โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 1,101 คำ
เมื่อเอลาริสมาถึงเชิงเขาที่ตั้งของวิหารแห่งแสงนิรันดร์ ท้องฟ้าเหนือวิหารก็พลันถูกกลืนกินโดยสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ ดวงจันทร์ทั้งสองดวงถูกบดบังด้วยเงาทะมึน เหลือเพียงวงแหวนแสงสีเงินเรืองรองที่รายล้อมอยู่รอบขอบ เป็นภาพที่งดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว อากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกและหนักอึ้ง พลังความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากสุริยคราสมีอานุภาพมหาศาลจนแทบจะบดขยี้ทุกสิ่ง
วิหารแห่งแสงนิรันดร์ที่เคยเปล่งประกายสีขาวนวล บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านพลังงานสีดำทมิฬที่หนาทึบ มันคือ ‘ม่านมรณะแห่งมาลากอร์’ ที่ขังวิหารไว้และปิดกั้นไม่ให้ใครเข้าไปได้
“มาลากอร์!” เอลาริสกัดฟันแน่น ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความสิ้นหวัง เธอสัมผัสได้ถึงพลังความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากม่านนั้น มันคือพลังที่มหาศาลเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
ขณะที่เธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้าม่านมรณะ ทันใดนั้น เงาร่างขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นจากด้านหลังม่าน มันคือ ‘ลอร์ดแห่งเงา’ ปีศาจรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่สูงใหญ่ มีผิวหนังสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกายชั่วร้าย และมีปีกค้างคาวขนาดมหึมาบนหลัง มันคือขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ และเป็นผู้ที่ถูกส่งมาเฝ้าวิหารแห่งแสงนิรันดร์
“เจ้ามาถึงช้าไปแล้ว ทายาทแห่งสุริยัน” ลอร์ดแห่งเงาคำรามเสียงดังก้องกังวาน “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะสมบูรณ์ และพลังของมันจะทำให้มาลากอร์แข็งแกร่งจนไม่มีใครต้านทานได้!”
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่าเธอต้องรีบเข้าไปในวิหารแห่งแสงนิรันดร์ให้ได้ ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะสมบูรณ์
“ข้าไม่ยอมแพ้หรอก!” เอลาริสคำรามกลับ เธอรวบรวมพลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวไว้ในกาย สร้างคลื่นแสงที่พุ่งเข้าใส่ลอร์ดแห่งเงา
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและรุนแรง ลอร์ดแห่งเงาแข็งแกร่งและทนทาน พลังความมืดมิดในตัวมันสามารถสร้างคลื่นพลังทำลายล้างที่น่ากลัว และยังสามารถหายตัวไปในเงาเพื่อโจมตีจากด้านหลังได้อีกด้วย เอลาริสใช้พลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวของเธอในการสร้างแสงสว่าง เปลวไฟ และคลื่นพลังงาน เพื่อโจมตีและป้องกันตัวเอง
แต่ลอร์ดแห่งเงาแข็งแกร่งเกินไป มันสามารถต้านทานการโจมตีของเธอได้ และยังสามารถตอบโต้กลับมาด้วยพลังที่รุนแรงกว่าเดิม เอลาริสรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา พลังของเธอกำลังจะหมดลง
“เจ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้หรอก ทายาทแห่งสุริยัน!” ลอร์ดแห่งเงาคำราม “ยอมแพ้ซะ!”
เอลาริสรู้สึกสิ้นหวัง แต่เธอก็ระลึกถึงใบหน้าของสหาย อาจารย์มาธาร์ด เซอร์เคเอล ไลร่า และฟินน์ ที่กำลังต่อสู้เพื่อเธออยู่ในตอนนี้ เธอจะยอมแพ้ไม่ได้ เธอคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้
เธอหลับตาลง รวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี เธอเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ กับดวงดาวทั้งหมดในจักรวาล เธอปลดปล่อยพลังแห่งสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวออกมาอย่างเต็มที่
เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองเงินเจิดจ้า แสงแห่งปฐมกาลพวยพุ่งออกมาจากร่างของเธอ แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่าง หากแต่เป็นพลังแห่งการทำลายล้างและการชำระล้างที่บริสุทธิ์
เธอพุ่งฝ่ามือออกไป แสงสุริยันจันทราที่ผสมผสานกับพลังแห่งดวงดาวพุ่งเข้าใส่ลอร์ดแห่งเงา แสงนั้นปะทะเข้ากับร่างของมัน ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำสนิท
“เจ้า…เจ้าแข็งแกร่งเกินไป!” ลอร์ดแห่งเงาคำราม ก่อนที่ร่างของมันจะสลายกลายเป็นฝุ่นผง
เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง เธอได้เอาชนะขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดของมาลากอร์ได้แล้ว
เมื่อลอร์ดแห่งเงาสลายไป ม่านมรณะแห่งมาลากอร์ก็พลันสลายหายไปด้วยเช่นกัน เผยให้เห็นประตูทางเข้าวิหารแห่งแสงนิรันดร์ที่เปิดออก
เอลาริสรีบวิ่งเข้าไปในวิหารแห่งแสงนิรันดร์ มันเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง ห้องโถงนั้นงดงามและศักดิ์สิทธิ์ ผนังหินสีขาวนวลถูกประดับด้วยอัญมณีที่เปล่งประกายระยิบระยับ ตรงกลางห้องโถงมีแท่นบูชาที่ทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ บนแท่นบูชามีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่
“บันทึกแห่งมิติ” เอลาริสกระซิบ เธอจำคำพูดของอาจารย์มาธาร์ดได้
เธอก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชา เมื่อมือของเธอสัมผัสกับหนังสือ แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็สาดส่องไปทั่วห้อง มันเป็นบันทึกที่แตกต่างจากบันทึกเล่มอื่นๆ หน้ารวมไปด้วยภาพวาดของมิติที่ซับซ้อน และอักขระโบราณที่ดูเหมือนจะเต้นระริกได้
“บันทึกแห่งมิติบอกว่า ‘คทาสุริยันจันทรา’ ไม่ได้เป็นเพียงอาวุธ” เอลาริสอ่านออกเสียงจากอักขระที่เธอพอจะเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณ “มันคือ ‘สะพานเชื่อมมิติ’ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการผนึกราชาปีศาจมาลากอร์”
“มันบอกว่าทายาทจะต้องหลอมรวมพลังแห่งสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ และใช้พลังนั้นในการสร้าง ‘มิติแห่งพันธสัญญา’ เพื่อผนึกมาลากอร์ไว้ในมิตินั้น”
“แต่การทำเช่นนั้นจะต้องใช้พลังชีวิตทั้งหมดของทายาท” เอลาริสอ่านประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผู้ที่ใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อผนึกมาลากอร์ จะต้องเสียสละตนเอง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของคทาชั่วนิรันดร์”
คำพูดของเอลาริสทำให้เธอรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที เธอต้องเสียสละชีวิตของเธอ เพื่อที่จะผนึกมาลากอร์?
ในขณะที่เอลาริสกำลังพิจารณาบันทึกแห่งมิติ ทันใดนั้น เสียงคำรามที่รุนแรงก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยคลื่นพลังงานสีดำที่พุ่งเข้ามาในวิหาร
“เจ้าคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ในวิหารแห่งนี้ได้งั้นหรือ ทายาทแห่งสุริยัน!” มาลากอร์คำรามเสียงดังก้องกังวาน “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะสมบูรณ์แล้ว และข้าจะใช้พลังของมันเพื่อทำลายโลกใบนี้!”
มาลากอร์ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าวิหาร มันมีรูปร่างสูงใหญ่และน่าเกรงขามกว่าเดิม พลังความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมันนั้นมหาศาลจนแทบจะบดขยี้ทุกสิ่ง ดวงจันทร์ทั้งสองดวงเหนือวิหารถูกบดบังอย่างสมบูรณ์แล้ว สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้สมบูรณ์แล้ว!
“เอลาริส!” เสียงของเซอร์เคเอล ไลร่า และฟินน์ ดังก้องขึ้นจากด้านนอกวิหาร พวกเขากำลังต่อสู้กับกองทัพปีศาจที่บุกเข้ามาอย่างไม่ลดละ
เอลาริสรู้ดีว่าเธอไม่มีเวลาแล้ว เธอต้องตัดสินใจ เธอจะยอมเสียสละชีวิตของเธอ เพื่อปกป้องโลกใบนี้หรือไม่?
เธอหันไปมองมาลากอร์ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าวิหาร ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและตัดสินใจ เธอรู้ดีว่าเธอต้องทำอะไร
เธอรวบรวมพลังสุริยันจันทราและแก่นแท้แห่งดวงดาวไว้ในกาย เธอหลับตาลง จินตนาการถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหมดในจักรวาลที่กำลังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในใจกลางจิตวิญญาณของเธอ
เมื่อเอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายสีทองเงินเจิดจ้า แสงแห่งปฐมกาลพวยพุ่งออกมาจากร่างของเธอ แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่าง หากแต่เป็นพลังแห่งการทำลายล้างและการสร้างสรรค์ที่บริสุทธิ์ที่สุด
“มาลากอร์!” เอลาริสคำราม “ข้าจะผนึกเจ้าให้จงได้!”
เธอพุ่งฝ่ามือออกไป แสงสุริยันจันทราที่ผสมผสานกับพลังแห่งดวงดาวพุ่งเข้าใส่มาลากอร์ แสงนั้นปะทะเข้ากับร่างของมัน ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสั่นสะเทือน
เอลาริสรวบรวมพลังทั้งหมดที่เธอมี เธอรู้ดีว่าเธอต้องใช้พลังชีวิตของเธอ เพื่อสร้าง ‘มิติแห่งพันธสัญญา’ และผนึกมาลากอร์ไว้ในมิตินั้น
เธอสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของเธอที่กำลังไหลออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเธอกำลังสลายกลายเป็นละอองแสง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอจดจ่ออยู่กับการสร้างมิติแห่งพันธสัญญา
มาลากอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว มันพยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนี แต่ก็ไม่สามารถทำได้ พลังของเอลาริสกำลังดึงมันเข้าไปในมิติที่เธอกำลังสร้างขึ้น
“ไม่นะ! ข้าไม่ยอมแพ้หรอก!” มาลากอร์คำราม
แต่ก็สายเกินไปแล้ว มิติแห่งพันธสัญญากำลังสมบูรณ์ และมาลากอร์ก็ถูกดึงเข้าไปในมิตินั้นอย่างช้าๆ
ในที่สุด ร่างของมาลากอร์ก็หายลับไปในมิติแห่งพันธสัญญา มิติแห่งนั้นปิดลงอย่างสมบูรณ์ และแสงสว่างก็สาดส่องไปทั่ววิหารแห่งแสงนิรันดร์
เอลาริสรู้สึกถึงพลังชีวิตของเธอที่กำลังจะหมดลง ร่างกายของเธอกำลังสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองเงิน เธอหันไปมองท้องฟ้าที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจางหายไป แสงอาทิตย์และแสงจันทร์กำลังกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง
“ข้า…ข้าทำสำเร็จแล้ว” เอลาริสกระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและสงบสุข
จากนั้น ร่างของเอลาริสก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองเงิน และลอยขึ้นสู่เบื้องบน ละอองแสงเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นรูปทรงของคทาเล่มหนึ่ง คทาที่งดงามและทรงพลัง คทาที่เปล่งประกายแสงสุริยันจันทราและดวงดาว มันคือ ‘คทาสุริยันจันทรา’ ที่แท้จริง!
คทาสุริยันจันทราลอยลงมาอย่างช้าๆ และไปปักอยู่กลางแท่นบูชาในวิหารแห่งแสงนิรันดร์ เปล่งประกายแสงสว่างที่อบอุ่นและปลอบประโลมจิตใจ
โลกได้กลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แสงสว่างได้กลับมาสู่ทุกอาณาจักร แต่ทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อปกป้องโลกใบนี้ ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคทาสุริยันจันทราไปแล้วชั่วนิรันดร์
เรื่องราวของเอลาริส ผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทรา ได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ และคทาสุริยันจันทราก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในวิหารแห่งแสงนิรันดร์ รอคอยการกลับมาของผู้ที่คู่ควร เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยคุกคามที่อาจจะกลับมาอีกครั้งในอนาคตอันไกลโพ้น

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก