล้มลงกับพื้น

เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการใช้พลัง แต่ก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่เธอสามารถควบคุมมันได้ดีขึ้น เธอรวบรวมพลังอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยลำแสงพลังงานพุ่งเข้าใส่ชาโดว์วิงตัวอื่นๆ ทำให้พวกมันต้องล่าถอยหนีไปในที่สุด

“สุดยอดไปเลยเอลาริส!” เฟย์ตะโกนด้วยความประหลาดใจ “ท่านแข็งแกร่งขึ้นมาก”

“ข้า… ข้ายังต้องฝึกอีกมาก” เอลาริสกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ “แต่ข้ารู้สึกว่าข้าเริ่มเข้าใจมันแล้ว”

พวกเขาเดินทางต่อไป หนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เอลาริสรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ เธอมองไปยังหินนำทางในมือที่เริ่มเปล่งแสงเรืองรองขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้จุดหมาย น้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งเอลโดเรีย

ในระหว่างการเดินทาง ลอร์เดนได้เล่าเรื่องราวของมาลากอร์ให้เอลาริสฟังอย่างละเอียด เขาค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมในตำราโบราณที่นำมาจากวิหารดาราพราย มาลากอร์ไม่ใช่ปีศาจที่เกิดมาพร้อมกับความชั่วร้าย แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้พิทักษ์ของมิติอื่น เป็นผู้ทรงอำนาจที่ต่อสู้เพื่อความดีงาม

“ตำนานกล่าวว่า มาลากอร์เคยเป็นผู้ปกป้องมิติแห่งเงา” ลอร์เดนเล่า “เขาต่อสู้กับความมืดมิดมานับพันปี แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็ถูกทรยศจากผู้ที่เขาเชื่อใจที่สุด ความเจ็บปวดและความโกรธแค้นกัดกินจิตใจของเขา จนทำให้เขาหันหลังให้กับแสงสว่าง และเลือกที่จะใช้พลังของเขาเพื่อทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง”

“แล้วทำไมเขาถึงต้องถูกผนึกไว้ในโลกของเรา?” เอลาริสถาม เธอรู้สึกถึงความเห็นใจเล็กน้อยต่ออดีตของมาลากอร์ แต่ก็รู้ว่าความชั่วร้ายของเขาในปัจจุบันนั้นไม่อาจให้อภัยได้

“เขาพยายามจะทำลายสมดุลของจักรวาลทั้งหมด” ลอร์เดนตอบ “เขาต้องการที่จะสร้างโลกขึ้นมาใหม่ในแบบที่เขาต้องการ ด้วยพลังแห่งความมืดมิดที่ไม่อาจควบคุมได้ ราชวงศ์สุริยันจันทราจึงต้องใช้คทาผนึกเขาไว้ เพื่อปกป้องโลกของเราและมิติอื่นๆ จากความวิปโยค”

เรื่องราวของมาลากอร์ทำให้เอลาริสเข้าใจถึงความซับซ้อนของความดีและความชั่วร้าย เธอรู้ว่าการต่อสู้ของเธอไม่ใช่แค่การต่อสู้กับปีศาจที่ชั่วร้าย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาสมดุลของจักรวาล เพื่อป้องกันไม่ให้ความเจ็บปวดและความโกรธแค้นเข้าครอบงำโลกใบนี้

ในค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังพักผ่อนอยู่ริมลำธาร เอลาริสได้ใช้เวลาฝึกฝนการใช้คทาอีกครั้ง เธอพยายามที่จะรวมพลังสุริยันและจันทราเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ แสงจากคทาส่องประกายระยิบระยับในความมืด ทำให้ผืนน้ำในลำธารสะท้อนแสงเป็นสีทองและสีเงิน เธอรู้สึกว่าเธอเข้าใกล้การควบคุมพลังได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ

“ท่านกำลังก้าวหน้าไปมากเลยนะเอลาริส” ไครานกล่าว เขาเฝ้ามองเธอด้วยความภาคภูมิใจ

“ข้ายังต้องพยายามอีกมาก” เอลาริสตอบ “แต่ข้ารู้สึกว่าข้ากำลังจะไปถึงจุดนั้นแล้ว”

เธอรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ด้วยสหายที่อยู่เคียงข้าง และความมุ่งมั่นในหัวใจ เธอเชื่อว่าเธอจะสามารถทำภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!